กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีเด็กหนุ่มชื่อแจ็ค อาศัยอยู่กับแม่ของเขาในกระท่อมเก่าทรุดโทรม ทั้งสองแทบไม่มีเงินเหลือ แม้แต่วัวตัวเดียวที่เป็นสมบัติล้ำค่าของพวกเขาก็แทบไม่มีน้ำนมให้รีดแล้ว
วันหนึ่ง แม่ของแจ็คตัดสินใจ “แจ็ค ลูกต้องเอาวัวไปขายที่ตลาด แล้วนำเงินกลับมาซื้ออาหาร เราไม่สามารถเลี้ยงมันได้อีกต่อไปแล้ว”
แจ็คออกเดินทางไปยังตลาด แต่ระหว่างทาง เขาได้พบกับชายชราคนหนึ่งที่แต่งตัวแปลกตา ชายคนนั้นจ้องแจ็คแล้วพูดด้วยน้ำเสียงลึกลับ
“เด็กน้อย เจ้าสนใจจะแลกวัวตัวนี้กับสิ่งที่วิเศษกว่านั้นไหม?”
“วิเศษกว่านั้นหรือ! ท่านหมายถึงอะไร?” แจ็คถามอย่างสงสัย
ชายชราล้วงมือเข้าไปในถุงผ้าและหยิบเมล็ดถั่วกำหนึ่งขึ้นมา “นี่คือเมล็ดถั่ววิเศษ! หากเจ้าปลูกมัน คืนเดียวมันจะเติบโตขึ้นไปถึงฟ้า!”
แจ็ครู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก แม้มันจะฟังดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ แต่เขากลับมีความรู้สึกว่าเมล็ดถั่วนี้มีบางอย่างลึกลับซ่อนอยู่ เขาตัดสินใจแลกวัวกับเมล็ดถั่ว แล้วรีบกลับบ้านด้วยความตื่นเต้น
แต่เมื่อแม่ของแจ็ครู้เรื่องเข้า เธอก็โกรธจนหน้าแดงพร้อมกับตวาดเสียงดังว่า “นี่เจ้าทำอะไรลงไป! เจ้าขายวัวของเราเพื่อเมล็ดถั่วไร้ค่านี่น่ะหรือ?”
เธอขว้างถั่วออกไปนอกหน้าต่างด้วยความโมโห ก่อนที่จะส่งแจ็คเข้านอนโดยไม่ให้กินข้าว
แจ็คนอนมองเพดาน พลางถอนหายใจ “บางทีข้าอาจทำผิดพลาดจริงๆ” เขาคิดอย่างเสียใจ
แต่แล้ว เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเขามองออกไปนอกหน้าต่าง เขากลับต้องตกตะลึง
แทนที่จะเป็นลานหน้าบ้านที่ว่างเปล่า ตรงจุดที่แม่ขว้างเมล็ดถั่วเมื่อคืนก่อน ตอนนี้มีต้นถั่วมหึมา สูงเสียดฟ้า! ลำต้นของมันหนาและกิ่งก้านไต่ขึ้นไปจนหายลับไปในก้อนเมฆ
แจ็ครู้สึกได้ถึงพลังลึกลับบางอย่าง เขาตัดสินใจปีนขึ้นไปโดยไม่รีรอ กิ่งของต้นถั่วแข็งแรงพอจะรองรับน้ำหนักของเขา ขณะที่ปีนขึ้นไปสูงขึ้นเรื่อย ๆ ลมเย็นพัดผ่านใบหน้า และด้านล่างก็ดูเล็กลงทุกที
หลังจากปีนเป็นเวลานาน ในที่สุดแจ็คก็มาถึงดินแดนเหนือก้อนเมฆ ที่นั่นเป็นทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตา และตรงกลางของดินแดนนั้นตั้งอยู่ปราสาทขนาดมหึมา ที่สูงจนเกือบจะแตะฟ้า
แจ็คเดินเข้าไปใกล้ประตูปราสาท ขณะกำลังคิดว่าจะเข้าไปข้างในได้อย่างไร ประตูบานใหญ่กลับเปิดออกเองโดยไม่มีใครแตะต้อง แจ็คก้าวเข้าไปและพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างในปราสาทนี้ใหญ่กว่าปกติถึงสิบเท่า
แต่ก่อนที่เขาจะได้สำรวจให้มากกว่านี้ เสียงกึกก้องดังมาจากปลายทางเดิน
“ฟี-ฟิ-โฟ-ฟัม! ข้าได้กลิ่นมนุษย์!” (วลีของยักษ์ในเรื่องทุกครั้งที่มันได้กลิ่นมนุษย์)
แจ็คตัวสั่นเมื่อเห็นร่างมหึมาของ ยักษ์ตัวใหญ่ ที่เดินเข้ามาพร้อมเสียงฝีเท้าดังกึกก้อง
“ฟี-ฟิ-โฟ-ฟัม! ข้าได้กลิ่นเลือดของมนุษย์!”
