"ลูกฉันปวดท้อง ทำไมไม่ส่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เลยล่ะหมอ!?"
คำถามที่ใครหลายคนอาจสงสัย เพราะเมื่อคนที่เรารักเจ็บป่วย เราก็อยากตรวจให้ละเอียดที่สุด อยากรู้ให้เร็วที่สุดว่าเป็นโรคอะไร แต่รู้ไหมว่า การตรวจที่ดีที่สุด ไม่ใช่การตรวจให้มากที่สุด แต่คือการตรวจที่จำเป็นและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน
ตัวอย่างเช่นอาการปวดท้องมีได้หลายสาเหตุ บางโรคแพทย์สามารถวินิจฉัยได้จากการซักประวัติและตรวจร่างกาย บางกรณีอาจใช้อัลตราซาวด์ซึ่งไม่มีรังสี แต่หากสงสัยโรคร้ายแรง เช่น ไส้ติ่งอักเสบที่มีภาวะแทรกซ้อน หรือโรคอื่นที่ต้องอาศัยภาพ CT Scan ก็มีความจำเป็นต้องส่งทำเพื่อช่วยให้วินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว
แล้วทำไมเราไม่ตรวจ CT Scan ให้ทุกคนไปเลย เพื่อให้แน่ใจ?
เพราะรังสีเอกซ์มีประโยชน์ แต่ก็มีโทษเช่นกัน รังสีที่ใช้ในการตรวจ CT Scan เป็นรังสีไอออไนซ์ ซึ่งสามารถทำให้เกิดความเสียหายต่อสารพันธุกรรมหรือ DNA ของเซลล์ได้ แม้ร่างกายจะมีกลไกซ่อมแซมความเสียหายเหล่านี้ แต่บางครั้งความเสียหายอาจซ่อมแซมไม่สมบูรณ์ และอาจเพิ่มโอกาสเกิดมะเร็งในอนาคตได้
ความเสี่ยงจากการตรวจทางรังสีวินิจฉัยแต่ละครั้งโดยทั่วไปอยู่ในระดับต่ำ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยงเลย และเมื่อได้รับรังสีเพิ่มขึ้นจากการตรวจหลายครั้งโดยไม่จำเป็น ความเสี่ยงก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขึ้นอยู่กับปริมาณรังสี อายุ และปัจจัยอื่นของแต่ละคน
โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็ก เป็นกลุ่มที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะร่างกายยังอยู่ในช่วงเจริญเติบโต เซลล์มีความไวต่อรังสีมากกว่าผู้ใหญ่ และยังมีอายุขัยอีกยาวนานที่ผลกระทบจากรังสีอาจปรากฏในอนาคต ดังนั้น การตรวจเด็กจึงต้องเลือกวิธีที่เหมาะสมและใช้ปริมาณรังสีเท่าที่จำเป็น
นอกจากความเสี่ยงจากรังสีแล้ว การตรวจที่ไม่จำเป็นยังอาจทำให้เราพบความผิดปกติที่ไม่ได้เป็นอันตราย แต่นำไปสู่การตรวจเพิ่มเติม ความกังวล ค่าใช้จ่าย และการเสียเวลาของผู้ป่วยโดยไม่เกิดประโยชน์ที่คุ้มค่า ขณะเดียวกัน เครื่องมือและบุคลากรที่มีจำกัดก็ควรพร้อมสำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจอย่างเร่งด่วน
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่เราต้องมี RRU (Rational Radiology Use) หรือการใช้รังสีวินิจฉัยอย่างสมเหตุผล
RRU ไม่ใช่การประหยัดจนไม่ยอมตรวจ ไม่ใช่การปฏิเสธ CT Scan ที่จำเป็น และไม่ใช่การปล่อยให้ผู้ป่วยเสี่ยงจากการวินิจฉัยที่ล่าช้า แต่คือการเลือกตรวจให้ "ถูกคน ถูกเวลา ถูกวิธี" โดยพิจารณาทั้งประโยชน์และความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
หากผู้ป่วยมีอาการที่บ่งชี้ถึงโรคร้ายแรง การตรวจ CT Scan อาจมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงจากรังสีอย่างชัดเจน แพทย์ก็ควรตรวจโดยไม่ปล่อยให้ความกังวลเรื่องรังสีทำให้การรักษาล่าช้า แต่หากมีวิธีอื่นที่ตอบคำถามทางการแพทย์ได้ดีและเหมาะสมกว่า ก็ควรพิจารณาทางเลือกนั้นก่อน
เพราะการรักษาที่ดี ไม่ใช่การตรวจทุกอย่างที่มี แต่คือการตรวจที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ปลอดภัย และทันเวลา พร้อมกับใช้ทรัพยากรทางการแพทย์อย่างคุ้มค่า เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนเข้าถึงการตรวจที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึงค่ะ
#RRU #RationalRadiologyUse
#ใช้รังสีอย่างสมเหตุผล
https://www.facebook.com/photo/?fbid=40594427300144441&set=a.860460230634641
....................................
