ลิขิตรักธารามังกร บทที่ 8. ความลับของม้วนแพร

กระทู้สนทนา
เซี่ยสุ่ยเสอนิ่งอึ้งด้วยอับจนต่อเหตุผลขององค์หญิง แม่ทัพใหญ่เย่ซือป้ายก็ไม่อาจออกปากได้ เพราะกรณีนี้เกี่ยวพันกับบุตรี หากออกหน้าผู้อื่นอาจเข้าใจว่าเข้าข้างลูกตัวเอง

องค์หญิงอวี่หมิงรับสั่งอย่างเด็ดเดี่ยว

“หม่อมฉันน้อมรับโทษทัณฑ์เพคะ!”

องค์ชายตงหมิงทรงก้าวมาเบื้องหน้าพระพักตร์ พระสุรเสียงร่าเริงแจ่มใส กราบทูลว่า

“ความดีความชอบไม่อาจลบล้างความผิด ย่อมเป็นหลักการอันถูกต้อง แต่ก็มีกรณีมากมายที่ละเว้นโทษผู้กระทำผิดไว้ชั่วคราวก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้สร้างผลงานแก้ตัว กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์จึงสามารถปกครองประชาชน ถือเป็นมรรคาแห่งการปกครองอันเที่ยงธรรม ทว่าบางครั้งเหตุแห่งการกระทำผิดนั้น จำเป็นต้องดูเจตนาของผู้กระทำด้วย ยิ่งไม่อาจละเลยผลลัพธ์แห่งการกระทำผิดนั้น...”

องค์หญิงเซี่ยหมิง รับสั่งพระสุรเสียงไม่พอพระทัย พระอนุชาร่วมพระราชมารดา

“นี่เจ้าก็กำลังจะบอกว่า ขอเพียงผลลัพธ์ลุล่วงสำเร็จ ก่อความผิดใดไว้ก่อนหน้าถือว่าอภัยได้ทั้งสิ้นหรือ!”

องค์ชายตงหมิงทรงส่ายพระพักตร์ ยังรับสั่งพระสุรเสียงนุ่มนวล

“มิใช่เช่นนั้นเสด็จพี่ หม่อมฉันกำลังแยกแยะผลได้ผลเสียของการเคร่งครัดกฎหมาย กระทั่งสูญเสียผู้มีความสามารถกับเพียงภาคทัณฑ์โทษไว้ เพื่อเปิดโอกาสให้สร้างผลงานลบล้างความผิด การรักษาความศักดิ์สิทธิ์แห่งกฎหมายนั้นสามารถกระทำได้หลายวิธี มิใช่ต้องลงโทษทัณฑ์ตามตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว...”

องค์หญิงเซี่ยหมิงยังคงรับสั่งค้าน แทรกขึ้นอีกครั้ง

“เชื้อพระวงศ์ บุตรีแม่ทัพกระทำผิด โทษเพียงภาคทัณฑ์ ผู้คนไหนเลยยอมรับนับถือ ความเท่าเทียมของการบังคับใช้กฎหมายอยู่ที่ใด!”

องค์ชายตงหมิงทรงแย้มสรวล พระสุรเสียงนุ่มนวล รับสั่งว่า

“เสด็จพี่ต้องการให้บังคับใช้กฎหมายโดยศักดิ์สิทธิ์ เช่นที่เฉินเทียนหรานกระทำต่อแม่ทัพจูกัดจิ้นหรือ...”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

องค์ชายยังรับสั่งอธิบายอย่างพระทัยเย็น

“หลักฐานต่างๆ ที่เฉินเทียนหรานใช้ปรักปรำจูกัดจิ้น ล้วนสามารถลงโทษถึงขั้นประหารได้ก็จริง และไม่ว่าหลักฐานเหล่านั้นเป็นของจริง หรือถูกสร้างขึ้นล้วนมิใช่เรื่องสำคัญ เนื่องเพราะบรรดาแม่ทัพ ขุนพล ไพร่ฟ้าประชาชนต่างไม่เชื่อถือหลักฐานเหล่านั้น ยิ่งไม่ยอมรับการลงโทษผู้สร้างความดีความชอบอเนกอนันต์ด้วยการประหาร บางครั้งความเที่ยงธรรมแห่งกฎหมาย ก็มิอาจทานกระแสแห่งศรัทธาของประชาชน...”

ทุกพระองค์ ทุกคนต่างนิ่งเงียบ...ล้วนเข้าใจความหมายขององค์ชายตงหมิงกระจ่างแล้ว...