เสียงกึกก้องของยักษ์ดังกระหึ่มทั่วโถงปราสาท แรงสั่นสะเทือนจากฝีเท้าของมันทำให้แจกันใบโตบนโต๊ะสั่นไหว แจ็ครีบหลบอยู่หลังขาโต๊ะไม้ขนาดมหึมา หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบจะได้ยินเสียงของมันแข่งกับเสียงยักษ์
“เมียข้า! มีมนุษย์อยู่ที่นี่หรือไม่?” ยักษ์ตัวผู้ตะโกนถามหญิงร่างใหญ่ที่กำลังเตรียมอาหารอยู่ในครัว
“ไม่มีหรอกท่านพี่ ท่านคงคิดไปเอง!” หญิงร่างยักษ์ตอบ พลางรีบซ่อนแจ็คไว้ใต้โต๊ะโดยไม่ให้ยักษ์ตัวผู้เห็น เธอไม่ได้โหดร้ายเหมือนสามีของเธอ และดูเหมือนว่าเธอจะสงสารเด็กชายตัวเล็กที่หลงเข้ามา
ยักษ์ขมวดคิ้ว ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะอาหาร มันทิ้งตัวลงนั่งจนพื้นสั่นสะเทือน แล้วดึงถุงเหรียญทองขนาดใหญ่ขึ้นมา วางไว้ตรงหน้า จากนั้นมันเทเหรียญทองออกจากถุงและใช้มือขนาดใหญ่กำเหรียญขึ้นมานับทีละเหรียญ
แจ็คกลั้นหายใจขณะเฝ้าดูทุกอย่างจากใต้โต๊ะ “ทองคำพวกนี้คงช่วยให้แม่กับข้าไม่ต้องทนหิวอีกต่อไป…” เขาคิดในใจ
ไม่นานนัก ยักษ์เริ่มง่วง มันเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาหนักอึ้งก่อนจะปิดลง เสียงกรนดังก้องไปทั่วปราสาท
แจ็คไม่รอช้า! เขาค่อยๆ ย่องออกจากที่ซ่อน หยิบถุงเหรียญทอง แล้วรีบวิ่งออกจากห้องโถง
ทว่าพื้นหินอ่อนเรียบลื่นทำให้รองเท้าของเขาเกิดเสียงดัง
ยักษ์ขยับตัว “หืม…?” แจ็คหยุดนิ่ง กึก! หัวใจเขาเต้นเร็วแรง เขาพยายามกลั้นหายใจ รอให้ยักษ์หลับลึกอีกครั้ง แล้วจึงรีบวิ่งไปที่ประตู
เมื่อออกจากปราสาทได้ เขารีบวิ่งไปยังต้นถั่ว แล้วรีบไต่ลงมาด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน และเมื่อถึงพื้นดิน เขาหัวเราะอย่างโล่งอก พลางตะโกนเรียกแม่ “แม่จ๋า! เราจะไม่ต้องอดอีกต่อไปแล้ว!”
