City of Blood (เมืองลวงเลือด)


ตอนที่ 1: เศษเสี้ยวลมหายใจใต้ชัตเตอร์เหล็ก
โครม!
แผ่นชัตเตอร์เหล็กม้วนสะเทือนอย่างแรงจากแรงโถมกระแทก โครงเหล็กด้านล่างงอเผยอขึ้นมาอีกหลายนิ้ว ฝุ่นปูนและเศษสนิมร่วงกราวลงบนหัวผมท่ามกลางความมืดมิด
ภายในร้านขายของชำห้องแถวแห่งนี้ไม่มีแสงไฟแม้แต่น้อย หลอดไฟนีออนบนเพดานดับสนิท และสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการมองในที่มืดอย่างผม... โลกตรงหน้าพร่ามัวจนแทบกลายเป็นสีดำสนิท
มิติความลึก ขอบโต๊ะ และชั้นวางของที่ล้มระเนระนาด กลืนหายไปกลายเป็นเงาตะคุ่มมืดทึบที่หลอกหลอนสายตา
ผมไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมมือไปควานหาโทรศัพท์เพื่อเปิดไฟฉาย ไม่ใช่เพราะกลัวแสง... เพราะรู้ดีว่าพวกมันที่อยู่ข้างนอกนั่นตาบอดสนิทจากเส้นเลือดฝอยที่แตกทะลักไปหมดแล้ว
แต่สิ่งที่ผมกลัวจนจับขั้วหัวใจ คือเสียงปลายนิ้วที่อาจจะเสียดสีกับหน้าจอ เสียงขยับข้อต่อกระดูก หรือกลิ่นเหงื่อกาฬที่กำลังพวยพุ่งออกจากร่างอันสั่นเทาของตัวเองต่างหาก ที่จะกลายเป็นเครื่องนำทางชั้นดีล่อให้พวกมันพุ่งเข้ามากระชากคอหอย
กึก... กึก... กึก...
เสียงบดฟันกรามรุนแรงดังกึกก้องสะท้อนมาจากเบื้องล่าง ผสมกับเสียงเล็บมือที่ครูดกรีดกับแผ่นเหล็กดังกริ๊ดๆ
ผมทิ้งตัวนั่งคุกเข่า แผ่นหลังแนบชิดกับเสาปูนข้างบันได สองตาก้มมองไปยังช่องว่างแคบๆ ไม่ถึงครึ่งฟุตใต้ประตูเหล็กม้วนที่ยกเผยอขึ้นจากพื้น...
ตรงนั้น มีมือสีซีดเปรอะคราบเลือดแห้งกรังสองข้างกำลังสอดข้ามธรณีประตู ตะเกียกตะกายกวาดควานไปมาบนพื้นกระเบื้องอย่างบ้าคลั่ง
และข้างใต้เงามืดของขอบเหล็ก ใบหน้าหนึ่งกำลังแนบตะแคงชิดติดพื้นปูน จ้องเขม็งสวนเข้ามาในร้าน
ผมสะท้านเยือกไปถึงแกนกระดูกสันหลัง
ดวงตาคู่นั้น... ตาขาวแตกละเอียดกลายเป็นสีแดงก่ำฉานราวกับลิ่มเลือด ลูกตาสีแดงปูดโปนสบประสานเข้ากับสายตาของผมพอดิบพอดีในความสลัว
ริมฝีปากที่ฉีกขาดอ้ากว้าง ขากรรไกรกระตุกบดฟันหน้าหักครึ่งซี่ เลือดสดๆ ไหลทะลักปนฟองน้ำลายย้อยลงบนพื้นกระเบื้อง
มันไม่กะพริบตา ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด และไม่มีแววของความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
กลิ่นคาวสนิมและกลิ่นเน่าอับจากลมหายใจของมันลอยพ่นลอดผ่านร่องชัตเตอร์เข้ามาแตะจมูก
มือขวาของผมที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นสั่นระริกจนแทบไม่มีแรงกำมีดทำครัวสแตนเลสเล่มยาวในมือ
สมองของผมตีบตัน ร่างกายแข็งทื่อเหมือนถูกสาป... กูจะทำยังไงดีวะ?
