
ตอนที่ 2: วัวคลั่งและห่วงโซ่หายนะ
วันเวลา: 6 สิงหาคม - 7 สิงหาคม 2568
สถานที่: ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีวภาพขั้นสูง (R&D BSL-3) บ.แอโกร-ไบโอไซเอนซ์ อำเภอปากช่อง สู่ตลาดสดเทศบาลเมืองปากช่อง
แดดยามบ่ายแก่ๆ ภายนอกเริ่มคล้อยต่ำลงหลังแนวทิวเขายายเที่ยง
ทว่าภายในอาคารวิจัยคอนกรีตหนาสองชั้น แสงตะวันถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง เสียงฮัมต่ำของระบบระบายอากาศแรงดันลบดังก้องอยู่ในโสตประสาทอย่างน่ารำคาญ
แสงหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์สีขาวซีดสะท้อนลงบนพื้นอีพ็อกซี่ไร้รอยต่อ กลิ่นสารฟอกขาวคลอรีนเข้มข้นผสมกับกลิ่นไอเย็นยะเยือกของถังเก็บไนโตรเจนเหลวฟุ้งอยู่ในอากาศ
อุณหภูมิควบคุมภายในห้องปฏิบัติการชีวนิรภัยระดับสาม บนเนินเขาสูงของอำเภอปากช่อง คงที่อยู่ที่สิบแปดองศาเซลเซียส ทว่าเหงื่อกาฬกลับผุดพรายเปียกชุ่มอยู่ใต้หน้ากากกรองอากาศแบบครอบเต็มหน้าของ ดร.ธีรเดช เมื่อเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงห้าโมงเย็น
ผ่านช่องกระจกหนาสามชั้นของห้องกักกันสัตว์ทดลอง วัวหนุ่มสายพันธุ์เนื้อตัวหนึ่งกำลังยืนอยู่ในท่าที่ขัดกับสรีรวิทยาของสิ่งมีชีวิต
หัวของมันพับเอียงไปข้างหลังเกือบเก้าสิบองศา ดวงตาสองข้างขุ่นขาวจนไม่เห็นตาดำ ลิ้นสีม่วงคล้ำห้อยพะรุงพะรังมีฟองน้ำลายปนฟองเลือดหยดติ๋งๆ กล้ามเนื้อสันหลังและโคนขาของมันปูดเกร็งเป็นมัดกล้ามแข็งทื่อ
กึก... กึก... กึก...
เสียงขบฟันกรามรุนแรงดังก้องจนฟันแท้หักกระเด็นลงพื้นกรง เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปาก
ทันใดนั้น เมื่อวัวตัวนั้นรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของมนุษย์หน้ากระจก มันก็หันขวับ!
โครมมม!
กะโหลกหนาของมันพุ่งชนเข้ากับกระจกลามิเนตอย่างบ้าคลั่งโดยไม่ชะลอความเร็ว แรงกระแทกส่งผลให้เนื้อหน้าผากฉีกขาดจนเห็นแผ่นกระดูกขาวโพลน เลือดแดงฉานสาดกระจายเปรอะกระจกเป็นดวงใหญ่
แต่มันกลับไม่ร้องสักแอะ มันเอาหน้าผากที่แตกยับกระแทกซ้ำๆ ตาเหลือกโพลง ขากรรไกรอ้ากว้างพยายามกัดแทะโครงเหล็กจนฟันหน้าหลุดหักเลือดกบปาก
"อาจารย์ครับ... ผลสเปกโตรมิเตอร์รอบสองยืนยันแล้วครับ" กานต์ ผู้ช่วยนักวิจัยพูดผ่านอินเตอร์คอมด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน
"สารสังเคราะห์โปรตีนเร่งโตโครงการ Apex-Grow รหัส AG-709 มันกลายพันธุ์เป็นพรีออนดัดแปลงติดเชื้อ แล้วหลอมรวมรหัสพันธุกรรมเข้ากับเวกเตอร์ไวรัสไข้สมองอักเสบ กลายเป็นอนุภาคชีวภาพลูกผสมที่ทนความร้อนสูงถึงสามร้อยองศา และทนกรดในกระเพาะสัตว์เคี้ยวเอื้องได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ!"
"ยุติการทดลองทันที!" ธีรเดชสั่งเสียงกร้าว แม้หัวใจจะเต้นระทึกด้วยความหวาดกลัว
"ฉีดยาการุณยฆาตวัวทดลองทุกตัวในบล็อกซีเดี๋ยวนี้! ขนซากสัตว์และกระสอบหัวอาหารล็อต AG-709 ทั้งหมดเข้าห้องกักกันขยะชีวภาพ ล็อคแม่กุญแจสองชั้น แล้วส่งเข้าเตาเผาความร้อนสูงหนึ่งพันองศาคืนนี้ ห้ามให้สารนี้เล็ดลอดออกจากตึกนี้แม้แต่ไมโครกรัมเดียว!"
ในเย็นวันนั้น เมื่อเห็นร่างแน่นิ่งของวัวทดลองถูกฉีดยาการุณยฆาตจนหัวใจหยุดเต้น และกระสอบหัวอาหารล็อต AG-709 ทั้งหมดถูกคนงานลำเลียงเข้าสู่ห้องกักกันขยะชีวภาพพร้อมคล้องแม่กุญแจสองชั้น ดร.ธีรเดชจึงถอดชุดป้องกันทิ้งลงถังฆ่าเชื้อ เดินออกจากอาคารวิจัยด้วยลมหายใจที่โล่งอก
เขาสตาร์ทรถขับกลับบ้านพักในอำเภอปากช่อง ปล่อยให้ความเงียบสงัดยามโพล้เพล้กลืนกินลานเตาเผาขยะด้านหลังอาคารไปอย่างช้าๆ
...
กลางดึก ตีหนึ่งเศษ วันที่ 7 สิงหาคม
ความมืดมิดถูกขับเน้นด้วยแสงไฟนีออนสีส้มสลัว เตาเผาขยะชีวภาพขนาดมหึมาดับสนิท ไร้เปลวไฟและไร้ควัน มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนและเสียงลากกระสอบครืดคราดไปกับพื้นปูน
"เฮ้ย เบาๆ ตีนหน่อยไอ้นึก เดี๋ยว รปภ. ประตูด้านหน้ามันเดินวนมาได้ยินเข้า"
เสียงกระซิบห้วนสั้นดังมาจาก 'สมควร' ชายวัยสี่สิบในชุดคนงานเปื้อนฝุ่น เขากับ 'สมนึก' ร่างผอมเกร็ง กำลังช่วยกันแบกกระสอบอาหารสัตว์สีขาวหนาหนักสามสิบห้ากิโลกรัม ขึ้นเรียงซ้อนบนท้ายรถกระบะตอนเดียวเสริมคอกเหล็กสูง
บนผิวกระสอบสีขาวมีตราประทับสีแดงคำว่า
[BIO-HAZARD / รอทำลาย] แต่คนงานทั้งสองหาได้สนใจไม่
"กลัว