แต่ทว่า ความโลภของเขาเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น…
หลังจากนั้น เมื่อเหรียญทองคำหมดลง แจ็คตัดสินใจที่จะปีนกลับขึ้นไปบนต้นถั่วอีกครั้ง คราวนี้เขามีแผนที่จะขโมย ไก่วิเศษที่ออกไข่เป็นทองคำ
เมื่อแจ็คเข้าไปในปราสาท ยักษ์ก็กำลังออกคำสั่งให้ไก่ออกไข่อยู่พอดี
“ออกไข่มา!” ยักษ์สั่ง และไก่วิเศษก็ออกไข่ทองคำขนาดใหญ่ทันที
หลังจากนั้น สักพัก ยักษ์ก็ค่อยๆ รู้สึกง่วงจนเผลอหลับไป
แจ็คจ้องไก่ตาเป็นประกาย ก่อนจะค่อยๆ ย่องเข้าไปข้างหลังโต๊ะ แต่ขณะที่เขากำลังเอื้อมมือไปจับไก่ ไก่กลับส่งเสียงร้องเสียงดังลั่น “ก๊อก ๆ ๆ!”
ยักษ์สะดุ้งตื่นทันที ดวงตาสีเหลืองเพลิงของมันจ้องมาที่แจ็ค และใบหน้าของมันค่อยเปลี่ยนจากงุนงงเป็นโกรธเกรี้ยว พลางคำรามเสียง
“เจ้ามนุษย์น้อย! ข้าจะจับตัวเจ้ามาหักกระดูกแล้วบดเป็นขนมปัง!”
แจ็คไม่รอช้า! เขาคว้าตัวไก่อุ้มไว้ แล้วรีบวิ่งอย่างสุดกำลังออกจากปราสาท
“หยุดเดี๋ยวนี้!” ยักษ์คำราม วิ่งตามเขามาซึ่งก้าวแต่ละทีก็ทำให้พื้นสั่นสะเทือน
แจ็ควิ่งไปจนถึงต้นถั่ว แต่ยักษ์ยังคงไล่ตามมา คราวนี้มันไม่ยอมให้แจ็คหนีหายไปได้อีกแล้ว มันคว้าต้นถั่วและเริ่มปีนลงมาพร้อมกับเขา
แจ็คปีนลงไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อเท้าเขาสัมผัสพื้นดิน เขาตะโกนเรียกแม่ทันที “แม่! ขวาน! เร็วเข้า!”
แม่ของแจ็ครีบหยิบขวานแล้วโยนให้ แจ็คคว้ามันไว้และเริ่มฟันต้นถั่ว ฉัวะ! ฉัวะ! ต้นถั่วสั่นไหว รากโคนต้นของมันเริ่มโค่นเอียง
ยักษ์กรีดร้องเมื่อเห็นต้นถั่วสั่นคลอน “ไม่นะ!” มันพยายามปีนกลับขึ้นไป แต่สายไปเสียแล้ว
...โครม!!!
ต้นถั่วล้มลง ยักษ์ตกลงมากระแทกพื้นเสียงดังสนั่น และร่างมหึมาของมันก็แน่นิ่งไปตลอดกาล
แจ็คหอบหายใจ มองไปยังร่างของยักษ์ที่ตาย ก่อนจะหันหน้าไปหาแม่พลางพูดว่า “ตอนนี้… เราปลอดภัยแล้ว”
ตั้งแต่นั้นมา แจ็คและแม่ก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายด้วยไก่วิเศษและไข่ทองคำของมัน
สุดท้ายแจ็คก็ได้เรียนรู้ว่า ความโลภอาจนำมาซึ่งอันตราย แต่ความกล้าหาญและปัญญาก็สามารถเปลี่ยนโชคชะตาได้เช่นกัน
(นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความกล้าหาญและไหวพริบสามารถนำพาเราไปสู่ความสำเร็จ แต่ความโลภอาจทำให้เราต้องเผชิญกับอันตรายที่คาดไม่ถึง , คนที่กล้าท้าทายโชคชะตาและรู้จักใช้สติปัญญา ย่อมเป็นผู้ที่สร้างเส้นทางของตัวเองได้อย่างแท้จริง
“โชคชะตาอาจเปิดประตูให้เรา แต่มีเพียงความกล้าหาญและสติปัญญาเท่านั้น ที่จะพาเราเดินผ่านมันไปได้โดยไม่พังทลายลงมาทับตัวเอง”)
.
⌛✨💖 นิทานพื้นบ้านอังกฤษ: แจ็คกับต้นถั่ววิเศษ 💖✨⌛