องค์หญิงอวี่หมิงทรงดำรงตำแหน่งขุนพลพิเศษแห่งกองทัพ แม้เป็นเพียงตำแหน่งลอยไม่มีอำนาจสั่งการกำลังพล แต่พระองค์ทรงปรีชาสามารถ ทรงแสดงความเห็นช่วยในการปรับปรุงกองทัพให้ดีขึ้นหลายครั้ง

ทั้งทรงวางแผนปฏิบัติการจนสำเร็จเป็นที่ประจักษ์อีกหลายครั้งครา ทรงใส่ใจสภาพความเป็นอยู่ทุกข์สุขของเหล่าทหารหาญ ทั้งทรงร่วมคลุกคลีเผชิญความยากลำบาก ลอบออกปฏิบัติในแนวหน้ากับเหล่าทหารนับครั้งไม่ถ้วน

เพราะฉะนั้น นับตั้งแต่ระดับแม่ทัพ รองแม่ทัพ ขุนพล นายกองตลอดจนไพร่พลทหาร กระทั่งถึงพ่อ แม่ ญาติ พี่น้องของเหล่าทหารล้วนเคารพยำเกรง นับถือยกย่องจงรักภักดีต่อองค์หญิงอวี่หมิง

กระทั่งเกิดคำกล่าวที่ว่า...

ผู้ที่เหล่าทหารจงรักภักดีที่สุดคือ จักรพรรดิว่านอู้…

ผู้ที่เหล่าทหารยำเกรงที่สุดคือ แม่ทัพใหญ่เย่ซือป้าย...

แต่ผู้ที่เหล่าทหารรักใคร่เทิดทูนที่สุดคือ องค์หญิงอวี่หมิง...

หากจักรพรรดิว่านอู้ทรงสั่งประหารองค์หญิงอวี่หมิง เพียงเพราะทรงแอบอ่านข่าวสารลับ สาเหตุเนื่องจากทรงต้องการสืบหาตัวไส้ศึก ยับยั้งกองทัพก่อนจะตกสู่หลุมพรางของศัตรู ที่สุดยังทรงปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วง

แม้ครั้งนี้องค์หญิงทรงมีความผิดอย่างแน่นอน แต่หากลงโทษตามตัวบทกฎหมายโดยไม่ผ่อนปรน ไพร่ฟ้าประชาชนทั้งอาณาจักรไหนเลยยินยอมพร้อมใจ!

แต่องค์หญิงเซี่ยหมิงแม้ทรงทราบ ไหนเลยทรงยินยอม รีบกราบทูลค้าน

“อย่างนั้นจะเพียงภาคทัณฑ์ ไม่ลงโทษเลยหรือเพคะ!”

จักรพรรดิว่านอู้ทรงนิ่งครุ่นคิดเนิ่นนาน ทรงผงกพระพักตร์ ตัดสินพระทัย มีพระบัญชาว่า

“องค์หญิงอวี่หมิงกระทำความผิดฐานลักลอบข่าวอ่านของหน่วยข่าวลับ เย่เข่ออ้ายในฐานะหัวหน้าหน่วยข่าวลับกลับปล่อยปละละเลยถือว่ามีความผิดเช่นกัน โทษประหารให้ภาคทัณฑ์ไว้ก่อน แต่ทั้งสองต้องรับโทษโบยคนละสามสิบไม้! กักบริเวณไว้ในตำหนักเย็นสามเดือน!”

องค์ชายตงหมิง รีบกราบทูลขึ้นทันที

“แต่...”

จักรพรรดิว่านอู้ทรงโบกพระหัตถ์ รับสั่งพระสุรเสียงเคร่งขรึม

“เจ้าไม่ต้องพูด เราตัดสินใจแล้ว โทษประหารภาคทัณฑ์ไว้ได้ แต่ต้องลงโทษให้หลาบจำ!”

องค์ชายตงหมิง ทรงพยายามกราบทูลอีกครั้ง

“หม่อมฉันมิได้ขอให้ทรงยกโทษให้เสด็จพี่ แต่ขณะนี้ใกล้ถึงพิธีบวงสรวง ‘พระแม่ฉางเอ๋อ’ ในเทศกาลเดือนแปด  ทั้งเสด็จพี่อวี่หมิงและท่านหัวหน้าหน่วยแซ่เย่ต่างรับหน้าที่สำคัญในงานพิธี หากจะลงโทษโบยและกักบริเวณสมควรให้พ้นงานพิธีไปก่อน”

จักรพรรดิว่านอู้ทรงขมวดพระขนง เพิ่งทรงฉุกคิดถึงเหตุผลนี้ ดังนั้นรับสั่งว่า

“ตกลง เลื่อนการลงโทษไปจนกว่าเสร็จสิ้นงานพิธี แต่ระหว่างนี้หากพวกเจ้ากระทำผิดซ้ำ ต้องรับโทษทัณฑ์สูงสุด!”

