ข้าวของทุกอย่างแพงขึ้น ผมสังเกตเห็นปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าเศร้ามากครับ คือสิ่งที่เรียกว่า "ภาษีความจน" (The Poor Pay More) มันคือสถานการณ์ที่คนที่มีเงินน้อย กลับต้องจ่ายค่าครองชีพในราคาสัดส่วนที่แพงกว่าคนมีเงินก้อน
วันนี้ผมไม่ได้มาซ้ำเติมใคร แต่มาเพื่อตีแผ่ให้เห็นว่า "ความจำเป็นที่ต้องประหยัดในวันนี้ อาจกลายเป็นภาระการเงินที่หนักกว่าเดิมในวันหน้า" และเราจะแก้เกมนี้ได้อย่างไร
กับดัก "ของถูกแต่ต้องซื้อบ่อย"
คนมีเงินก้อนสามารถซื้อสบู่ แชมพู หรือข้าวสารแบบ "แพ็คใหญ่" ที่เฉลี่ยต่อหน่วยถูกกว่ามาก แต่คนที่มีเงินจำกัดต้องซื้อแบบ "ซอง" หรือ "ขวดเล็ก" ในร้านสะดวกซื้อทุกวัน
ผลลัพธ์: เมื่อคำนวณรายปี คนรายได้น้อยจ่ายค่าของใช้ในบ้านแพงกว่าคนรวย 20-30% เพียงเพราะเขาไม่มีเงินก้อนพอจะซื้อส่ง
"ค่าซ่อม" ที่ไม่มีวันจบสิ้น
เพราะไม่มีเงินเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือรถใหม่ เราจึงต้องทนใช้ของเก่าที่กินไฟและเสียบ่อย
ภาษีความจน: เราต้องเสียค่าซ่อมยิบย่อยครั้งละ 500-1,000 บาทอยู่ตลอดเวลา เมื่อรวมกันแล้วอาจแพงกว่าค่าผ่อนของใหม่ที่มีประกันด้วยซ้ำ นี่คือรายจ่ายที่ "สูญเปล่า" และไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มครับ
"ดอกเบี้ยรายวัน" vs "ดอกเบี้ยรายปี"
เมื่อเข้าไม่ถึงสินเชื่อธนาคาร (เพราะรายได้ไม่แน่นอนหรือไม่มีสลิป) ทางออกเดียวคือหนี้นอกระบบหรือโรงรับจำนำ
ความต่าง: ในขณะที่คนมีเครดิตกู้บ้านดอกเบี้ย 3-4% ต่อปี แต่คนลำบากต้องเจอพิกัดดอกเบี้ย 5-20% "ต่อเดือน" ยิ่งจ่ายแค่ดอกเบี้ย เงินต้นก็ไม่ลด กลายเป็นทาสวงจรหนี้ไปตลอดกาล
สุขภาพ: ภาษีความจนที่แพงที่สุด
การเลือกกินอาหารราคาถูกที่เน้นอิ่ม (แป้ง/น้ำตาล/ไขมัน) เพราะผักผลไม้สดราคาแพงกว่า
ผลที่ตามมา: ในระยะยาวต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และเสียความสามารถในการทำงานไป ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลกว่าค่าอาหารที่ดีต่อสุขภาพหลายเท่าครับ
เราจะ "แหกคุก" ภาษีความจนนี้ได้อย่างไร? :
"รวมกลุ่มซื้อ": ถ้าเราซื้อแพ็คใหญ่คนเดียวไม่ไหว ให้จับกลุ่มกับเพื่อนบ้านหรือเพื่อนที่ทำงานหารกันซื้อของใช้ราคาขายส่งเพื่อลดค่าใช้จ่ายรายหน่วย
"เปลี่ยนจากซ่อมเป็นวางแผน": ลองทำบัญชีรายจ่ายแล้วจะเห็นว่า "ค่าซ่อม" มันเยอะแค่ไหน ตัดใจออมเงินก้อนเพื่อเปลี่ยนเป็นของที่มีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานมากกว่า
"ออมเพื่อโอกาส": แม้จะออมได้วันละ 10-20 บาท แต่นี่คือเงินที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องพึ่งหนี้นอกระบบเวลาฉุกเฉิน มันคือการ "ซื้ออิสรภาพ" จากดอกเบี้ยมหาโหดครับ
"ความจนไม่ใช่เรื่องผิด แต่การไม่รู้เท่าทันกลไกที่ทำให้เราจนลงเรื่อยๆ คือสิ่งที่เราต้องระวังครับ"
เพื่อนๆ เคยเห็นหรือเคยเจอ "ภาษีความจน" ในรูปแบบไหนบ้างไหมครับ? มาแชร์ประสบการณ์เพื่อเป็นอุทาหรณ์และหาทางออกร่วมกันนะครับ กระทู้นี้จะเป็นกระจกสะท้อนให้เราบริหารเงินอย่างมีสติมากขึ้นครับ
