(ชมคลิป) ทุน 5,000 เทหมดตักกับ “ครีมพัฟฟ์โอซาก้า” ไม่เคยชิมและไม่ได้ไปเรียนจากไหนแต่ให้ AI แกะสูตรให้จนปัง!


“เพราะคนไทยไปต่อคิว หนึ่งคือตลาดบ้านเรายังไม่มี สองคนไทยไปต่อคิวแสดงว่าไอ้ร้านนี้ถูกปากคนไทย ใช่ เราเน้นคนไทยเป็นหลักเพราะเราขายในประเทศไทย เราก็เลยลองแกะสูตรดู ลองชิมดูกับปากเราก่อน เฮ้ยใช่! อร่อย แต่ว่าเรามีการปรับสูตร

เพราะว่าถ้าเป็นต้นฉบับดั้งเดิมเนี่ย เขาจะโรยด้วยน้ำตาลคาราเมลก่อนเข้าอบ แต่เราอ่ะ โรยปุ๊บมันยังไม่ว้าว มันยังไม่ฉับ เราก็เลยเอาคาราเมลที่เคยทำทาร์ตไข่เอามาลองทาข้างบน แล้วก็อบ ก็กลายเป็นว่าครีมพัฟฟ์เคลือบคาราเมล กลายเป็นเอกลักษณ์ของร้านเราด้วยเพราะว่าร้านอื่นไม่มี ร้านอื่นก็ออริจินัลเลยก็ต้องเป็นโรยน้ำตาลข้างบน” ถ้าเป็นลูกค้าใหม่ ๆ ที่ไม่เคยรู้จัก “โอซาก้าครีมพัฟฟ์” ไม่เคยรู้ว่าชื่อเสียงเป็นยังไงที่ญี่ปุ่น ก็ให้ลองจินตนการถึงตัว “ชูส์ครีม” หรือเอแคลร์(เอแคลร์กรอบ) ความกรอบเพราะว่าตัวไส้เราออกแบบมาคล้าย ๆ กับเอแคลร์เลย ตัววานิลลาเราจะมีเหมือนตัวทาร์ตไข่แต่ว่ามีความวานิลลานำ“เราทำมา 1 ปี 3 เดือนแล้ว เราคิดว่ามันอาจจะอิ่มตัวแต่ไม่ใช่ ไปทุกที่ยังมีลูกค้าถามว่า มันคือขนมอะไร? ถ้ามีลูกค้าถามว่ามันคือขนมอะไร เรายังมีช่องทางของเราอยู่”พิมผกา พันธุ์แสง หรือคุณจิ๊ป เจ้าของร้านขนมโอซาก้าครีมพัฟฟ์ “Unicorn Signature” บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้ ซึ่งต้องบอกว่าปังสุด ๆ และยังปังไม่หยุดเลยยาวนานมากว่า 1 ปี 3 เดือน เพราะยังมีคิวออกอีเว้นต์จองเต็มไปจนถึงสิ้นปีเลยทีเดียว ขนมที่เป็นกระแสในต่างประเทศ แต่สามารถแกะสูตรจนทำขายได้เป็นเจ้าแรกในเมืองไทย แถมไม่เคยชิมของต้นฉบับเลยสักครั้งเดียว แต่อาศัยอ่านจากรีวิวและมี AI ผู้ช่วยคนเก่ง อย่าง Chat GPT ที่เป็นคนแกะหรือบอกสูตรให้ในเบื้องต้น ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าทำไปทำมากลายเป็นถูกปากคนไทยเข้าไปอีก! สร้างยอดขายสุดปังได้จับเงินแสน (2แสน!) ตั้งแต่เดือนแรกที่เริ่มเปิดขาย 3 เดือนขายที่บ้านก็ว่าปังแล้ว ตลอดเวลามีลูกค้าที่ช่วยรีวิวให้ด้วยกลายเป็นได้เข้าห้างใหญ่อีก และตามติดมาด้วยงานอีเว้นต์งานแฟร์ของผู้จัดเจ้าดัง ๆ ก็เข้ามาจีบไม่พัก จากทุนเริ่มต้นครั้งแรกเพียง 5,000 บาท สู่ยอดขาย 10 เดือน 4 ล้าน,1 ปี 2 เดือน 6 ล้าน! จากขนมที่ไม่เคยชิมและไม่ได้ไปเรียนสูตรจากไหนมาเลย



ธุรกิจนี้เริ่มต้นจากทุน 5,000 บาท ที่เป็นก้อนสุดท้ายแล้ว!

