โรงแรมห้องหมายเลข 13
โรงแรมเก่าแห่งหนึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายหลัก เป็นโรงแรมราคาถูกที่นักเดินทางมักแวะพักระหว่างเดินทางข้ามจังหวัด
ภายนอกอาคารดูธรรมดา แต่มีข้อห้ามอยู่ข้อหนึ่งที่พนักงานทุกคนต้องจำให้ขึ้นใจ
ห้ามเปิดห้องหมายเลข 13 ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
นัทเป็นพนักงานต้อนรับคนใหม่ เขาเพิ่งเข้าทำงานได้เพียงสามวัน และไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับห้องนี้มาก่อน
คืนหนึ่ง มีชายวัยกลางคนเดินเข้ามาขอเปิดห้องพัก
“ขอห้องเดิมครับ ห้อง 13”
นัทตรวจสอบในระบบแล้วพบว่าห้องดังกล่าวถูกปิดใช้งานมานานหลายปี
เขาจึงแจ้งว่าห้องเต็ม แต่ชายคนนั้นกลับวางกุญแจเก่าลงบนเคาน์เตอร์
“ผมพักที่นี่ทุกปี เจ้าของโรงแรมรู้จักผมดี”
นัทกำลังจะถามต่อ แต่ชายคนนั้นกลับหายไปจากหน้าเคาน์เตอร์อย่างไร้ร่องรอย
เขารีบเรียกพนักงานกะดึกอีกคนมาถาม
พนักงานคนนั้นหน้าซีด ก่อนบอกว่า
“ถ้ามีคนมาขอห้อง 13 อีก ให้รีบปิดเคาน์เตอร์แล้วกลับห้องพักพนักงาน”
คืนนั้นเวลาตีหนึ่ง โทรศัพท์จากห้องหมายเลข 13 ดังขึ้น
นัทรับสายตามหน้าที่
“สวัสดีครับ แผนกต้อนรับครับ”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนมีเสียงชายคนหนึ่งพูดขึ้น
“ขอผ้าเช็ดตัวเพิ่มหน่อยครับ”
นัทตอบกลับว่า
“ขออภัยครับ ห้องนี้ปิดใช้งานอยู่ครับ”
ปลายสายหัวเราะเบา ๆ
“แปลกจัง... แล้วทำไมผมถึงเห็นคุณยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ล่ะ?”
นัทรีบวางสาย
แต่ไม่ถึงนาที โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้เป็นเสียงผู้หญิงร้องไห้
“ช่วยด้วยค่ะ... มีคนอยู่ในห้องน้ำ”
นัทตัดสินใจโทรหาผู้จัดการ แต่ผู้จัดการไม่รับสาย
เขาจึงหยิบไฟฉายแล้วเดินขึ้นไปยังชั้นสอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องหมายเลข 13
ทันทีที่เดินไปถึง เขาพบว่าประตูห้องเปิดแง้มอยู่
ภายในห้องมีไฟเปิดสว่าง และมีเสียงน้ำไหลจากห้องน้ำ
นัทตะโกนถาม
“มีใครอยู่ไหมครับ?”
เสียงผู้หญิงตอบกลับมาว่า
“ช่วยเปิดประตูห้องน้ำให้หน่อยค่ะ”
เขาค่อย ๆ เดินเข้าไป ก่อนจะเห็นเงาผู้หญิงยืนอยู่หลังม่านอาบน้ำ
ทันใดนั้น เสียงผู้ชายก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“อย่าเข้าไป!”
นัทหันกลับไปพบชายแก่คนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู
ชายแก่รีบคว้าแขนเขาแล้วลากออกมาจากห้อง ก่อนปิดประตูดังปัง
“เอ็งอยากตายหรือไง!”
