จากกระทู้พระเจ้าสร้างโลก ผมขอเสนอมุมมอง จากคนเปลี่ยนความเชื่อ
Timeline การเปลี่ยนความเชื่อ เป็นลำดับขั้นตามนี้
1. แรกเกิด : เชื่อตามกันมา ตามบรรพบุรุษ เป็นเมืองคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้
2. เปลี่ยนเป็นคริส : ได้ศึกษาอย่างจริงจัง 2 ปี
3. ไม่มีศาสนา
4. มีจิตน้อมไปทางพุทธศาสนา
อธิบายตาม timeline
1. แรกเกิด : เชื่อตามกันมา ตามบรรพบุรุษ เป็นเมืองคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้
คงไม่ต้องอธิบายมาก เหมือนในสังคม ไหว้ มันทุกอย่าง เชื่อทุกอย่าง ตาม บรรพบุรุษ
2. เปลี่ยนเป็นคริส
ศึกษาจากอาจารย์ที่จบจาก Christian University (น่าจะระดับ ป.โท จำรายละเอียดไม่ได้ นานมากแล้ว มีชื่ออยู่ใน
http://en.wikipedia.org/wiki/Heritage_Christian_University ลองหาและเดากันดูไม่ได้ยากอะไร) เน้นการศึกษา โดยยึดเอาตามพระคัมภีร์เป็นหลัก ปฏิเสธ นิกาย พระคัมภีร์ว่าอย่างไร ตีความอย่างนั้น มีการศึกษาทั้งพระคัมภีร์เดิม และ พระคัมภีร์ใหม่ ในเชิงวิทยาศาสตร์ เชิงประวัติศาสตร์ และ เชิงวรรณกรรม (เทียบเคียง ไทย / อังกฤษ / greek). โดยอ้างอิงชุดตำราต่างประเทศในการเทียบเคียงตลอด. ณ ตอนนั้น มีความเห็นด้วยกับการอธิบายในเชิงวิทยศาสตร์ ในกรณีพระเจ้าสร้างโลก และ อื่นๆ
3. ไม่มีศาสนา
พบว่าศาสนาคริสในไทยเต็มไปด้วยความเสื่อม แก่งแย่งอำนาจในคริสตจักร และ ไม่ได้ฟื้นฟูศีลธรรมแต่อย่างใด ส่วนมากอาจารย์ในศาสนานี้รับเงินฝั่งอเมริกามา แล้ว อมเงินไว้ใช้ส่วนตัวและครอบครัว. ทุกอย่างเมื่อได้สัมผัสแล้วนำมาซึ่งความเสื่อม. ไม่ต่างกับตอนเชื่อตามบรรพบุรุษ ไม่ต่างกับวัดในไทยส่วนใหญ่ตอนนี้ ได้เห็นว่าทางนี้เป็นทางที่ไม่สามารถตอบโจทย์ในชีวิตได้. ซึ่งก็ไปเป็นอย่างนั้น เป็นทางอันนำมาซึ่งความเสื่อม ในทุก ๆ ศาสนาและความเชื่อ.
3.1. เชื่อว่ามีพระเจ้าเพราะเหตุผล
เชื่อด้วยเหตุผลเพราะเห็นว่าโลกนี่มหัศจรรย์นักยากจะเกิดขึ้นได้เอง. ไม่เชื่อว่าเกิดขึ้นโดยบังเอิญ
3.2. เลิกเชื่อว่ามีพระเจ้าก็เพราะเหตุผล
คำโต้เถียงของคนเชื่อพระเจ้าจะเป็นแบบสุดลิ่มคือ กล่าวว่าพวกไม่เชื่อพระเจ้า เชื่อว่าทุกอย่างเกิดเองโดยบังเอิญ. ซึ่งโดยแท้จริง "ไม่ใช่" ยังมีสายความเชื่ออีกอย่างที่ระบุว่า "เกิดขึ้นด้วยเหตุและปัจจัย ปรุงแต่งขึ้น" ซึ่งเป็นความเชื่อที่ ณ เวลานี้ผมเห็นว่า "สมเหตุสมผล" อย่างที่สุด.