คือก่อนหน้านี้เราเป็นบริษัทไอที แล้วด้วยธุรกิจมันเปลี่ยนแปลง สมัยก่อนเราทำเป็นธุรกิจ Gateway ให้บริการเหมือนชำระเงินผ่านระบบ SMS สมัยก่อนจะมีพวกโหลดริงโทน มีเสียงรอสาย ทุกคนจะต้องดอกจันแล้วก็ตามด้วยหมายเลข ก็จะผ่านเรา“พอรายได้ลดลงเพราะยุคสมัยมันเปลี่ยน เราก็เลยลองมองหาว่าจะมีโปรเจคต์อื่น ๆ อันไหนที่เราสามารถทำได้บ้างค่ะ เราก็เลยเดิมเนี่ยเราทำเป็น “ร้านชา” เพราะว่าหนึ่งคือมันง่าย เราจับกลุ่มลูกค้า ร้านชาเราเปิดอยู่ที่สยามสแควร์วันกับที่พระรามเก้า เราจับกลุ่มเป็นลูกค้าเหมือนแบบ ที่รักศิลปิน เขาก็จะมาเหมาร้านเพื่อจะจัดเบิร์ธเดย์ (สายซับพอร์ต) ให้ศิลปิน อย่างตอนนั้นที่ดัง ๆ ก็คือจะเป็นวันเกิดของจีซู ลิซ่า โรเซ่ และก็เจนนี่ เป็นในเครือแบล็คพิ้งค์เลย กลุ่มลูกค้าเราก็จะอยู่ในเอ็กซ์หรือทวิตเตอร์ เป็นหลัก” หลังจากนั้นเราเกิดวิกฤต(2 วิกฤต) ก็คือจะเป็น วิกฤตกราดยิงช่วงนั้นที่ทำให้นักท่องเที่ยวหายไปเลย แล้วก็จะมีช่วงแผ่นดินไหว(เมื่อปีที่แล้ว) ที่พนักงานต้องเวิร์กฟอร์มโฮมกัน เราก็เลยตัดสินใจว่ามันไม่ได้แล้วเราต้องปิด ด้วยความที่หมดสัญญาเช่าพอดี เราก็เลยตัดสินใจปิดแล้วก็มาเริ่มต้นใหม่ที่ออฟฟิศ

โดยขายแค่ เดลิเวอรี่ อย่างเดียวขายเป็น “เครื่องดื่ม” ชานม ชาเขียว ชาไทย ไข่มุก “มันเดลิเวอรี่อย่างเดียวยอดขายมันแบบตกฮวบ! ลงมาเลย แล้วเราเหลือพนักงานไว้แค่ 1 คน เอาไว้ทำออเดอร์ แล้วก็พอสักประมาณเข้าเดือนที่ 2 ค่ะ เราเหลือเงินทุนแค่ 5,000 หลังจากที่จ่ายเงินเดือนพนักงาน จ่ายค่าวัตถุดิบไปเรียบร้อยแล้ว เราก็มานั่งคิด เฮ้ยมันไม่ได้แล้ว! ทำยังไงดี” ขายอะไรเพิ่มเติมไหม? ตอนนั้นเราเริ่มจากการไปหาวัตถุดิบอะไรเพิ่มเติมมี เอาขนมมาขาย อาจจะเป็นขนมที่เป็นซับที่เขาส่งเป็นขนมแช่แข็ง เราเอามาอุ่นร้อนแล้วก็ขายพร้อมกับชา“แต่ว่ามันไม่มีความแตกต่างค่ะ มันก็เหมือน ๆ กันทุกคาเฟ่ก็มีเหมือนกัน มันรสชาติมาตรฐาน แต่มันไม่ว้าว! มันไม่แตกต่าง มันไม่เชิญชวนให้ลูกค้าต้องมาหาเรา” เราก็เลยเอ๊ะมีอะไรเพิ่มเติมไหม? เราไปหา Shio Pan เฮ้ยมันอร่อย! เราก็เลยซื้อเดลิเวอรี่จากเจ้าที่ว่าดัง ๆ เอาเข้ามาชิมก่อน เราก็ไปเจอร้าน ๆ นึงย่านเอกมัย ณ ตอนนั้นเขายังไม่ได้ออกอีเวนต์ที่ไหน ยังไม่มีคนต่อคิว เราไปเจอว่าร้านนี้แหละที่สุดแล้วของในกรุงเทพฯ“เราก็เลยไปรับมา รอบละ 100 ชิ้น เอามาขายที่ร้าน เอามาขายผ่านเดลิเวอรี่แอปจีนแอปหนึ่งที่เขามีส่วนลดให้ลูกค้า ลูกค้าจะได้ซื้อในราคาที่ถูกกว่าหน้าร้าน เราก็ได้กำไรเพิ่มมาอีก 20 บาทกับขายน้ำได้ แต่พอสักพักหนึ่งตอนที่เรารับมารอบละ 100 ชิ้น ร้านก็เริ่มไปออกบูธแล้ว เขาเริ่มส่งเราไม่ทัน พอเริ่มส่งเราไม่ทันปุ๊บเราก็ต้องงด”