องค์หญิงอวี่หมิงและเย่เข่ออ้าย รีบรับพระบัญชา ขอบพระทัยฝ่าบาท

จักรพรรดิว่านอู้ทรงถอนพระทัย รับสั่งถามเย่ซือป้ายอีกครั้ง

“หลายเดือนนี้พวกกบฏสร้างข่าวลวง แทรกซึมไส้ศึกเข้าในกองทัพของเรา ทั้งวางแผนทำลายหน่วยจู่โจมมือดีถึงสองหน่วย ท่านคาดว่าที่แท้พวกมันกำลังคิดวางแผนการใดอยู่”

แม่ทัพใหญ่เย่ซือป้าย กราบทูลโดยมิต้องครุ่นคิด

“กระหม่อมเห็นว่า พวกมันกำลังตระเตรียมกำลัง คิดเคลื่อนทัพใหญ่ลงใต้อีกครั้ง!”

สีพระพักตร์องค์จักรพรรดิตลอดถึงทุกพระองค์ และสีหน้าทุกคนในที่นั้นพลันแปรเปลี่ยน ความสงบสุขร่วมห้าปีถึงคราวสิ้นสุดแล้วหรือ!

หลายปีนี้สภาพการศึกเป็นการตั้งคุมเชิง การรบครั้งใหญ่เช่นศึกบุกปิดล้อมเป่ยสุ่ย อันเป็นการเผชิญหน้าระหว่างแม่ทัพใหญ่เย่ซือป้ายและหวังซิงเหอไม่บังเกิดขึ้นอีก มีเพียงการรบย่อยๆ ตลอดแนวเขตแดน การปะทะประปรายปีละหลายครั้ง แต่ต่างฝ่ายไม่กล้าขยายแนวปะทะกระทั่งเป็นศึกใหญ่

กบฏฝ่ายเหนือไม่อาจส่งทัพข้ามลำน้ำรุกลงใต้ อาณาจักรฝ่ายใต้ก็มิอาจยกกำลังบุกขึ้นเหนือ สองฝ่ายเพียงสืบข่าวหยั่งดูเชิง ส่งกองกำลังจู่โจมรบกวน ลอบทำลายเป้าหมายยุทธศาสตร์ของอีกฝ่าย ดังนั้นหากคราวนี้เฉินเทียนหรานคิดเตรียมทัพใหญ่บุกลงใต้ ย่อมเกิดหายนะครั้งใหญ่อีกแน่นอน!

องค์หญิงเซี่ยหมิง ทรงปรับพระสุรเสียงให้มั่นคง รับสั่งถาม

“ท่านแม่ทัพอาศัยเหตุผลใดจึงกล่าวเช่นนี้”

แม่ทัพเย่ซือป้าย กราบทูลตอบ

“เฉินเทียนหรานหมายยึดครองดินแดนทั้งหมด เป้าหมายนี้ของมันไม่เคยเปลี่ยนแปลง เหตุผลเดียวที่ร่วมห้าปีนี้มันไม่ยกทัพใหญ่ลงใต้ เนื่องเพราะหลังประหารจูกัดจิ้น ภายในกองทัพบังเกิดคลื่นใต้น้ำ เฉินเทียนหรานไม่กล้าให้อำนาจบรรดาแม่ทัพเรียกระดมพล ถืออาญาสิทธิ์ในการสั่งเคลื่อนทัพ แต่เวลานี้ก็ผ่านมาร่วมห้าปี...”