แถม ..
เอกซเรย์ มีผลดีผลเสียอย่างไร แค่ไหนปลอดภัย
ปัจจุบันการถ่ายภาพรังสี หรือ การเอกซเรย์ เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและทำกันบ่อยเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการให้บริการโดยเอกชนและผู้ป่วยหรือประชาชนทั่วไป ก็มีความต้องการที่จะเอกซเรย์ร่างกายส่วนต่าง ๆ โดยที่
อาจเป็นความเข้าใจผิด หรือ อาจไม่ทราบว่ามีผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากได้รับรังสีจากการเอกซเรย์โดยไม่จำเป็น
ในบางครั้ง เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ก็มักจะขอให้แพทย์เอกซเรย์ให้ ถ้าแพทย์ปฏิเสธก็จะไม่พอใจ ซึ่งเกิดจากความไม่เข้าใจว่าทำไมแพทย์จึงไม่ยอมเอกซเรย์ให้ ซึ่งแพทย์เองก็มีเหตุผล เพราะว่าการเอกซเรย์ก็มีทั้งผลดีและผลเสีย โดยขึ้นอยู่กับปริมาณรังสีที่ได้รับเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งถ้ามีปริมาณรังสีมากเกินไปก็จะเกิดผลเสียได้
ปริมาณรังสีที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยแต่ละคนจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ เพศ ตำแหน่งร่างกายที่เอกซเรย์ จำนวนครั้งที่เอกซเรย์ในหนึ่งปี การใส่เครื่องป้องกันรังสีเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายส่วนอื่นได้รับรังสี เป็นต้น
ปริมาณรังสีที่ใช้ในการเอกซเรย์ตำแหน่งต่าง ๆ ของร่างกายมีดังนี้
เอกซเรย์ปอด จะได้รับรังสีประมาณ 10 มิลลิแรมต่อครั้ง
เอกซเรย์กระดูกศีรษะ จะได้รับรังสีประมาณ 40 มิลลิแรมต่อครั้ง
เอกซเรย์กระดูกสันหลังส่วนคอ จะได้รับรังสีประมาณ 50 มิลลิแรมต่อครั้ง
เอกซเรย์กระดูกสันหลังส่วนอก จะได้รับรังสีประมาณ 240 มิลลิแรมต่อครั้ง
เอกซเรย์กระดูกสันหลังส่วนเอว จะได้รับรังสีประมาณ 130 มิลลิแรมต่อครั้ง
เอกซเรย์กระดูกแขนขา (ข้อมือ มือ ข้อเท้า เท้า) จะได้รับรังสีประมาณ 5 มิลลิแรมต่อครั้ง
เอกซเรย์นิ่วในไต จะได้รับรังสีประมาณ 450 มิลลิแรมต่อครั้ง
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของสมอง จะได้รับรังสีประมาณ 200 มิลลิแรมต่อครั้ง
สำหรับประชาชนทั่วไป และ หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ปริมาณรังสีที่ได้รับทั้งหมด แล้วอยู่ในระดับที่ปลอดภัย คือ
500 มิลลิแรมต่อปี
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณรังสีที่จะได้รับในการเอกซเรย์แต่ละตำแหน่งก็จะพบว่า
ใน 1 ปีสามารถเอกซเรย์ตำแหน่งที่พบได้บ่อย อย่างปลอดภัย เช่น
ปอด 50 ครั้ง
กระดูกศีรษะ 12 ครั้ง
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง 2 ครั้ง
กระดูกสันหลังส่วนคอ 10 ครั้ง
กระดูกสันหลังส่วนอก 2 ครั้ง
กระดูกสันหลังส่วนเอว 4 ครั้ง