งดซื้อ เราก็ต้องมาหาอีกว่า อะไรมันจะมาทำลายชิโอะปังได้วะ อะไรมันจะมาทำลายกระแสชิโอะปังได้ ขนมอะไรบ้าง? เราก็มี “ทาร์ตไข่” บ้าง ลองทำบ้าง ก็ยังไม่ปังเท่าไร เราไปเจอ Cream Puff ที่โอซาก้า คนไทยชอบไปต่อคิวค่ะ แล้วคนไทยไปรีวิวเยอะมาก ไปต่อคิวประมาณ 2 ชั่วโมง ถึงจะได้กิน

ไม่เคยไปและไม่เคยชิม OSAKA cream puff แต่ทำไมทำขายได้?!!!

เจอในฟีด ของนักรีวิวคนไทยที่เขาไปเที่ยว แล้วก็ลองไปต่อคิวชิมดู เราก็ลองแค๊ปหน้าจอแล้วก็ป้อนข้อมูลเพื่อถาม AI ว่าเอไอนี่คือขนมอะไร? “สมัยก่อน AI ก็จะเป็น Chat GPT ที่เขาใช้ฟรี ยังไม่ได้สมัครพรีเมียมนะคะใช้ฟรีด้วย สมัยก่อนไม่มีภาพไม่มีรูปภาพอะไรให้เราเลย พอโยนไปปึ๊บ บอกว่าอันนี้คือ ครีมพัฟฟ์ เธอต้องการสูตรไหม? AI ถามเรามาเราก็เลยบอกว่า เอา เอาสูตรมาให้ฉัน ฉันจะทำ” มันก็เลยลิสต์สูตรมาให้เป็นบรรทัด ๆ ว่า อันนี้กี่กรัม อันนี้กี่กรัม ฯลฯ ต้องใช้อะไรบ้าง เราก็ลองมาเทสต์ประมาณ 2 สัปดาห์ จนได้สูตรของเราก็คือ ครีมพัฟฟ์เคลือบซอสคาราเมล

