ก.ล.ต. CIB แถลง เปิดเส้นทางฟอกเงินข้ามโลก อายัดทรัพย์กว่า 26,000 ล้าน /โดย ลงทุนแมน

เงินที่ได้จากการหลอกลวงประชาชน ถูกโอนข้ามประเทศ ผ่านบัญชีธนาคารและกองทุนหลายทอด ก่อนจะกลับมาอยู่ในรูปแบบที่ดูสะอาดที่สุดแบบหนึ่ง คือ หุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ไทย..

https://www.facebook.com/share/p/19tkrMP3sL/?mibextid=wwXIfr


วันนี้ ก.ล.ต. ได้ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ. หรือ CIB) และสำนักงาน ปปง. แถลงข่าวเปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายมหากาพย์ ฟอกเงินข้ามโลก ซ่อนเงินผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนแปรสภาพเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ไทย”

เพื่อเปิดเผยเส้นทางการเงิน โครงสร้างเครือข่ายนอมินี และรายชื่อหุ้นขนาดใหญ่ ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน

ซึ่งปปง. ยึดและอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายนี้ไปแล้วรวมกว่า 26,000 ล้านบาท และในจำนวนนี้เป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 16,000 ล้านบาท..

เรื่องนี้เริ่มจาก 2 คดี ที่ถือเป็นความผิดมูลฐาน

คดีแรก คือคดีฉ้อโกง ที่มีกลุ่มผู้ต้องหาหลอกนักธุรกิจชาวลาว ให้มาร่วมลงทุนในไทย
คดีที่สอง คือคดีแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งหลอกลวงประชาชนผ่านระบบคอมพิวเตอร์

เมื่อสืบสวนต่อ เจ้าหน้าที่พบว่า 2 คดีนี้เป็นกลุ่มผู้ต้องหาเครือข่ายเดียวกัน ซึ่งได้เงินจากการกระทำผิดเป็นจำนวนมหาศาล แล้วนำมาฟอกผ่านตลาดหุ้นไทย

ทีนี้ มาดูเส้นทางของเงิน ที่เจ้าหน้าที่แถลง

- ขั้นแรก เงินจากการฉ้อโกงและสแกมเมอร์ ถูกโอนเข้าบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหา หรือบัญชีธนาคารในกัมพูชา

- ขั้นที่สอง เครือข่ายใช้ไทยเป็น “ทางผ่าน” ผ่านบัญชีเงินฝาก แล้วโอนต่อไปยังกองทุนในสิงคโปร์

- ขั้นที่สาม เงินจากกองทุนในสิงคโปร์ ถูกนำกลับเข้ามาซื้อหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ

พอเงินถูกเปลี่ยนเป็นหุ้นที่ซื้อขายอย่างถูกกฎหมายในตลาดทุน เงินก้อนนั้นก็ดูสะอาดขึ้น

แล้วใครอยู่เบื้องหลังบ้าง ?

เจ้าหน้าที่แบ่งผู้ต้องหา 7 ราย ออกเป็น 4 กลุ่ม

- กลุ่ม 1 คือผู้วางแผนหลัก ทำหน้าที่วางแผน บริหาร และจัดสรรเงินไปลงทุน

- กลุ่มที่ 2 คือนายทุนและผู้ร่วมกระทำผิด โดยคนหนึ่งจัดหาแหล่งลงทุน อีกคนเป็นผู้ร่วมกระทำผิดมูลฐานในส่วนของแก๊งสแกมเมอร์

- กลุ่มที่ 3 คือผู้รับผลประโยชน์แอบแฝง
- กลุ่มที่ 4 คือผู้ประสานงาน ทำหน้าที่คัดเลือกและจัดหาหุ้นเป้าหมาย

โดยผลการตรวจค้นและดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ตรวจค้น 4 จุด ยึดพยานหลักฐาน 6 รายการ เช่น เอกสารกองทุนต่างประเทศ สัญญากู้ยืมเงิน และเอกสารการถือครองคริปโทเคอร์เรนซี

ผู้ต้องหา 6 ราย หลบหนีอยู่ต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ออกหมายจับ และประสานออกหมายแดง ขององค์การตำรวจสากลไว้แล้วทุกราย

ส่วนอีก 1 ราย เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหารายนี้ให้การปฏิเสธ แต่ยอมรับข้อเท็จจริงบางส่วน เกี่ยวกับการเข้าบริหารและการเป็นกรรมการ

ข้อกล่าวหามี 4 ข้อ ฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ (มาตรา 247 ตามกฎหมายหลักทรัพย์ฯ) ไม่รายงานการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์ (มาตรา 246)

ถึงตรงนี้ ก็อาจมีคนสงสัยว่า เครือข่ายนี้ใช้หุ้นตัวไหน ?