เอกซเรย์กระดูกแขนขา (ข้อมือ มือ ข้อเท้า เท้า) 100 ครั้ง
จะเห็นได้ว่า
จำนวนครั้งที่จะเอกซเรย์ อย่างปลอดภัยใน 1 ปีนั้นไม่มากนัก ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของท่านเอง ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ แล้วก็ไม่ควรจะเอกซเรย์เพราะมีผลเสีย ที่อาจเกิดขึ้นตามมาเช่น เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งในตำแหน่งที่เอกซเรย์ มะเร็งเม็ดเลือดขาว รวมถึงใน หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ อาจทำให้เกิดความผิดปกติของทารก หรือ ทำให้แท้งบุตร ได้ ถึงแม้ว่าความเสี่ยงจะไม่มากนักแต่ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ควรเสี่ยงกับผลเสียที่อาจเกิดขึ้น
โดยทั่วไป แพทย์จะส่งตรวจเอกซเรย์ เมื่อต้องการข้อมูลที่จะได้จากเอกซเรย์เพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการวินิจฉัยให้แน่นอนเพิ่มขึ้นเท่านั้น ซึ่งถ้าการวินิจฉัยโรคสามารถทำได้โดยที่ไม่ต้องการการตรวจเพิ่มเติม แพทย์ก็จะไม่ส่งตรวจเอกซเรย์เพราะมีแต่ผลเสีย แล้ว
ถ้าจำเป็นแพทย์ก็จะส่งตรวจให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
ดังนั้น
การที่ท่านได้รับการส่งตรวจมาก ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่า ท่านได้รับการรักษาที่ดี แต่อาจจะหมายความว่าท่านได้รับการตรวจทั้งที่ไม่จำเป็น ซึ่งทำให้ท่านต้องเสียค่าใช้จ่าย เสียเวลาและได้รับรังสีมากเกินไป …
เอกซเรย์ มีผลดีผลเสียอย่างไร แค่ไหนปลอดภัย
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=12-02-2008&group=4&gblog=10
เอกซเรย์ การป้องกันอันตรายจากรังสี
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=16-02-2008&group=4&gblog=11
ลูกฉันปวดท้อง ทำไมไม่ส่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เลยล่ะหมอ!? (นำมาฝาก)
"ลูกฉันปวดท้อง ทำไมไม่ส่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เลยล่ะหมอ!?"
คำถามที่ใครหลายคนอาจสงสัย เพราะเมื่อคนที่เรารักเจ็บป่วย เราก็อยากตรวจให้ละเอียดที่สุด อยากรู้ให้เร็วที่สุดว่าเป็นโรคอะไร แต่รู้ไหมว่า การตรวจที่ดีที่สุด ไม่ใช่การตรวจให้มากที่สุด แต่คือการตรวจที่จำเป็นและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน
ตัวอย่างเช่นอาการปวดท้องมีได้หลายสาเหตุ บางโรคแพทย์สามารถวินิจฉัยได้จากการซักประวัติและตรวจร่างกาย บางกรณีอาจใช้อัลตราซาวด์ซึ่งไม่มีรังสี แต่หากสงสัยโรคร้ายแรง เช่น ไส้ติ่งอักเสบที่มีภาวะแทรกซ้อน หรือโรคอื่นที่ต้องอาศัยภาพ CT Scan ก็มีความจำเป็นต้องส่งทำเพื่อช่วยให้วินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว
แล้วทำไมเราไม่ตรวจ CT Scan ให้ทุกคนไปเลย เพื่อให้แน่ใจ?