“คือเราใช้ความรู้สึกในการเห็นภาพว่า ขนมอันนี้รสชาติมันต้องเป็นประมาณนี้ แล้วก็คนไทยที่ไปรีวิวเขาก็จะบอกว่ารสชาติมันแบบ มันหอม หอมเนยนะ มันแบบฉ่ำตัวไส้ แต่ว่ามันมีความมัน ๆ นัว ๆ ของอะไรสักอย่าง ถั่ว ๆ หรือเปล่า เราก็เฮ้ย! ใช่ ถั่ว เราก็เลยเอาอัลมอนต์(อัลมอนต์บด) มาผสมกับตัวแครกเกอร์เมอแรงค์ด้านบน ทำให้มีความกรอบแล้วก็นัว ๆ ของถั่ว แบบโทนถั่ว เหมือนมัทฉะโทนถั่วอะไรเงี้ย เราก็เลยเอ๊ยใช่! รสชาตินี้แหละ เราก็เลยวางขาย”ส่วนตัว “ไส้” วานิลลา เราก็ใช้วานิลลาแท้(จากฝัก) เราก็ทำเป็นสูตรก็คือ สูตรเดียวกันกับทาร์ตไข่ เพราะคนไทยก็ชอบกินทาร์ตไข่ เราก็เลยเอาตัว “ด้านบน” ของทาร์ตไข่ที่เอาไปอบ เราเอาไปกวนให้มันขึ้นรูปเป็นไส้แล้วก็มาปั่นกับวิปครีมอีกทีหนึ่ง กลายเป็นไส้ จริง ๆ คือวานิลลา ชื่อว่า วานิลลาพุดดิ้ง ก็คือมาจากทาร์ตไข่

ไส้มี 4 รสชาติหลัก วานิลลาพุดดิ้ง, ช็อกโกแลต โชโก, มัทฉะ ไวท์ช็อก, คอฟฟี่ ลาเต้

“ไส้” เราเลยไม่เหมือนใคร เราไม่ได้เป็น “นม” นำเหมือนร้านอื่นเราเป็น วานิลลา วานิลลากับทาร์ตไข่ มันคือมาจาก“จินตนาการ” ของเราเองล้วน ๆ จริงค่ะ แล้วหลังจากนั้นพอเราแกะสูตรได้ 2 สัปดาห์ เราลองตลาดต่อ ด้วยการถ่ายคลิปวิดีโอ ถ่ายคลิปลง tiktok ก่อน ลงคลิปไปวันเดียวได้ยอดวิว 2 แสน!“คือถ้าเป็นขนมครีมพัฟฟ์ “โอซาก้า” มันดัง ดังจนประเทศอื่นเขาก็ทำเหมือนกัน จะมีที่ไต้หวัน ไต้หวันเขาก็ทำครีมพัฟฟ์(แกะสูตร) ขายเหมือนกัน เราก็เลยไปดูว่านักรีวิวที่ไต้หวันเขาเก่งนะ เขาจะเขียนแคปชั่น เราก็เลยไปแปลภาษาแล้วก็คัดลอกแคปชั่นเขามา ลองดู”ไม่ต้องบินไปไกลถึงโอซาก้า อันนี้เลยเป็นร้านเราร้านแรก(ชี้ให้ดูที่สแตนดี้หน้าร้าน) ที่โพสต์ที่ทำ แล้วก็ด้วยความที่คลิปมันชอบแบบเสียงธรรมชาติ เราก็เลยบีบไส้โชว์โดยการบีบขนม คนดูมันรู้สึกสะใจ ว่าทำไมต้องบีบขนมวะ ขนมอะไรวะ แบบทำไมมันกรอบแล้วด้านในมันเป็นไส้แล้วก็ระเบิดออกมา!

เปิดขายที่บ้าน 3 เดือนว่าปังแล้ว! มีลูกค้ารีวิวให้จนได้เข้าห้างใหญ่

เราเป็นการอะแด๊ป เราไม่ได้บอกว่าเป็นออริจินัลครีมพัฟฟ์จากโอซาก้า แต่มันเป็นครีมพัฟฟ์ของ Unicorn Signature ในแบบของเราเอง“เริ่มขายที่ออฟฟิศเนี่ย วันที่ 18 กรกฎาปีที่แล้ว ประมาณ 2 อาทิตย์แรก ได้ 7 หมื่น แต่พอมาเข้า 1 เดือนเต็ม(เดือนแรก) ได้ 2 แสนบาท ใช่ค่ะ พอเราเริ่มได้ 2 แสนบาทปุ๊บ เราเริ่มมีกำไร เพราะว่าพนักงานมีคนเดียว ตอนนั้นยังไม่ได้ทำเงินเดือนให้ตัวเอง เราเอาไปสต็อกของก่อน วัตถุดิบ แล้วก็ส่วนหนึ่งเราเอาต้องไปลงทุนแล้ว ลงทุนซื้อเตา เพื่อให้มันมียอดการผลิตที่เพิ่มขึ้น แล้วก็ยอดขายเพิ่มขึ้น” 

