เดือนกรกฎาคม 2568 กองทัพบกสหรัฐฯ ทำสัญญาฉบับเดียวกับบริษัทซอฟต์แวร์แห่งหนึ่ง มูลค่าสูงสุด 10,000 ล้านดอลลาร์ ระยะเวลา 10 ปี รวมสัญญาย่อยกว่า 75 ฉบับให้เป็นสัญญาเดียว
บริษัทนั้นคือ Palantir
แต่ในเวลาเดียวกัน The Economist เคยเรียกบริษัทนี้ว่า อาจเป็นบริษัทที่มูลค่าสูงเกินจริงที่สุดตลอดกาล โดยมูลค่าตลาดสูงเกินกำไรปี 2567 ถึงกว่า 600 เท่า
Palantir ขายการเชื่อมข้อมูลที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกัน แล้วสร้างแผนที่ดิจิทัลของทั้งองค์กร ผลิตภัณฑ์มีสี่ตัว Gotham สำหรับกองทัพและข่าวกรอง Foundry สำหรับธุรกิจและหน่วยงานพลเรือน AIP ซึ่งเป็นชั้น AI และ Apollo ที่ดูแลการติดตั้งในทุกสภาพแวดล้อม
จุดที่น่าตื่นเต้นไม่ได้อยู่ที่หน้าจอ แต่อยู่ที่ว่าซอฟต์แวร์นี้ทำงานในที่ที่ซอฟต์แวร์ทั่วไปเข้าไม่ถึง Apollo ส่งอัปเดตเข้าเครือข่ายทหารที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตได้ และเมื่อข้อมูลทุกหน่วยอยู่ในแผนที่เดียว คำถามที่เคยใช้เวลาหลายวันก็กลายเป็นประโยคเดียว
ฝั่งสัญญาเดินต่อเนื่อง Maven ถูกยกเป็นโครงการระยะยาวระดับกระทรวงกลาโหม NATO จัดซื้อระบบเดียวกัน กระทรวงกลาโหมอังกฤษลงนาม 240 ล้านปอนด์ 3 ปี สัญญากองทัพบกฉบับนั้นคือการรวมสัญญาย่อย 75 ฉบับ ไม่ใช่ชนะงานใหม่ทั้งหมด
ฝั่งที่โตเร็วกว่าคือเอกชน 764 ล้านดอลลาร์ โต 149% สัญญาที่ปิดได้ 3,373 ล้านดอลลาร์ โต 49% กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 1,216 ล้านดอลลาร์ อัตรากำไร 63%
ไตรมาส 2/2569 รายได้รวม 1,935 ล้านดอลลาร์ เติบโต 93% รายได้จากรัฐบาลสหรัฐฯ 809 ล้านดอลลาร์ เติบโต 90% กำไรสุทธิ 1,062 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นอัตรากำไร 55%
ความขัดแย้งที่แท้จริงไม่ใช่ระหว่างบริษัทดีกับบริษัทแย่ แต่เป็นระหว่างธุรกิจที่โตจริง กับราคาที่ต้องโตต่ออีกมากจึงจะคุ้ม
บทเรียนสามข้อ
หนึ่ง ธุรกิจที่โตเร็วมีกำไรจริง กับหุ้นที่ราคาแพงเกินไป เป็นสองเรื่องที่ต้องแยกกัน
สอง เมื่อขายให้รัฐบาล ต้องอ่านทั้งสองด้านของสัญญา ทั้งความแน่นอนของรายได้ และความเสี่ยงด้านชื่อเสียง
สาม ตัวเลขที่บริษัทเลือกนำเสนอเอง ควรอ่านคู่กับตัวเลขที่บริษัทไม่ได้เลือกนำเสนอ
*บางส่วนจากหลักสูตร FBI — csisociety.com/course-live/fbi2026*
*บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา มิใช่คำแนะนำในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาความเหมาะสมด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน*
*ที่มา: Palantir Technologies Q2 2026 Results (3 สิงหาคม 2569) · ข้อวิจารณ์ด้านมูลค่าจาก The Economist*