เพราะรังสีเอกซ์มีประโยชน์ แต่ก็มีโทษเช่นกัน รังสีที่ใช้ในการตรวจ CT Scan เป็นรังสีไอออไนซ์ ซึ่งสามารถทำให้เกิดความเสียหายต่อสารพันธุกรรมหรือ DNA ของเซลล์ได้ แม้ร่างกายจะมีกลไกซ่อมแซมความเสียหายเหล่านี้ แต่บางครั้งความเสียหายอาจซ่อมแซมไม่สมบูรณ์ และอาจเพิ่มโอกาสเกิดมะเร็งในอนาคตได้
ความเสี่ยงจากการตรวจทางรังสีวินิจฉัยแต่ละครั้งโดยทั่วไปอยู่ในระดับต่ำ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยงเลย และเมื่อได้รับรังสีเพิ่มขึ้นจากการตรวจหลายครั้งโดยไม่จำเป็น ความเสี่ยงก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขึ้นอยู่กับปริมาณรังสี อายุ และปัจจัยอื่นของแต่ละคน
โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็ก เป็นกลุ่มที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะร่างกายยังอยู่ในช่วงเจริญเติบโต เซลล์มีความไวต่อรังสีมากกว่าผู้ใหญ่ และยังมีอายุขัยอีกยาวนานที่ผลกระทบจากรังสีอาจปรากฏในอนาคต ดังนั้น การตรวจเด็กจึงต้องเลือกวิธีที่เหมาะสมและใช้ปริมาณรังสีเท่าที่จำเป็น
นอกจากความเสี่ยงจากรังสีแล้ว การตรวจที่ไม่จำเป็นยังอาจทำให้เราพบความผิดปกติที่ไม่ได้เป็นอันตราย แต่นำไปสู่การตรวจเพิ่มเติม ความกังวล ค่าใช้จ่าย และการเสียเวลาของผู้ป่วยโดยไม่เกิดประโยชน์ที่คุ้มค่า ขณะเดียวกัน เครื่องมือและบุคลากรที่มีจำกัดก็ควรพร้อมสำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจอย่างเร่งด่วน
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่เราต้องมี RRU (Rational Radiology Use) หรือการใช้รังสีวินิจฉัยอย่างสมเหตุผล
RRU ไม่ใช่การประหยัดจนไม่ยอมตรวจ ไม่ใช่การปฏิเสธ CT Scan ที่จำเป็น และไม่ใช่การปล่อยให้ผู้ป่วยเสี่ยงจากการวินิจฉัยที่ล่าช้า แต่คือการเลือกตรวจให้ "ถูกคน ถูกเวลา ถูกวิธี" โดยพิจารณาทั้งประโยชน์และความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
หากผู้ป่วยมีอาการที่บ่งชี้ถึงโรคร้ายแรง การตรวจ CT Scan อาจมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงจากรังสีอย่างชัดเจน แพทย์ก็ควรตรวจโดยไม่ปล่อยให้ความกังวลเรื่องรังสีทำให้การรักษาล่าช้า แต่หากมีวิธีอื่นที่ตอบคำถามทางการแพทย์ได้ดีและเหมาะสมกว่า ก็ควรพิจารณาทางเลือกนั้นก่อน
เพราะการรักษาที่ดี ไม่ใช่การตรวจทุกอย่างที่มี แต่คือการตรวจที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ปลอดภัย และทันเวลา พร้อมกับใช้ทรัพยากรทางการแพทย์อย่างคุ้มค่า เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนเข้าถึงการตรวจที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึงค่ะ
#RRU #RationalRadiologyUse
#ใช้รังสีอย่างสมเหตุผล
https://www.facebook.com/photo/?fbid=40594427300144441&set=a.860460230634641
....................................
แถม ..
เอกซเรย์ มีผลดีผลเสียอย่างไร แค่ไหนปลอดภัย
ปัจจุบันการถ่ายภาพรังสี หรือ การเอกซเรย์ เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและทำกันบ่อยเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการให้บริการโดยเอกชนและผู้ป่วยหรือประชาชนทั่วไป ก็มีความต้องการที่จะเอกซเรย์ร่างกายส่วนต่าง ๆ โดยที่อาจเป็นความเข้าใจผิด หรือ อาจไม่ทราบว่ามีผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากได้รับรังสีจากการเอกซเรย์โดยไม่จำเป็น
ในบางครั้ง เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ก็มักจะขอให้แพทย์เอกซเรย์ให้ ถ้าแพทย์ปฏิเสธก็จะไม่พอใจ ซึ่งเกิดจากความไม่เข้าใจว่าทำไมแพทย์จึงไม่ยอมเอกซเรย์ให้ ซึ่งแพทย์เองก็มีเหตุผล เพราะว่าการเอกซเรย์ก็มีทั้งผลดีและผลเสีย โดยขึ้นอยู่กับปริมาณรังสีที่ได้รับเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งถ้ามีปริมาณรังสีมากเกินไปก็จะเกิดผลเสียได้