เราไม่มีความรู้เรื่อง “เตา” เราก็เลยไปหาว่า มีเตาที่ไหนแบบมือสองก็ได้ ลองก่อน เพราะเผื่อว่าเราซื้อผิด เราเปลี่ยนใหม่เรายังไม่เสียดาย ก็ไปเจอ “พี่คนหนึ่ง” ที่เป็นผู้มีอุปการคุณเนาะ ก็สนับสนุนเรา ซื้อเตาพี่สิพี่ให้ 5,000 บาท เป็นเตาอุตสาหกรรมแบบนี้เลย คือเขาก็เห็นเราตั้งใจมีความตั้งใจ ทำขนมออกมาแล้วมันไม่ทันจริง ๆ เอาของพี่ไปพี่คิดราคาแค่นี้ เราก็เลยเอา 5,000 บาทไปซื้อเตามา กลายเป็นว่ามีเตา 2 ถาด 1 เครื่อง กับเตา 1 ถาด 1 เครื่อง ผลิตเพิ่มขึ้นเลยกำลังการผลิตเยอะขึ้น ลูกค้าก็เข้ามาเยอะขึ้น ก็รีวิวให้อีก! ก็เข้ามาอีกเรื่อย ๆ อย่างลูกค้า1 คนเนี่ย ตอนแรกเราก็บอก มันน่าจะเป็นกระแสแค่สักประมาณ 3 เดือนละมั้ง เราเลยไม่กล้าลงทุนเยอะ เพราะเราเคยเจ็บมาจากการเปิดร้านชาในห้างฯ เราก็เลยด้วยความมีประสบการณ์แล้ว เราก็เลยคิดเยอะหน่อย ตั้งใจมากขึ้น ระวังตัวมากขึ้น“พอมีเตาเยอะขึ้น ลูกค้ามารีวิวเยอะ มาซื้อซ้ำ เราลืมคิดว่า “ลูกค้าใหม่” มาเรื่อย ๆ แหละ แต่ “ลูกค้าเก่า” ที่เขามาซื้อซ้ำ มันก็ยังมีอยู่ ทีนี้กลายเป็นว่าลูกค้ามันเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าค่ะ ในเดือนที่ 3”ยอดขายเพิ่มขึ้นทุกเดือน จาก 2 อาทิตย์แรก 7 หมื่น, 2 แสน แล้วก็มา 2.5 แสน แล้วก็ขึ้นไป 3 แสน หลังจากนั้นจุดพีก&จุดเปลี่ยนคืออยู่ที่ “ห้างฯ” โทรมาของกูร์เมต์(เดอะมอลล์&พารากอน) โทรมาชวนว่าให้ไปออกบูธงานอีเว้นต์ที่ เอ็มควอเทียร์ สนใจไปไหม? กับพารากอนพี่ให้ 2 ที่เลย“เราไม่มีหน้าร้าน เราไม่มีอุปกรณ์อะไรเลย เราเลยเอาเงินที่สะสมไว้ไม่กล้าใช้ เอามาซื้อเตาเพิ่มอีกตัวหนึ่ง เตาใหม่เพื่อออกอีเวนต์ออกบูธ เพราะว่าไม่ได้เราต้องปัง! เราเข้าห้างได้แล้ว” เราก็เลยทำบูธขึ้นมา(บูธนี้) ตอนนั้นก็ยังไม่มีความรู้เรื่องการทำบูธก็การลงทุนทำบูธก็ประมาณ 5 หมื่นบาท แต่ว่าเราก็เอ๊ยไม่เป็นไรเดี๋ยวเราเอาไว้ใช้หลายรอบ เรามีเงินทุนเราก็ทำไป ซื้อเตา ซื้ออุปกรณ์ทุกอย่าง แล้วก็ “กล่อง” ออกแบบทำใหม่ เพื่อรองรับกับลูกค้าเอ็มควอเทียร์โดยเฉพาะ


(มีต่อ)
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่