การเดินทางของ “ทาร์ตไข่” ขนมข้ามวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์หลายร้อยปี สินค้าทำเงินของแบรนด์อาหารทั่วโลก

การเดินทางของ “ทาร์ตไข่” ขนมข้ามวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์หลายร้อยปี ก่อนกลายเป็นสินค้าทำเงินของแบรนด์อาหารทั่วโลก

ทาร์ตไข่ชิ้นเล็กๆ ที่เราคุ้นเคยกันดี มีเรื่องราวการเดินทางข้ามวัฒนธรรมมายาวนานหลายร้อยปี ผ่านทั้งโปรตุเกส อังกฤษ จีน ฮ่องกง และมาเก๊า ก่อนกลายเป็นขนมยอดนิยมที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับแบรนด์อาหารทั่วโลก
.
หนึ่งในนั้นคือ KFC ในประเทศจีน ที่ขายทาร์ตไข่ได้หลายร้อยล้านชิ้นต่อปี สร้างรายได้กว่า 3,000 ล้านหยวน หรือราว 15,000 ล้านบาท จนมีมุกตลกในโซเชียลมีเดียจีนว่า KFC เป็นบริษัทขายทาร์ตไข่ที่บังเอิญมีธุรกิจไก่ทอดอยู่ด้วย
.
[จุดกำเนิดของทาร์ตไข่ จากโปรตุเกสถึงฮ่องกง]
.
ทาร์ตไข่ที่เราคุ้นเคยมีเส้นทางการพัฒนาสองสายสำคัญ ได้แก่ Pastel de Nata ของโปรตุเกส ซึ่งมีประวัติเชื่อมโยงกับอาราม Jerónimos ในกรุงลิสบอน ก่อนที่ร้าน Pastéis de Belém จะเริ่มผลิตจำหน่ายในปี 1837 มีเอกลักษณ์เป็นแป้งพัฟเพสทรีกรอบ ไส้คัสตาร์ดเข้มข้น และผิวหน้าสีน้ำตาลจากการอบ
.
อีกสายหนึ่งคือ Daan Tat หรือทาร์ตไข่กวางตุ้ง ซึ่งได้รับอิทธิพลจาก Custard Tart ของอังกฤษ เริ่มปรากฏในกว่างโจวช่วงทศวรรษ 1920 ก่อนแพร่หลายไปยังฮ่องกง มีจุดเด่นคือไส้คัสตาร์ดสีเหลือง เนื้อเนียน และผิวหน้าเรียบ
.
[ ปี 1989 เมื่อทาร์ตไข่สไตล์โปรตุเกสกลายเป็นขนมขึ้นชื่อของมาเก๊า]
.
Andrew Stow ชาวอังกฤษที่เคยทำงานเป็นเภสัชกรอุตสาหกรรม เปิดร้าน Lord Stow's Bakery ในมาเก๊าปี 1989 ก่อนพัฒนาทาร์ตไข่สูตรของตัวเองขึ้นในเวลาต่อมา โดยนำแรงบันดาลใจจากขนมโปรตุเกสมาผสมผสานกับคัสตาร์ดแบบอังกฤษ
.
ช่วงแรกผู้บริโภคชาวจีนบางส่วนเข้าใจว่าทาร์ตไข่ของเขาอบไหม้ เพราะไม่คุ้นเคยกับผิวหน้าสีน้ำตาลเข้ม แต่เมื่อได้ทดลองชิม ขนมสูตรนี้ก็ค่อยๆ ได้รับความนิยมจนกลายเป็นหนึ่งในของขึ้นชื่อของมาเก๊า
.
[ปี 1999 เมื่อ KFC นำทาร์ตไข่ไปสร้างธุรกิจหมื่นล้าน]
.
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1999 เมื่อ Margaret Wong อดีตภรรยาของ Andrew Stow ซึ่งดำเนินธุรกิจร้านทาร์ตไข่ Margaret's Café e Nata ในมาเก๊า อนุญาตให้ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ KFC ใช้สูตรทาร์ตไข่ของเธอ ก่อนที่ KFC จะนำไปจำหน่ายในฮ่องกงและไต้หวัน และขยายเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ในช่วงต้นทศวรรษ 2000
.