4. มีจิตน้อมไปทางพุทธศาสนา
ในระหว่างที่ผมยังอยู่ในศาสนาคริสต์ ผม ถูกความคิดเรื่องเชื่อพระเจ้า และ รังเกียจศาสนาอื่น ๆ ว่าโง่เขลา เข้ามาครอบงำอย่างมากมาย. ต่อมาผมไม่มีศาสนา ผมรังเกียจศาสนาแบบสุดลิ่ม "ทุกศาสนา". แล้ว อะไรคือจุดเปลี่ยน. ผมเปลี่ยนเพราะผมได้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว "พระพุทธเจ้าสอนอย่างไร" ผมไม่ได้หมายถึง พระที่สอนแบบเดินคนละฝั่งกับความเชื่อในสังคม มักจะเป็นพระที่สอนในแนวว่าไม่นับถือวัตถุมงคล ไม่เน้นทำบุญเยอะ เน้นจิตใจ บ้างก็เรียกว่า พระปฏิบัติ บ้างก็เรียก พระป่า หรือสายอะไรทำนองมีเยอะ ฟังมามาก แต่ไม่ซาบซึ้งเลย เป็นแนวทางที่เกือบจะดูดี แต่ไม่ลึกซึ้ง วัยรุ่นบางพวกก็คิดได้(หาได้ตามเฟสบุ๊ค เช่น เพจ ฟักโกสต์) (ไม่ขอกล่าวมากกว่านี้เดี่ยวดราม่าครับ)
เมื่อผมได้อ่านเฉพาะคำสอนของพระพุทธเจ้า แบบ เพียว ๆ มันเป็นคำสอนที่เรียบง่าย เข้าใจ ง่าย มีเหตุมีผล. แต่ผมยังไม่เชื่อทั้งหมดที่เดียวเพราะรู้สึกว่าไม่ควรยึดไปจนสุดลิ่ม การทำแบบนั้นทำให้ การใช้เหตุผล ลดลง เป็นยึดเอาว่าเป็นตัวเราของเรา.
เริ่มหาต่อจาก google หาไปหาไปเรื่อย ๆ ผมพบว่าเฉพาะ คำสอนของพระพุทธเจ้า (ไม่รวมสารพัดอาจารย์ที่ดัง ๆ ) มีเหตุ มีผล อย่างที่สุด. ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าพระพุทธเจ้าก็บอกไว้ถึงกำเนิดแห่งโลก. มีการอธิบายที่ละเอียดการใน เยเนซิส เสียอีก. เรื่องนี้ผมเชื่อว่าในสังคมน้อยคนจะเคยอ่าน ต้องลองไปหาอ่านดู.
ผมรู้สึก เลื่อมใส มีความเชื่อ มีจิตน้อมไปอย่างนั้น "แต่ไม่ทั้งหมด" ผมยังไม่เชื่อบางเรื่องที่เกินกว่าจะเข้าใจ เช่นเรื่อง อภินิหารต่างอย่างที่ว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเกิด และ ตรัสรู้ จะมีแผ่นดินไหว หรือเมื่อเกิด เท้ากระทบพื้นเจ็ดครั้งและเปล่งเสียงพูดได้เลย. เรื่องนี้ผมยังไม่เชื่อ จริง ๆ มีอีกมากที่ผมยังไม่เชื่อ.
5. ใช้มุมมองในปัจจุบัน มอง ไปยัง ศาสนายูดาย และ คริสต์
5.1. ศาสนายิวในพระคัมภีร์เดิม เป็นศาสนา การเมืองการปกครองเป็นหลัก. สิ่งที่กล่าวไว้ในเยเนซิส โมเซ เป็นผู้แต่งขึ้นจริง โมเซน่าจะมีญานทัศนะ หยั่งรู้อดีต ซึ่งเรื่องนี้พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่า ผู้ที่ได้ จตุตฌาน จะมีญานหยั่งรู้อดีต อนาคต และ มี ฤทธิ ผมไม่สงสัยเลยเรื่องโมเซ อาจแหวกทะเลได้หรืออภินิหารอะไรแบบนั้น. ผมสรุปสำหรับตัวผมได้เลยว่าพระเจ้าก็คือ โมเซ สิ่งที่ โมเซ พูดก็คือพระเจ้า หรืออาจกล่าวได้ว่า "โมเซคือผู้สร้างพระเจ้า" โมเซ กล่าวอ้างถึงพระเจ้า เพราะเป็นสิ่งที่ดูสูงส่งและใช้นำมวลชน คือ ชาว คนาอัน ได้.