เย่ซือป้ายทอดถอนใจ ร่างไม่สูงใหญ่หากหยัดยืนมั่งคงประดุจภูผา วัยห้าสิบห้าปีอันโรยรา กรำศึกกลางสมรภูมิกว่าค่อนชีวิต ต้านคลื่นแห่งเพลิงสงครามมิให้ผลาญมหาอาณาจักร ริ้วรอยตรากตรำฝังลึกบนใบหน้ากร้าน เส้นผมแทบขาวโพลนสิ้น แววตาสงบนิ่งงำประกายแฝงแววกังวลลึกซึ้ง

“การเปลี่ยนถ่ายอำนาจในกองทัพ จากจูกัดจิ้นมาเป็นหวังซิงเหอควรบรรลุผลแล้ว เฉินเทียนหรานควรคุมอำนาจในกองทัพเบ็ดเสร็จอีกครั้ง อีกทั้งเหล่าทหารฝ่ายกบฏได้ผ่อนพักฟื้นฟูกำลัง จัดหาอาวุธตระเตรียมเสบียงกรังมาเกือบห้าปี กองทัพของพวกมันควรพร้อมทำศึกใหญ่อีกครั้ง”

เสนาบดีกลาโหมเซี่ยสุ่ยเสอ กราบทูลสนับสนุน

“เหตุผลของท่านแม่ทัพใหญ่นับว่ามีความเป็นไปได้สูงยิ่ง อาจบางทีเหตุการณ์ในรอบหลายเดือน ทั้งข่าวลวงและแผนทำลายหน่วยจู่โจมของเรา พวกมันอาจหวังผลต้องการศึกษายุทธวิธี หยั่งกำลังรบและขีดความสามารถของไพร่พล ทั้งทดสอบประสิทธิภาพการข่าวของพวกเรา”

องค์หญิงอวี่หมิง รับสั่งแย้งขึ้นว่า

“แต่จากที่หานอี้ซินเล่า เวลานี้ในกองทัพฝ่ายกบฏ คล้ายยังมีคลื่นใต้น้ำและผู้ภักดีต่อจูกัดจิ้นอยู่ หวังซิงเหอจะกุมอำนาจทั้งหมดไว้ได้จริงหรือ”

เย่ซือป้าย กราบทูลอธิบาย

“คำกล่าวของหานอี้ซินเวลานี้ยังไม่อาจเชื่อถือได้ทั้งหมด อีกทั้งแม้ยังมีผู้ภักดีต่อจูกัดจิ้นจริง แต่คนเหล่านั้นคงไม่สามารถเคลื่อนไหวก่อการใดได้แล้ว เหตุผลที่ยืนยันในเรื่องนี้คือ การส่งหานอี้ซินซึ่งเป็นเพียงผู้รอดชีวิตจากช่องเขาประตูสวรรค์ มาสะสางหนี้แค้นให้จูกัดจิ้นเพียงลำพัง ทั้งที่ความจริงแล้วหากมีกำลังในมือ เมื่อพบตัวเถียนฟู่โหย่วควรส่งเหล่ามือสังหารมาจัดการ มิใช้ปล่อยให้หานอี้ซินลงมือเพียงคนเดียว”

จักรพรรดิว่านอู้พยักพระพักตร์ ทรงเห็นด้วย รับสั่งว่า

“ท่านแม่ทัพตระเตรียมระดมกำลัง จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ ฝึกซ้อมไพร่พลให้พร้อมสรรพ ท่านเซี่ยดูแลจัดหาเสบียงกรัง เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เต็มทุกยุ้งฉาง ซ่อมแซมปรับปรุงเส้นทางลำเลียง ท่านหลูจัดการเรื่องเบิกจ่ายเบี้ยหวัด ยกเว้นภาษีให้ครอบครัวผู้ถูกเกณฑ์เข้ากองทัพ สนับสนุนการเบิกจ่ายให้ท่านแม่ทัพและท่านเซี่ย”

แม่ทัพใหญ่และเสนาบดีทั้งสองรีบน้อมรับพระบัญชา

องค์หญิงอวี่หมิง ยังทรงไม่คลายข้อสงสัย รับสั่งถามเย่ซือป้าย

“แล้วเรื่องของเถียนฟู่โหย่ว เหตุใดต้องสังหารคนผู้นี้”

องค์หญิงเซี่ยหมิง ทรงส่ายพระพักตร์

“เถียนฟู่โหย่วจะเกี่ยวอะไรด้วย”

เสนาบดีคลังหลูเฟิงต้า ซึ่งนิ่งเงียบเนิ่นนาน เอ่ยถามเย่ซือป้าย

“เป็นไปได้หรือไม่ บางทีพวกมันคิดจะ…”

แมทัพใหญ่เย่ซือป้าย พยักหน้าตอบรับ

“ข้าพเจ้าก็สงสัยเช่นเดียวกับท่าน เป้าหมายของมันอาจเป็น...”