นัทถามว่าชายแก่เป็นใคร
อีกฝ่ายตอบว่าเป็นเจ้าของโรงแรม และเล่าให้ฟังว่าเมื่อสิบปีก่อน เคยมีครอบครัวหนึ่งเข้าพักในห้อง 13 พ่อ แม่ และลูกสาววัยเจ็ดขวบ
คืนนั้นเกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นภายในห้อง พ่อเสียชีวิต แม่หายตัวไป ส่วนเด็กหญิงถูกพบเสียชีวิตในห้องน้ำ
หลังจากนั้นโรงแรมก็ปิดห้องนี้ถาวร
นัทถามด้วยความสงสัยว่า
“แล้วผู้หญิงที่ผมเห็นคือใครครับ?”
เจ้าของโรงแรมเงียบไป ก่อนตอบว่า
“ไม่มีใครรู้ว่าเป็นแม่หรือเด็ก เพราะทั้งสองคนไม่เคยถูกพบอีกเลย”
นัทรีบกลับลงไปที่เคาน์เตอร์
แต่เมื่อมองจอวงจรปิด เขากลับเห็นภาพตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าห้อง 13
ทั้งที่เขาเพิ่งเดินลงมาจากชั้นสอง
ในภาพมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังเขา มือทั้งสองข้างวางอยู่บนไหล่ของนัท
แล้วภาพก็เปลี่ยนเป็นสีดำ
เช้าวันต่อมา ผู้จัดการเปิดกล้องวงจรปิดตรวจสอบเหตุการณ์ทั้งหมด
เขาพบว่านัทไม่เคยเดินขึ้นไปชั้นสองเลยตลอดทั้งคืน
แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจที่สุดคือ ภาพจากกล้องหน้าเคาน์เตอร์แสดงให้เห็นว่า
ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนจนถึงหกโมงเช้า
นัทนั่งทำงานอยู่เพียงคนเดียว
และมีเก้าอี้อีกตัววางอยู่ตรงข้ามเขา
เก้าอี้ตัวนั้นมีเด็กผู้หญิงนั่งอยู่ตลอดเวลา
โรงแรมห้องหมายเลข 13
โรงแรมเก่าแห่งหนึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายหลัก เป็นโรงแรมราคาถูกที่นักเดินทางมักแวะพักระหว่างเดินทางข้ามจังหวัด
ภายนอกอาคารดูธรรมดา แต่มีข้อห้ามอยู่ข้อหนึ่งที่พนักงานทุกคนต้องจำให้ขึ้นใจ
ห้ามเปิดห้องหมายเลข 13 ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
นัทเป็นพนักงานต้อนรับคนใหม่ เขาเพิ่งเข้าทำงานได้เพียงสามวัน และไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับห้องนี้มาก่อน
คืนหนึ่ง มีชายวัยกลางคนเดินเข้ามาขอเปิดห้องพัก
“ขอห้องเดิมครับ ห้อง 13”
นัทตรวจสอบในระบบแล้วพบว่าห้องดังกล่าวถูกปิดใช้งานมานานหลายปี
เขาจึงแจ้งว่าห้องเต็ม แต่ชายคนนั้นกลับวางกุญแจเก่าลงบนเคาน์เตอร์
“ผมพักที่นี่ทุกปี เจ้าของโรงแรมรู้จักผมดี”
นัทกำลังจะถามต่อ แต่ชายคนนั้นกลับหายไปจากหน้าเคาน์เตอร์อย่างไร้ร่องรอย
เขารีบเรียกพนักงานกะดึกอีกคนมาถาม
พนักงานคนนั้นหน้าซีด ก่อนบอกว่า
“ถ้ามีคนมาขอห้อง 13 อีก ให้รีบปิดเคาน์เตอร์แล้วกลับห้องพักพนักงาน”
คืนนั้นเวลาตีหนึ่ง โทรศัพท์จากห้องหมายเลข 13 ดังขึ้น
นัทรับสายตามหน้าที่
“สวัสดีครับ แผนกต้อนรับครับ”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนมีเสียงชายคนหนึ่งพูดขึ้น
“ขอผ้าเช็ดตัวเพิ่มหน่อยครับ”
นัทตอบกลับว่า
“ขออภัยครับ ห้องนี้ปิดใช้งานอยู่ครับ”
ปลายสายหัวเราะเบา ๆ
“แปลกจัง... แล้วทำไมผมถึงเห็นคุณยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ล่ะ?”