5.2. การลงโทษที่ป่าเถื่อนรุนแรง มุ่งเน้นสงคราม ขัดแย้งกับภาพลักษณ์พระเจ้าในพระคัมภีร์ใหม่. ผมเชื่อว่าพระเยซูคือผู้ที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบคำสอน และเป็นผู้ได้ จตุตฌาน แบบเดียวกับโมเซ. พระเยซูเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ที่ดีและมีเมตตา และ เข้าใจไปว่า ตนคือพระเจ้า ซึ่งก็เป็นการนำมวลชน อีกแบบตามแนวทางใหม่.
5.3. การฟื้นจากความตายของพระเยซู อาจจะจริง หรือไม่จริง ก็ได้ เพราะความเชื่อได้ฝังรากลงในหมู่สาวกเรียบร้อยแล้ว. การเปลี่ยนความเชื่อของเปาโล ก็เป็นอีกเคสที่น่าสนใจ แต่ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เราเห็นแล้วว่าพวกซ้ายจัด บางทีก็เปลี่ยนตัวเองเป็นพวกขวาจัดได้. เปาโลเป็นขันที พวกที่เป็นขันที มักทำอะไรที่คนทั่วไปคาดไม่ถึงได้อยู่แล้ว.
6. ใช้มุมมองปัจจุบันมองไปยัง ศาสนาพุทธ
"กรรมคือสิ่งที่มีปัจจับปรุงแต่งขึ้น" ไม่ใช่คำอธิบาย ในทางที่สุดโต้งเหมือนว่าพระเจ้าสร้าง หรือเกิดขึ้นโดยบังเอิญ. การมีอยู่ของ "สิ่งใดสิ่งหนึ่ง" ตั้งแต่สิ่งเล็ก ๆ อย่างนาฬิกา หรือ ใหญ่ ๆ อย่างโลก และ จักรวาล. การอธิบายทั้งมีผู้สร้างและการอธิบายว่าเกิดขึ้นโดยบังเอิญ เป็นการอธิบายที่ "ไม่ลึกซึ้ง" เช่นตัวอย่างที่เห็นว่ามีผู้ชอบนำมากล่าวว่า ถ้าใส่ชิ้นส่วนนาฬิกาลงกล่อง เขย่า ย่อมไม่มีทางมีนาฬิกาออกมาได้ต้องมีผู้สร้าง. แต่ขอให้พักความเห็นนั้นไว้ก่อนครับลองมาดูว่าถ้าเป็นพระพุทธเจ้าจะอธิบายอย่างไร. พระองค์จะไล่ตาม สาย "ปฏิจจสมุปบาท" คือพระองค์ไปไกลกว่ามีผู้มาสร้างนาฬิกาอีกครับ พระองค์จะบอกว่า เพราะมีความอยาก คืออยากให้มีนาฬิกา จึงไปเพียรหาวิธีจะสร้างนาฬิกา และก็สร้างมันขึ้น นาฬิกานั้นเมื่อสร้างเสร็จตั้งอยู่ เมื่อนาฬิกาตั้งอยู่แล้วก็จะต้องเสื่อม และพังไปในที่สุด (คร่าว ๆ จริง ๆ น่าจะลึกซึ้งกว่านี้). ความเห็นแบบนี้คือความเห็นที่ผมเห็นว่า "ลึกซึ้ง" มีเหตุผล ไม่กล่าวโดยต้องอ้างอิงความเชื่อใด ๆ.