KFC เปิดร้านแรกในจีนตั้งแต่ปี 1987 และเคยเป็นสถานที่สำหรับฉลองโอกาสพิเศษของหลายครอบครัว เมื่อทาร์ตไข่เข้ามาอยู่ในเมนู ขนมชนิดนี้จึงค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำวัยเด็กของคนจีนหลายรุ่น ทั้งการได้รับเป็นรางวัลหลังสอบได้คะแนนดี หรือรับประทานเป็นของหวานกับครอบครัว
.
หลายทศวรรษต่อมา ทาร์ตไข่กลายเป็นสินค้าสร้างรายได้มหาศาลให้ KFC โดยแบรนด์ยังพัฒนารสชาติใหม่ๆ เช่น ทุเรียนและไข่แดงเค็ม รวมถึงนำไปต่อยอดในธุรกิจกาแฟ KCoffee ผ่านเมนูที่ผสมผสานกาแฟกับทาร์ตไข่
.
[ทาร์ตไข่เดินทางต่อ และสร้างธุรกิจให้แบรนด์อาหารทั่วโลก]
.
อีกตัวอย่างคือ Bakehouse ร้านเบเกอรีในฮ่องกงที่เปิดร้านค้าปลีกแห่งแรกปี 2018 และพัฒนาทาร์ตไข่ด้วยแป้ง Sourdough จนมีลูกค้าหลายร้อยคนมาต่อคิวหน้าร้าน ทางเท้าแออัด และร้านค้าใกล้เคียงต้องร้องเรียน ปัจจุบันขายทาร์ตไข่ได้ประมาณ 30,000 ชิ้นต่อวัน
.
ส่วนประเทศไทยมี Kanom ที่เปิดร้านแรกในปี 1999 โดยนำสูตรทาร์ตไข่จากมาเก๊ามาจำหน่าย ก่อนที่ YOLK จะเปิดตัวในปี 2024 โดยนำแรงบันดาลใจจากทาร์ตไข่ฮ่องกงมาพัฒนาสูตรและสร้างแบรนด์ให้เข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่
.
[เมื่อแบรนด์จากโปรตุเกสกลับมา แต่รสนิยมผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว]
.
ปี 2026 McDonald's เริ่มทดลองจำหน่ายทาร์ตไข่ในบางเมืองของจีน ขณะที่แบรนด์โปรตุเกสอย่าง Manteigaria และ Santa Nata ก็ขยายธุรกิจเข้าสู่ฮ่องกง
.
แต่ Manteigaria กลับพบว่าผู้บริโภคฮ่องกงบางส่วนคุ้นเคยกับรสชาติทาร์ตไข่แบบ KFC มากกว่า โดย Fabio Pombo ผู้บริหาร Manteigaria บอกว่า ลูกค้าบางส่วนคาดหวังรสชาติที่คล้าย KFC และต้องการรสชาติไข่ที่ชัดเจนกว่า
.
สำหรับตลาดฮ่องกง Manteigaria จึงต้องปรับสูตรโดยลดปริมาณน้ำตาลลงครึ่งหนึ่งจากสูตรที่ขายในโปรตุเกส พร้อมรักษาเอกลักษณ์ของขนมต้นตำรับเอาไว้ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีจนผู้บริหารระบุว่าข้อจำกัดสำคัญของร้านอยู่ที่กำลังการผลิต ซึ่งทำได้สูงสุดประมาณ 5,000 ชิ้นต่อวัน
.
เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทาร์ตไข่ที่มีรากจากโปรตุเกส ผ่านการพัฒนาสูตรในมาเก๊า และเติบโตเป็นสินค้าทำเงินให้ KFC ในจีน ได้สร้างความคุ้นเคยให้กับผู้บริโภคมาหลายทศวรรษ จนเมื่อแบรนด์จากประเทศต้นกำเนิดกลับเข้ามาทำตลาดในเอเชีย ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับรสนิยมที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่มา :Marketing

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่