บริษัทดี แต่ซื้อหุ้นแพงไป ก็ขาดทุนได้เหมือนกัน

เคยเห็นไหมคะ บางบริษัทธุรกิจก็ดี กำไรโต สินค้าก็ขายดี แต่พอประกาศผลประกอบการออกมา ราคาหุ้นกลับร่วง

ตอนแรกอาจจะงงว่า อ้าว ก็กำไรเพิ่มไม่ใช่เหรอ ทำไมหุ้นลง? เหตุผลหนึ่งเป็นเรื่องของความคาดหวังค่ะ บางครั้งก่อนประกาศผล นักลงทุนคาดว่าบริษัทจะทำได้ดีมาก และราคาหุ้นก็ปรับขึ้นไปรอแล้ว พอผลออกมาดีจริง แต่ดีไม่เท่าที่ตลาดหวัง หุ้นก็อาจถูกขายลงมาได้

ในทางกลับกัน บางบริษัทประกาศผลออกมาไม่ค่อยดี แต่หุ้นกลับขึ้น เพราะผลที่ออกมาแย่น้อยกว่าที่ตลาดกลัว หรือผู้บริหารให้แนวโน้มอนาคตดีกว่าที่คาดไว้

ราคาหุ้นจึงไม่ได้ขึ้นลงตามคำว่า กำไรดี หรือ กำไรไม่ดี อย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลใหม่ต่างจากสิ่งที่นักลงทุนคาดไว้แค่ไหน รวมถึงปัจจัยอื่นอย่างดอกเบี้ย เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของตลาดด้วย

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาซื้อหุ้น เราถึงดูแค่ว่าบริษัทดีไหมอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดูด้วยว่าเรากำลังซื้อในราคาเท่าไร และราคานั้นสะท้อนความคาดหวังไปมากแค่ไหนแล้ว


มีตัวอย่างหนึ่งที่เราว่าน่าสนใจมาก คือ Cisco บริษัทที่ทำอุปกรณ์เครือข่าย ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

ช่วงปลายยุค 90 อินเทอร์เน็ตกำลังเป็นเรื่องใหม่ที่ทุกคนตื่นเต้น นักลงทุนมองเห็นโอกาสเติบโตมหาศาล เงินจึงไหลเข้าหุ้นเทคโนโลยีจำนวนมาก Cisco ก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับความสนใจ และราคาหุ้นขึ้นไปสูงมาก

จากนั้นพอฟองสบู่ดอตคอมแตก หุ้นเทคโนโลยีก็ร่วงหนัก Cisco เองก็ไม่รอดค่ะ

ทั้งที่ถ้ามองย้อนกลับไป คนที่เชื่อว่าอินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนโลกก็มองถูกนะ อินเทอร์เน็ตเติบโตจริง และ Cisco ก็ยังทำธุรกิจต่อมา แต่คนที่ซื้อหุ้นที่ราคาปิดสูงสุดในเดือนมีนาคม 2000 ต้องรอจนถึงเดือนธันวาคม 2025 กว่าราคาปิดของหุ้นจะกลับมาสูงกว่าระดับเดิม เท่ากับรอกว่า 25 ปีเลยทีเดียว

ตรงนี้เป็นการเปรียบเทียบเฉพาะราคาหุ้นที่ปรับตามการแตกหุ้นแล้วนะคะ ยังไม่รวมเงินปันผล หากนำเงินปันผลกลับไปลงทุน มูลค่าการลงทุนรวมอาจกลับมาคุ้มทุนได้เร็วกว่านั้น ส่วนผลตอบแทนจริงของแต่ละคนก็ขึ้นอยู่กับวันที่ซื้อขาย เงินปันผล ภาษี และค่าธรรมเนียมด้วยค่ะ

อีกอย่างที่น่าคิดคือ ต่อให้ราคาหุ้นกลับมาเท่าทุนหลังผ่านไปหลายปี เงินจำนวนเดิมก็อาจซื้อของได้น้อยลงเพราะเงินเฟ้อ และระหว่างที่รอ เราก็เสียโอกาสนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนอย่างอื่นด้วย

ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่า บางครั้งเรามองอนาคตของธุรกิจถูก แต่ถ้าซื้อในราคาที่มีความคาดหวังสูงมากอยู่แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลตอบแทนดีเสมอไป

แต่การดูว่าหุ้นถูกหรือแพง ก็ไม่ได้ดูแค่ว่าราคาหุ้นตัวละกี่บาทนะคะ หุ้นราคา 100 บาทไม่ได้แพงกว่าหุ้นราคา 10 บาทเสมอไป ต้องดูว่าราคานั้นเหมาะกับกำไร กระแสเงินสด โอกาสเติบโต และความเสี่ยงของบริษัทหรือเปล่า

นักลงทุนบางคนอาจเริ่มดูจาก P/E ซึ่งเป็นตัวเลขที่เปรียบเทียบราคาหุ้นกับกำไรต่อหุ้น แต่ตัวเลขนี้ก็บอกเรื่องราวได้ไม่ทั้งหมดค่ะ หุ้น P/E สูงอาจสะท้อนว่าตลาดคาดหวังการเติบโตมาก ส่วนหุ้น P/E ต่ำอาจดูถูก แต่ตลาดอาจกำลังกังวลว่ากำไรในอนาคตจะลดลงก็ได้

ที่สำคัญ เราควรดูด้วยว่ากำไรที่เห็นมาจากธุรกิจหลักจริง ๆ หรือมาจากรายการพิเศษที่อาจไม่ได้เกิดขึ้นอีก รวมถึงบริษัทมีหนี้มากแค่ไหน และสร้างเงินสดจากการดำเนินงานได้ดีหรือเปล่า เพราะกำไรที่ดูสวยในงบ ไม่ได้แปลว่าจะมีเงินสดเข้ามาในเวลาเดียวกันเสมอไป

อีกเรื่องคือราคาที่เราเคยเห็นในอดีต หุ้นที่เคยอยู่ 100 บาทแล้วลงมาเหลือ 50 บาท ไม่ได้แปลว่าตอนนี้ต้องถูกเสมอไปค่ะ ถ้าแนวโน้มกำไรหรือความสามารถในการแข่งขันของบริษัทเปลี่ยนไป มูลค่าที่เหมาะสมก็อาจเปลี่ยนไปด้วย ราคาหุ้นเองก็ไม่มีหน้าที่ต้องกลับไปจุดเดิม เพียงเพราะเคยขึ้นไปถึงตรงนั้น

ส่วนจังหวะขายก็น่าคิดเหมือนกัน บางครั้งหุ้นขึ้นมาจนมีสัดส่วนมากเกินไปในพอร์ต หรือเหตุผลที่เราซื้อตั้งแต่แรกเปลี่ยนไป เช่น ธุรกิจไม่ได้เติบโตอย่างที่คาด การกลับมาทบทวนว่าควรถือต่อหรือปรับพอร์ตจึงสำคัญพอ ๆ กับการตัดสินใจซื้อ

แน่นอนว่าไม่มีใครประเมินอนาคตได้แม่นทุกครั้ง หุ้นที่ดูแพงวันนี้อาจให้ผลตอบแทนดี ถ้าบริษัทเติบโตเหนือความคาดหมาย ส่วนหุ้นที่ดูถูกก็อาจถูกลงไปอีกได้

สำหรับเรา นี่แหละค่ะที่ทำให้การลงทุนในหุ้นน่าสนใจ การหาบริษัทดี ๆ สำคัญ แต่ราคาที่เราจ่าย ความคาดหวังที่อยู่ในราคานั้น และความเสี่ยงที่เรารับได้ ก็สำคัญไม่แพ้กัน

เพื่อน ๆ เคยเจอหุ้นที่ชอบธุรกิจมาก แต่ไม่กล้าซื้อเพราะรู้สึกว่าราคาขึ้นไปไกลแล้วไหมคะ? แล้วสุดท้ายหุ้นตัวนั้นเป็นยังไงบ้าง มาเล่าให้ฟังกันค่ะ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่