6.2. "ทีสุดแห่งทุกข์คือนิพพาน" การจะเข้าใจเรื่องที่ยากนี้ต้องไปหาอ่านนิยามของนิพพานเสียก่อน. นิพพานเป็นสภาวะอย่างหนึ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่มีเกิด ไม่มีเสื่อม ไม่มีความงามความไม่งาม ไม่มีมิติเล็กกว้างใหญ่ ไม่มีแสงสว่างจากแหล่งกำเนิดแสงแต่ไม่มืด นั่นคือเป็นสภาวะที่ไม่มีรูปปรากฏ (ต้องไปหาอ่านเรื่องนิยามของ "รูป" ด้วยนะครับ) ไม่มีการมา และไม่มีการไป ไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่อนัตตา. ค่อนข้างจะเข้าใจยากมาก แต่ ผมได้ไตร่ตรองแล้วด้วยเหตุผล และ ไม่มีข้อสงสัยว่า มีอยู่อย่างแน่นอน (โดยไม่ต้องอาศัย "ความเชื่อ")
จากกระทู้พระเจ้าสร้างโลก ผมขอเสนอมุมมอง จากคนเปลี่ยนความเชื่อ
Timeline การเปลี่ยนความเชื่อ เป็นลำดับขั้นตามนี้
1. แรกเกิด : เชื่อตามกันมา ตามบรรพบุรุษ เป็นเมืองคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้
2. เปลี่ยนเป็นคริส : ได้ศึกษาอย่างจริงจัง 2 ปี
3. ไม่มีศาสนา
4. มีจิตน้อมไปทางพุทธศาสนา
อธิบายตาม timeline
1. แรกเกิด : เชื่อตามกันมา ตามบรรพบุรุษ เป็นเมืองคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้
คงไม่ต้องอธิบายมาก เหมือนในสังคม ไหว้ มันทุกอย่าง เชื่อทุกอย่าง ตาม บรรพบุรุษ
2. เปลี่ยนเป็นคริส
ศึกษาจากอาจารย์ที่จบจาก Christian University (น่าจะระดับ ป.โท จำรายละเอียดไม่ได้ นานมากแล้ว มีชื่ออยู่ใน http://en.wikipedia.org/wiki/Heritage_Christian_University ลองหาและเดากันดูไม่ได้ยากอะไร) เน้นการศึกษา โดยยึดเอาตามพระคัมภีร์เป็นหลัก ปฏิเสธ นิกาย พระคัมภีร์ว่าอย่างไร ตีความอย่างนั้น มีการศึกษาทั้งพระคัมภีร์เดิม และ พระคัมภีร์ใหม่ ในเชิงวิทยาศาสตร์ เชิงประวัติศาสตร์ และ เชิงวรรณกรรม (เทียบเคียง ไทย / อังกฤษ / greek). โดยอ้างอิงชุดตำราต่างประเทศในการเทียบเคียงตลอด. ณ ตอนนั้น มีความเห็นด้วยกับการอธิบายในเชิงวิทยศาสตร์ ในกรณีพระเจ้าสร้างโลก และ อื่นๆ
3. ไม่มีศาสนา
พบว่าศาสนาคริสในไทยเต็มไปด้วยความเสื่อม แก่งแย่งอำนาจในคริสตจักร และ ไม่ได้ฟื้นฟูศีลธรรมแต่อย่างใด ส่วนมากอาจารย์ในศาสนานี้รับเงินฝั่งอเมริกามา แล้ว อมเงินไว้ใช้ส่วนตัวและครอบครัว. ทุกอย่างเมื่อได้สัมผัสแล้วนำมาซึ่งความเสื่อม. ไม่ต่างกับตอนเชื่อตามบรรพบุรุษ ไม่ต่างกับวัดในไทยส่วนใหญ่ตอนนี้ ได้เห็นว่าทางนี้เป็นทางที่ไม่สามารถตอบโจทย์ในชีวิตได้. ซึ่งก็ไปเป็นอย่างนั้น เป็นทางอันนำมาซึ่งความเสื่อม ในทุก ๆ ศาสนาและความเชื่อ.
3.1. เชื่อว่ามีพระเจ้าเพราะเหตุผล
เชื่อด้วยเหตุผลเพราะเห็นว่าโลกนี่มหัศจรรย์นักยากจะเกิดขึ้นได้เอง. ไม่เชื่อว่าเกิดขึ้นโดยบังเอิญ
3.2. เลิกเชื่อว่ามีพระเจ้าก็เพราะเหตุผล
คำโต้เถียงของคนเชื่อพระเจ้าจะเป็นแบบสุดลิ่มคือ กล่าวว่าพวกไม่เชื่อพระเจ้า เชื่อว่าทุกอย่างเกิดเองโดยบังเอิญ. ซึ่งโดยแท้จริง "ไม่ใช่" ยังมีสายความเชื่ออีกอย่างที่ระบุว่า "เกิดขึ้นด้วยเหตุและปัจจัย ปรุงแต่งขึ้น" ซึ่งเป็นความเชื่อที่ ณ เวลานี้ผมเห็นว่า "สมเหตุสมผล" อย่างที่สุด.