เสนาบดีกลาโหมเซี่ยสุ่ยเสอ หันมองหน้าคนทั้งสองไปมาด้วยความฉงน เพราะจนบัดนี้ตนยังคิดไม่ออกว่าเถียนฟู่โหย่วเข้ามาเกี่ยวข้องตรงไหน

จักรพรรดิว่านอู้ รับสั่งกับเซี่ยสุ่ยเสอ

“ท่านเซี่ยเข้ารับตำแหน่งหลังเถียนฟู่โหย่วหายตัวไป ดังนั้นไม่ทราบเรื่องนี้...”

ทรงหันไปรับสั่งกับองค์หญิงอวี่หมิง

“เจ้าส่งม้วนผ้าแพรให้ท่านแม่ทัพกับท่านหลูตรวจดู”

องค์หญิงอวี่หมิง ทรงส่งม้วนผ้าแพรในกระบอกโลหะให้เย่ซือป้ายและหลูเฟิงต้า

แม่ทัพใหญ่และเสนาบดีคลัง พิจารณาม้วนผ้าแพรอย่างถี่ถ้วน ต่างพยักหน้าลงความเห็นเช่นเดียวกัน

เย่ซือป้าย กราบทูลว่า

“ม้วนผ้าแพรคือแบบก่อสร้างนครใต้ดิน เป็นผืนเดียวกับที่เถียนฟู่โหย่วถวายให้ทอดพระเนตร พระเจ้าค่ะ”

จักรพรรดิว่านอู้ทรงพยักพระพักตร์ ทอดถอนพระทัย รับสั่งพระสุรเสียงอ่อนล้า

“ท่านแม่ทัพอธิบายให้ทั้งหมดฟังเถอะ”

เย่ซือป้ายรับพระบัญชา สุ้มเสียงกังวาน เอ่ยอย่างแช่มช้า

“ห้าปีก่อน หลังเถียนฟู่โหย่วเข้าสวามิภักดิ์ คนผู้นี้มอบผ้าแพรม้วนนี้ให้ทรงพิจารณา ม้วนผ้าแพรบรรจุแบบก่อสร้างนครใต้ดินขนาดใหญ่ ประกอบด้วยวิธีสร้างอาคารบ้านเรือน พระตำหนัก รวมถึงป้อมค่ายปราการ เถียนฟู่โหย่วเล่าว่าซื้อแพรม้วนนี้จากพ่อค้า ที่เดินทางมาจากอาณาจักรโพ้นทะเล หลังศึกษารายละเอียดพบว่าสามารถก่อสร้างได้จริง ดังนั้นทูลขอฝ่าบาทดำเนินการ...”

องค์หญิงเซี่ยหมิง องค์หญิงอวี่หมิง ทรงหันสบพระเนตร ต่างไม่ทรงรับรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย...

เสนาบดีกลาโหมเซี่ยสุ่ยเสอมีสีหน้าปั้นยาก ร่างสันทัดกระสับกระส่ายไปมา สงสัยว่าเหตุใดไม่มีเอกสารข้อมูลเรื่องนี้ผ่านตา แม้เข้ารับตำแหน่งหลังการหายตัวไปของเถียนฟู่โหย่ว แต่จะอย่างไรต้องมีเอกสารทิ้งไว้ให้ ทว่ากลับไม่พบข้อมูลเรื่องนี้ผ่านตา นี่เป็นเรื่องราวใดกันแน่...

แม่ทัพใหญ่ เล่าสืบต่อว่า

“ฝ่าบาททรงเห็นว่านครใต้ดินเป็นปราการต้านยันอันแข็งแกร่ง แม้ฝ่ายกบฏยกทัพสามารถข้ามลำน้ำ กระทั่งยึดครองหนานสุ่ยไว้ได้ยังไม่อาจบุกเข้านครใต้ดิน ปราการใต้ดินแห่งนี้สามารถทั้งรุกและรับ กว้างขวางใหญ่โตแทบเทียบเท่าเมืองๆ หนึ่ง หากสะสมเสบียงเพียงพอ สามารถอยู่อาศัยภายในได้นานนับหลายปี กองทัพกบฏหากบุกเข้ายึดครองไม่ได้ อย่าหมายรุกเดินหน้ายึดครองดินแดน ดังนั้นมีพระบัญชาให้เถียนฟู่โหย่ว ข้าพเจ้า ท่านหลูและเสนาบดีกลาโหมคนก่อน ดำเนินการจัดสร้างเป็นการลับ...”
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่