นัทรีบวางสาย
แต่ไม่ถึงนาที โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้เป็นเสียงผู้หญิงร้องไห้
“ช่วยด้วยค่ะ... มีคนอยู่ในห้องน้ำ”
นัทตัดสินใจโทรหาผู้จัดการ แต่ผู้จัดการไม่รับสาย
เขาจึงหยิบไฟฉายแล้วเดินขึ้นไปยังชั้นสอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องหมายเลข 13
ทันทีที่เดินไปถึง เขาพบว่าประตูห้องเปิดแง้มอยู่
ภายในห้องมีไฟเปิดสว่าง และมีเสียงน้ำไหลจากห้องน้ำ
นัทตะโกนถาม
“มีใครอยู่ไหมครับ?”
เสียงผู้หญิงตอบกลับมาว่า
“ช่วยเปิดประตูห้องน้ำให้หน่อยค่ะ”
เขาค่อย ๆ เดินเข้าไป ก่อนจะเห็นเงาผู้หญิงยืนอยู่หลังม่านอาบน้ำ
ทันใดนั้น เสียงผู้ชายก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“อย่าเข้าไป!”
นัทหันกลับไปพบชายแก่คนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู
ชายแก่รีบคว้าแขนเขาแล้วลากออกมาจากห้อง ก่อนปิดประตูดังปัง
“เอ็งอยากตายหรือไง!”
นัทถามว่าชายแก่เป็นใคร
อีกฝ่ายตอบว่าเป็นเจ้าของโรงแรม และเล่าให้ฟังว่าเมื่อสิบปีก่อน เคยมีครอบครัวหนึ่งเข้าพักในห้อง 13 พ่อ แม่ และลูกสาววัยเจ็ดขวบ
คืนนั้นเกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นภายในห้อง พ่อเสียชีวิต แม่หายตัวไป ส่วนเด็กหญิงถูกพบเสียชีวิตในห้องน้ำ
หลังจากนั้นโรงแรมก็ปิดห้องนี้ถาวร
นัทถามด้วยความสงสัยว่า
“แล้วผู้หญิงที่ผมเห็นคือใครครับ?”
เจ้าของโรงแรมเงียบไป ก่อนตอบว่า
“ไม่มีใครรู้ว่าเป็นแม่หรือเด็ก เพราะทั้งสองคนไม่เคยถูกพบอีกเลย”
นัทรีบกลับลงไปที่เคาน์เตอร์
แต่เมื่อมองจอวงจรปิด เขากลับเห็นภาพตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าห้อง 13
ทั้งที่เขาเพิ่งเดินลงมาจากชั้นสอง
ในภาพมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังเขา มือทั้งสองข้างวางอยู่บนไหล่ของนัท
แล้วภาพก็เปลี่ยนเป็นสีดำ
เช้าวันต่อมา ผู้จัดการเปิดกล้องวงจรปิดตรวจสอบเหตุการณ์ทั้งหมด
เขาพบว่านัทไม่เคยเดินขึ้นไปชั้นสองเลยตลอดทั้งคืน
แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจที่สุดคือ ภาพจากกล้องหน้าเคาน์เตอร์แสดงให้เห็นว่า
ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนจนถึงหกโมงเช้า
นัทนั่งทำงานอยู่เพียงคนเดียว
และมีเก้าอี้อีกตัววางอยู่ตรงข้ามเขา
เก้าอี้ตัวนั้นมีเด็กผู้หญิงนั่งอยู่ตลอดเวลา