ก.ล.ต. ติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2567 โดยพบว่า บริษัท VGI ออกหุ้นเพิ่มทุนเสนอขายให้บุคคลในวงจำกัด (Private Placement หรือ PP) รวม 5,900 ล้านหุ้น มูลค่า 8,850 ล้านบาท จัดสรรให้กองทุนต่างประเทศ 3 กลุ่ม

กลุ่มแรกได้ 2,900 ล้านหุ้น กลุ่มที่สองได้ 2,200 ล้านหุ้น กลุ่มที่สามได้ 800 ล้านหุ้น

เมื่อ ก.ล.ต. ประสานข้อมูลกับหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ ก็พบว่า ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (UBO) ของ 3 กองทุนนี้ เป็นคนกลุ่มเดียวกัน ภายใต้การวางแผนของผู้ต้องหารายหนึ่ง

ก.ล.ต. ระบุว่า กลุ่มนี้เข้าข่ายตกลงร่วมกันถือหลักทรัพย์ และใช้นอมินี โดยซ่อนตัวผ่านกองทุนต่างประเทศ เพื่อถือหุ้นรวมกันเกิน 25% ของสิทธิออกเสียง

เมื่อถือเกินระดับนี้ กฎหมายกำหนดให้ต้องรายงานการได้มาเป็นกลุ่ม และต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด (Tender Offer) แต่กลุ่มนี้ไม่ได้ทำทั้ง 2 อย่าง จึงเป็นที่มาของความผิดตามมาตรา 246 และ 247

ด้าน ปปง. ออกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายนี้แล้ว 5 คำสั่ง รวมมูลค่ากว่า 26,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ เป็นมูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เครือข่ายถือครอง กว่า 16,000 ล้านบาท

ส่วนที่เหลือคือทรัพย์สินอื่น ๆ เช่น อสังหาฯ เงินในบัญชี

สำนวนคดีถูกส่งต่อไปยังชั้นศาลแล้ว 2 สำนวน และ ปปง. กำลังเตรียมประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายมายื่นคำร้องขอรับการคุ้มครองสิทธิ์เพื่อคืนเงิน

โดยทรัพย์สินที่เหลือหลังจากคืนผู้เสียหายแล้ว จะตกเป็นของแผ่นดิน

คำถามที่นักลงทุนอยากรู้ที่สุดคือ แล้วหุ้นที่ถูกพูดถึงล่ะ จะเป็นอย่างไร ?

ก.ล.ต. ปปง. และ บก.ปอศ. ยืนยันตรงกันว่า บริษัทจดทะเบียน 3 แห่ง คือ BCP, VGI และ MFC รวมถึงผลประกอบการและการดำเนินงาน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความผิดของเครือข่ายนี้

เจ้าหน้าที่ยึดอายัดเฉพาะหุ้นที่อยู่ในชื่อของผู้ต้องหา หรือบริษัทในเครือข่ายเท่านั้น

ซึ่งคำสั่งยึดอายัดดำเนินการและเป็นข่าวสาธารณะมาตั้งแต่ต้นปี 2569 และหุ้นทั้ง 3 ตัว ยังซื้อขายในตลาดได้ตามปกติ และเงินที่ VGI ได้รับจากการเสนอขายหุ้น PP ก็ยังใช้ในการดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ เพราะอายัดเฉพาะหุ้น ไม่ได้อายัดที่เงินของบริษัท

เรื่องนี้ชี้ให้เห็น 2 อย่าง

อย่างแรก คือการฟอกเงินยุคนี้ ไม่ได้จบแค่การโอนเงินหลายบัญชี แต่ใช้โครงสร้างกองทุนหลายชั้น และนอมินี เพื่อให้เห็นเจ้าของที่แท้จริงได้ยาก

การตามรอยจึงต้องประสานกันทั้งตำรวจ ปปง. และหน่วยกำกับดูแลหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ

อย่างที่สอง คือคนที่เป็นเจ้าของหุ้นกับตัวบริษัท เป็นคนละส่วนกัน

ในคดีนี้ หน่วยงานรัฐยืนยันว่าเรื่องผิดอยู่ที่ผู้ถือหุ้นกลุ่มหนึ่ง ส่วนบริษัทยังทำธุรกิจและซื้อขายหุ้นได้ตามปกติ  

แต่เรื่องนี้ก็ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า ตลาดหุ้นเป็นที่ที่เงินถูกกฎหมายมาลงทุน เพื่อสร้างการเติบโต แต่ก็เป็นที่ที่เงินสกปรก พยายามเข้ามาซ่อนตัวด้วยเช่นกัน..

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่