4. มีจิตน้อมไปทางพุทธศาสนา
ในระหว่างที่ผมยังอยู่ในศาสนาคริสต์ ผม ถูกความคิดเรื่องเชื่อพระเจ้า และ รังเกียจศาสนาอื่น ๆ ว่าโง่เขลา เข้ามาครอบงำอย่างมากมาย. ต่อมาผมไม่มีศาสนา ผมรังเกียจศาสนาแบบสุดลิ่ม "ทุกศาสนา". แล้ว อะไรคือจุดเปลี่ยน. ผมเปลี่ยนเพราะผมได้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว "พระพุทธเจ้าสอนอย่างไร" ผมไม่ได้หมายถึง พระที่สอนแบบเดินคนละฝั่งกับความเชื่อในสังคม มักจะเป็นพระที่สอนในแนวว่าไม่นับถือวัตถุมงคล ไม่เน้นทำบุญเยอะ เน้นจิตใจ บ้างก็เรียกว่า พระปฏิบัติ บ้างก็เรียก พระป่า หรือสายอะไรทำนองมีเยอะ ฟังมามาก แต่ไม่ซาบซึ้งเลย เป็นแนวทางที่เกือบจะดูดี แต่ไม่ลึกซึ้ง วัยรุ่นบางพวกก็คิดได้(หาได้ตามเฟสบุ๊ค เช่น เพจ ฟักโกสต์) (ไม่ขอกล่าวมากกว่านี้เดี่ยวดราม่าครับ)
เมื่อผมได้อ่านเฉพาะคำสอนของพระพุทธเจ้า แบบ เพียว ๆ มันเป็นคำสอนที่เรียบง่าย เข้าใจ ง่าย มีเหตุมีผล. แต่ผมยังไม่เชื่อทั้งหมดที่เดียวเพราะรู้สึกว่าไม่ควรยึดไปจนสุดลิ่ม การทำแบบนั้นทำให้ การใช้เหตุผล ลดลง เป็นยึดเอาว่าเป็นตัวเราของเรา.
เริ่มหาต่อจาก google หาไปหาไปเรื่อย ๆ ผมพบว่าเฉพาะ คำสอนของพระพุทธเจ้า (ไม่รวมสารพัดอาจารย์ที่ดัง ๆ ) มีเหตุ มีผล อย่างที่สุด. ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าพระพุทธเจ้าก็บอกไว้ถึงกำเนิดแห่งโลก. มีการอธิบายที่ละเอียดการใน เยเนซิส เสียอีก. เรื่องนี้ผมเชื่อว่าในสังคมน้อยคนจะเคยอ่าน ต้องลองไปหาอ่านดู.
ผมรู้สึก เลื่อมใส มีความเชื่อ มีจิตน้อมไปอย่างนั้น "แต่ไม่ทั้งหมด" ผมยังไม่เชื่อบางเรื่องที่เกินกว่าจะเข้าใจ เช่นเรื่อง อภินิหารต่างอย่างที่ว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเกิด และ ตรัสรู้ จะมีแผ่นดินไหว หรือเมื่อเกิด เท้ากระทบพื้นเจ็ดครั้งและเปล่งเสียงพูดได้เลย. เรื่องนี้ผมยังไม่เชื่อ จริง ๆ มีอีกมากที่ผมยังไม่เชื่อ.
5. ใช้มุมมองในปัจจุบัน มอง ไปยัง ศาสนายูดาย และ คริสต์
5.1. ศาสนายิวในพระคัมภีร์เดิม เป็นศาสนา การเมืองการปกครองเป็นหลัก. สิ่งที่กล่าวไว้ในเยเนซิส โมเซ เป็นผู้แต่งขึ้นจริง โมเซน่าจะมีญานทัศนะ หยั่งรู้อดีต ซึ่งเรื่องนี้พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่า ผู้ที่ได้ จตุตฌาน จะมีญานหยั่งรู้อดีต อนาคต และ มี ฤทธิ ผมไม่สงสัยเลยเรื่องโมเซ อาจแหวกทะเลได้หรืออภินิหารอะไรแบบนั้น. ผมสรุปสำหรับตัวผมได้เลยว่าพระเจ้าก็คือ โมเซ สิ่งที่ โมเซ พูดก็คือพระเจ้า หรืออาจกล่าวได้ว่า "โมเซคือผู้สร้างพระเจ้า" โมเซ กล่าวอ้างถึงพระเจ้า เพราะเป็นสิ่งที่ดูสูงส่งและใช้นำมวลชน คือ ชาว คนาอัน ได้.