กองทัพสหรัฐจ่ายสัญญา 10,000 ล้านดอลลาร์ แต่นักวิเคราะห์เรียกหุ้นตัวนี้ว่าแพงที่สุดในประวัติศาสตร์
บริษัทนั้นคือ Palantir
แต่ในเวลาเดียวกัน The Economist เคยเรียกบริษัทนี้ว่า อาจเป็นบริษัทที่มูลค่าสูงเกินจริงที่สุดตลอดกาล โดยมูลค่าตลาดสูงเกินกำไรปี 2567 ถึงกว่า 600 เท่า
Palantir ขายการเชื่อมข้อมูลที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกัน แล้วสร้างแผนที่ดิจิทัลของทั้งองค์กร ผลิตภัณฑ์มีสี่ตัว Gotham สำหรับกองทัพและข่าวกรอง Foundry สำหรับธุรกิจและหน่วยงานพลเรือน AIP ซึ่งเป็นชั้น AI และ Apollo ที่ดูแลการติดตั้งในทุกสภาพแวดล้อม
จุดที่น่าตื่นเต้นไม่ได้อยู่ที่หน้าจอ แต่อยู่ที่ว่าซอฟต์แวร์นี้ทำงานในที่ที่ซอฟต์แวร์ทั่วไปเข้าไม่ถึง Apollo ส่งอัปเดตเข้าเครือข่ายทหารที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตได้ และเมื่อข้อมูลทุกหน่วยอยู่ในแผนที่เดียว คำถามที่เคยใช้เวลาหลายวันก็กลายเป็นประโยคเดียว
ฝั่งสัญญาเดินต่อเนื่อง Maven ถูกยกเป็นโครงการระยะยาวระดับกระทรวงกลาโหม NATO จัดซื้อระบบเดียวกัน กระทรวงกลาโหมอังกฤษลงนาม 240 ล้านปอนด์ 3 ปี สัญญากองทัพบกฉบับนั้นคือการรวมสัญญาย่อย 75 ฉบับ ไม่ใช่ชนะงานใหม่ทั้งหมด
ฝั่งที่โตเร็วกว่าคือเอกชน 764 ล้านดอลลาร์ โต 149% สัญญาที่ปิดได้ 3,373 ล้านดอลลาร์ โต 49% กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 1,216 ล้านดอลลาร์ อัตรากำไร 63%
ไตรมาส 2/2569 รายได้รวม 1,935 ล้านดอลลาร์ เติบโต 93% รายได้จากรัฐบาลสหรัฐฯ 809 ล้านดอลลาร์ เติบโต 90% กำไรสุทธิ 1,062 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นอัตรากำไร 55%
ความขัดแย้งที่แท้จริงไม่ใช่ระหว่างบริษัทดีกับบริษัทแย่ แต่เป็นระหว่างธุรกิจที่โตจริง กับราคาที่ต้องโตต่ออีกมากจึงจะคุ้ม
บทเรียนสามข้อ
หนึ่ง ธุรกิจที่โตเร็วมีกำไรจริง กับหุ้นที่ราคาแพงเกินไป เป็นสองเรื่องที่ต้องแยกกัน
สอง เมื่อขายให้รัฐบาล ต้องอ่านทั้งสองด้านของสัญญา ทั้งความแน่นอนของรายได้ และความเสี่ยงด้านชื่อเสียง
สาม ตัวเลขที่บริษัทเลือกนำเสนอเอง ควรอ่านคู่กับตัวเลขที่บริษัทไม่ได้เลือกนำเสนอ
*บางส่วนจากหลักสูตร FBI — csisociety.com/course-live/fbi2026*
*บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา มิใช่คำแนะนำในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาความเหมาะสมด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน*
*ที่มา: Palantir Technologies Q2 2026 Results (3 สิงหาคม 2569) · ข้อวิจารณ์ด้านมูลค่าจาก The Economist*