ปริมาณรังสีที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยแต่ละคนจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ เพศ ตำแหน่งร่างกายที่เอกซเรย์ จำนวนครั้งที่เอกซเรย์ในหนึ่งปี การใส่เครื่องป้องกันรังสีเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายส่วนอื่นได้รับรังสี เป็นต้น
ปริมาณรังสีที่ใช้ในการเอกซเรย์ตำแหน่งต่าง ๆ ของร่างกายมีดังนี้
เอกซเรย์ปอด จะได้รับรังสีประมาณ 10 มิลลิแรมต่อครั้ง
เอกซเรย์กระดูกศีรษะ จะได้รับรังสีประมาณ 40 มิลลิแรมต่อครั้ง
เอกซเรย์กระดูกสันหลังส่วนคอ จะได้รับรังสีประมาณ 50 มิลลิแรมต่อครั้ง
เอกซเรย์กระดูกสันหลังส่วนอก จะได้รับรังสีประมาณ 240 มิลลิแรมต่อครั้ง
เอกซเรย์กระดูกสันหลังส่วนเอว จะได้รับรังสีประมาณ 130 มิลลิแรมต่อครั้ง
เอกซเรย์กระดูกแขนขา (ข้อมือ มือ ข้อเท้า เท้า) จะได้รับรังสีประมาณ 5 มิลลิแรมต่อครั้ง
เอกซเรย์นิ่วในไต จะได้รับรังสีประมาณ 450 มิลลิแรมต่อครั้ง
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของสมอง จะได้รับรังสีประมาณ 200 มิลลิแรมต่อครั้ง
สำหรับประชาชนทั่วไป และ หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ปริมาณรังสีที่ได้รับทั้งหมด แล้วอยู่ในระดับที่ปลอดภัย คือ 500 มิลลิแรมต่อปี
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณรังสีที่จะได้รับในการเอกซเรย์แต่ละตำแหน่งก็จะพบว่าใน 1 ปีสามารถเอกซเรย์ตำแหน่งที่พบได้บ่อย อย่างปลอดภัย เช่น
ปอด 50 ครั้ง
กระดูกศีรษะ 12 ครั้ง
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง 2 ครั้ง
กระดูกสันหลังส่วนคอ 10 ครั้ง
กระดูกสันหลังส่วนอก 2 ครั้ง
กระดูกสันหลังส่วนเอว 4 ครั้ง
เอกซเรย์กระดูกแขนขา (ข้อมือ มือ ข้อเท้า เท้า) 100 ครั้ง
จะเห็นได้ว่า จำนวนครั้งที่จะเอกซเรย์ อย่างปลอดภัยใน 1 ปีนั้นไม่มากนัก ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของท่านเอง ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ แล้วก็ไม่ควรจะเอกซเรย์เพราะมีผลเสีย ที่อาจเกิดขึ้นตามมาเช่น เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งในตำแหน่งที่เอกซเรย์ มะเร็งเม็ดเลือดขาว รวมถึงใน หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ อาจทำให้เกิดความผิดปกติของทารก หรือ ทำให้แท้งบุตร ได้ ถึงแม้ว่าความเสี่ยงจะไม่มากนักแต่ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ควรเสี่ยงกับผลเสียที่อาจเกิดขึ้น
โดยทั่วไป แพทย์จะส่งตรวจเอกซเรย์ เมื่อต้องการข้อมูลที่จะได้จากเอกซเรย์เพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการวินิจฉัยให้แน่นอนเพิ่มขึ้นเท่านั้น ซึ่งถ้าการวินิจฉัยโรคสามารถทำได้โดยที่ไม่ต้องการการตรวจเพิ่มเติม แพทย์ก็จะไม่ส่งตรวจเอกซเรย์เพราะมีแต่ผลเสีย แล้วถ้าจำเป็นแพทย์ก็จะส่งตรวจให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
ดังนั้น การที่ท่านได้รับการส่งตรวจมาก ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่า ท่านได้รับการรักษาที่ดี แต่อาจจะหมายความว่าท่านได้รับการตรวจทั้งที่ไม่จำเป็น ซึ่งทำให้ท่านต้องเสียค่าใช้จ่าย เสียเวลาและได้รับรังสีมากเกินไป …
เอกซเรย์ มีผลดีผลเสียอย่างไร แค่ไหนปลอดภัย
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=12-02-2008&group=4&gblog=10
เอกซเรย์ การป้องกันอันตรายจากรังสี
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=16-02-2008&group=4&gblog=11