ทางเลือกแรก... กูควรจะขดตัวซ่อนอยู่ในซอกมืดๆ ตรงนี้ต่อไปงั้นเหรอ? กัดฟันทนหิวน้ำจนไส้กิ่ว ภาวนาในใจลมๆ แล้งๆ ให้มีปาฏิหาริย์ ให้มีทหาร ตำรวจ หรือใครสักคนโผล่มาช่วย... หวังพึ่งเศษเสี้ยวโชคชะตาเฮงซวยที่เคยพาผมรอดจากโรคระบาดทุกรอบมาได้เหมือนที่ผ่านมา? ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าบนถนนข้างนอกนั่นไม่มีใครเหลือรอดมาช่วยใครได้อีกแล้ว
หรือทางเลือกที่สอง... รวบรวมความบ้า กระชากมีดเล่มนี้แล้วถีบประตูพุ่งออกไปฟัดกับพวกมันให้รู้แล้วรู้รอดเหมือนพระเอกในหนังวันสิ้นโลก?
แต่ความคิดนั้นก็ตบหน้าผมอย่างโหดเหี้ยม... ตลอดชีวิตสามสิบห้าปี ผมเป็นแค่เซลล์แมนกระจอกที่ไม่เคยมีเรื่องชกต่อย ไม่เคยแตะต้องอาวุธ และไม่มีทักษะการต่อสู้ ยิ้มอะไรเลยสักอย่าง
แค่เปิดประตูออกไป ไม่ถึงสามวินาที ฟันหักๆ ใต้เงามืดนั่นก็จะกระชากหลอดลมผมขาดกระจุย
แล้วทางเลือกสุดท้ายล่ะ...
ผมยกมือข้างที่กำมีดขึ้นช้าๆ คมมีดสแตนเลสเย็นเยียบแตะเข้าที่ผิวเนื้อบริเวณลำคอใต้คางของตัวเอง
แรงสั่นเทิ้มจากชีพจรที่เต้นกระหน่ำสะท้อนผ่านใบมีดจนเจ็บแปลบ
หรือจะใช้ปลายมีดเล่มนี้... จ้วงแทงเข้าไปให้มันจบๆ ไปซะตรงนี้?
อย่างน้อย... การกลั้นใจตายด้วยมือตัวเองในความเงียบ ก็คงทรมานน้อยกว่าการนอนดิ้นทุรนทุรายให้พวกมันรุมฉีกเนื้อ กัดแทะอวัยวะภายในทั้งเป็น จนกลายเป็นซากกระดูกคาพื้นร้าน
น้ำตาอุ่นๆ ไหลรินออกมาอาบสองแก้ม มันไม่ใช่น้ำตาของความเศร้า... แต่มันคือน้ำตาของความสมเพชตัวเอง
รัฐบาลเฮงซวยกับผู้นำหน้าโง่ที่วันๆ เอาแต่พูดพล่ามออกทีวีว่าเอาอยู่ ชาตินี้ผมไม่เคยเชื่อคำพูดเพ้อเจ้อของพวกมันอยู่แล้ว แต่สังคมหัวนี่ต่างหากที่ทำให้ทุกอย่างพังพินาศ...
วันๆ มัวแต่บ้าการเมือง แบ่งข้างด่ากันเหมือนหมา พอมีสัญญาณเตือนภัยหลุดออกมาในเน็ต พวกเวรนั่นก็ยิ้มหัวเราะเยาะ ตราหน้าว่าเป็นแค่คลิปขยะที่เจนจาก AI แล้วพากันกดรีพอร์ตทิ้ง หมอกระทรวงก็โง่ดักดาน แจกยาต้านหวัดนั่นไปทั่วเมืองจนกลายเป็นตัวเร่งนรกแตกใส่หัวคนบริสุทธิ์
ประเทศนี้มันพังเพราะระบบสวะกับพวกงี่เง่าพวกนั้นแท้ๆ...
แต่ในวินาทีที่คมมีดกดลึกเข้าเนื้อจนรู้สึกถึงหยดเลือดอุ่นๆ... ความจริงอันน่ารังเกียจก็สะท้อนกลับมาตอกย้ำก้นบึ้งหัวใจ
ปากบอกรู้ทัน ปากบอกเกลียดพวกมัน... แต่ตัวผมเองตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมากลับนั่งกระดิกตีนใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่คิดจะเตรียมน้ำ ไม่คิดจะตุนข้าวสาร ไม่เคยคิดจะลุกขึ้นมาขยับตัวทำห่าอะไรเลยสักอย่าง
สุดท้าย... คนอวดฉลาดแต่ขี้เกียจและเฉยเมยอย่างผม ก็ต้องมาชดใช้กรรม รอความตายอยู่ในรูมินิมาร์ทซอมซ่อแห่งนี้
กึก... กึก... กึก...
เสียงขบฟันดังชิดเข้ามาใต้ฝ่าเท้า
เรื่องทั้งหมดนี้... มันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อหนึ่งเดือนก่อน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่