"ยิ่งจน ยิ่งจ่ายแพง?" ... เมื่อความประหยัดแบบผิดๆ กลายเป็นภาษีความจนที่ทำให้เราดึงตัวเองไม่พ้นวงจรหนี้สักที
วันนี้ผมไม่ได้มาซ้ำเติมใคร แต่มาเพื่อตีแผ่ให้เห็นว่า "ความจำเป็นที่ต้องประหยัดในวันนี้ อาจกลายเป็นภาระการเงินที่หนักกว่าเดิมในวันหน้า" และเราจะแก้เกมนี้ได้อย่างไร
กับดัก "ของถูกแต่ต้องซื้อบ่อย"
คนมีเงินก้อนสามารถซื้อสบู่ แชมพู หรือข้าวสารแบบ "แพ็คใหญ่" ที่เฉลี่ยต่อหน่วยถูกกว่ามาก แต่คนที่มีเงินจำกัดต้องซื้อแบบ "ซอง" หรือ "ขวดเล็ก" ในร้านสะดวกซื้อทุกวัน
ผลลัพธ์: เมื่อคำนวณรายปี คนรายได้น้อยจ่ายค่าของใช้ในบ้านแพงกว่าคนรวย 20-30% เพียงเพราะเขาไม่มีเงินก้อนพอจะซื้อส่ง
"ค่าซ่อม" ที่ไม่มีวันจบสิ้น
เพราะไม่มีเงินเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือรถใหม่ เราจึงต้องทนใช้ของเก่าที่กินไฟและเสียบ่อย
ภาษีความจน: เราต้องเสียค่าซ่อมยิบย่อยครั้งละ 500-1,000 บาทอยู่ตลอดเวลา เมื่อรวมกันแล้วอาจแพงกว่าค่าผ่อนของใหม่ที่มีประกันด้วยซ้ำ นี่คือรายจ่ายที่ "สูญเปล่า" และไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มครับ
"ดอกเบี้ยรายวัน" vs "ดอกเบี้ยรายปี"
เมื่อเข้าไม่ถึงสินเชื่อธนาคาร (เพราะรายได้ไม่แน่นอนหรือไม่มีสลิป) ทางออกเดียวคือหนี้นอกระบบหรือโรงรับจำนำ
ความต่าง: ในขณะที่คนมีเครดิตกู้บ้านดอกเบี้ย 3-4% ต่อปี แต่คนลำบากต้องเจอพิกัดดอกเบี้ย 5-20% "ต่อเดือน" ยิ่งจ่ายแค่ดอกเบี้ย เงินต้นก็ไม่ลด กลายเป็นทาสวงจรหนี้ไปตลอดกาล
สุขภาพ: ภาษีความจนที่แพงที่สุด
การเลือกกินอาหารราคาถูกที่เน้นอิ่ม (แป้ง/น้ำตาล/ไขมัน) เพราะผักผลไม้สดราคาแพงกว่า
ผลที่ตามมา: ในระยะยาวต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และเสียความสามารถในการทำงานไป ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลกว่าค่าอาหารที่ดีต่อสุขภาพหลายเท่าครับ
เราจะ "แหกคุก" ภาษีความจนนี้ได้อย่างไร? :
"รวมกลุ่มซื้อ": ถ้าเราซื้อแพ็คใหญ่คนเดียวไม่ไหว ให้จับกลุ่มกับเพื่อนบ้านหรือเพื่อนที่ทำงานหารกันซื้อของใช้ราคาขายส่งเพื่อลดค่าใช้จ่ายรายหน่วย
"เปลี่ยนจากซ่อมเป็นวางแผน": ลองทำบัญชีรายจ่ายแล้วจะเห็นว่า "ค่าซ่อม" มันเยอะแค่ไหน ตัดใจออมเงินก้อนเพื่อเปลี่ยนเป็นของที่มีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานมากกว่า
"ออมเพื่อโอกาส": แม้จะออมได้วันละ 10-20 บาท แต่นี่คือเงินที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องพึ่งหนี้นอกระบบเวลาฉุกเฉิน มันคือการ "ซื้ออิสรภาพ" จากดอกเบี้ยมหาโหดครับ
"ความจนไม่ใช่เรื่องผิด แต่การไม่รู้เท่าทันกลไกที่ทำให้เราจนลงเรื่อยๆ คือสิ่งที่เราต้องระวังครับ"
เพื่อนๆ เคยเห็นหรือเคยเจอ "ภาษีความจน" ในรูปแบบไหนบ้างไหมครับ? มาแชร์ประสบการณ์เพื่อเป็นอุทาหรณ์และหาทางออกร่วมกันนะครับ กระทู้นี้จะเป็นกระจกสะท้อนให้เราบริหารเงินอย่างมีสติมากขึ้นครับ