5.2. การลงโทษที่ป่าเถื่อนรุนแรง มุ่งเน้นสงคราม ขัดแย้งกับภาพลักษณ์พระเจ้าในพระคัมภีร์ใหม่. ผมเชื่อว่าพระเยซูคือผู้ที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบคำสอน และเป็นผู้ได้ จตุตฌาน แบบเดียวกับโมเซ. พระเยซูเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ที่ดีและมีเมตตา และ เข้าใจไปว่า ตนคือพระเจ้า ซึ่งก็เป็นการนำมวลชน อีกแบบตามแนวทางใหม่.
5.3. การฟื้นจากความตายของพระเยซู อาจจะจริง หรือไม่จริง ก็ได้ เพราะความเชื่อได้ฝังรากลงในหมู่สาวกเรียบร้อยแล้ว. การเปลี่ยนความเชื่อของเปาโล ก็เป็นอีกเคสที่น่าสนใจ แต่ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เราเห็นแล้วว่าพวกซ้ายจัด บางทีก็เปลี่ยนตัวเองเป็นพวกขวาจัดได้. เปาโลเป็นขันที พวกที่เป็นขันที มักทำอะไรที่คนทั่วไปคาดไม่ถึงได้อยู่แล้ว.
6. ใช้มุมมองปัจจุบันมองไปยัง ศาสนาพุทธ
"กรรมคือสิ่งที่มีปัจจับปรุงแต่งขึ้น" ไม่ใช่คำอธิบาย ในทางที่สุดโต้งเหมือนว่าพระเจ้าสร้าง หรือเกิดขึ้นโดยบังเอิญ. การมีอยู่ของ "สิ่งใดสิ่งหนึ่ง" ตั้งแต่สิ่งเล็ก ๆ อย่างนาฬิกา หรือ ใหญ่ ๆ อย่างโลก และ จักรวาล. การอธิบายทั้งมีผู้สร้างและการอธิบายว่าเกิดขึ้นโดยบังเอิญ เป็นการอธิบายที่ "ไม่ลึกซึ้ง" เช่นตัวอย่างที่เห็นว่ามีผู้ชอบนำมากล่าวว่า ถ้าใส่ชิ้นส่วนนาฬิกาลงกล่อง เขย่า ย่อมไม่มีทางมีนาฬิกาออกมาได้ต้องมีผู้สร้าง. แต่ขอให้พักความเห็นนั้นไว้ก่อนครับลองมาดูว่าถ้าเป็นพระพุทธเจ้าจะอธิบายอย่างไร. พระองค์จะไล่ตาม สาย "ปฏิจจสมุปบาท" คือพระองค์ไปไกลกว่ามีผู้มาสร้างนาฬิกาอีกครับ พระองค์จะบอกว่า เพราะมีความอยาก คืออยากให้มีนาฬิกา จึงไปเพียรหาวิธีจะสร้างนาฬิกา และก็สร้างมันขึ้น นาฬิกานั้นเมื่อสร้างเสร็จตั้งอยู่ เมื่อนาฬิกาตั้งอยู่แล้วก็จะต้องเสื่อม และพังไปในที่สุด (คร่าว ๆ จริง ๆ น่าจะลึกซึ้งกว่านี้). ความเห็นแบบนี้คือความเห็นที่ผมเห็นว่า "ลึกซึ้ง" มีเหตุผล ไม่กล่าวโดยต้องอ้างอิงความเชื่อใด ๆ.
6.2. "ทีสุดแห่งทุกข์คือนิพพาน" การจะเข้าใจเรื่องที่ยากนี้ต้องไปหาอ่านนิยามของนิพพานเสียก่อน. นิพพานเป็นสภาวะอย่างหนึ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่มีเกิด ไม่มีเสื่อม ไม่มีความงามความไม่งาม ไม่มีมิติเล็กกว้างใหญ่ ไม่มีแสงสว่างจากแหล่งกำเนิดแสงแต่ไม่มืด นั่นคือเป็นสภาวะที่ไม่มีรูปปรากฏ (ต้องไปหาอ่านเรื่องนิยามของ "รูป" ด้วยนะครับ) ไม่มีการมา และไม่มีการไป ไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่อนัตตา. ค่อนข้างจะเข้าใจยากมาก แต่ ผมได้ไตร่ตรองแล้วด้วยเหตุผล และ ไม่มีข้อสงสัยว่า มีอยู่อย่างแน่นอน (โดยไม่ต้องอาศัย "ความเชื่อ")