ไรพี่ควร ทำกันมาตั้งกี่รอบแล้ว" นึกปาดเหงื่อที่แสบตา ปากหอบแฮ่ก สองมือกระชากกระสอบสามสิบห้ากิโลเหวี่ยงขึ้นคอกเหล็กเสียงดัง ตึ้ก!
"ของเกรดขุนพิเศษชัดๆ หัวหน้าแล็บ

สั่งเผาทิ้งเฉย เสียของ

... รถคอกสระบุรีมันรออยู่ปากซอยโน่น ร้อยกระสอบหมื่นนึง แบ่งกับกูคนละครึ่งห้าพันเนื้อๆ นอนกอดเงินสบายใจกว่าเยอะ"
"แล้วใบกำกับหน้าเตาล่ะวะ? ฝ่ายสต็อก

ตรวจเจอกูโดนเล่นคนแรกนะเว้ย"
"กูกาช่องเผาเรียบร้อยตั้งแต่หัวค่ำแล้ว ปิดเตาไว้แบบนี้ บริษัท

ต้องกราบตีนเราด้วยซ้ำ ประหยัดค่าน้ำมันเตาไปตั้งเท่าไหร่"
นึกหัวเราะแห้งๆ ชี้ปลายคางไปทางร่องปูน "รีบยกเถอะพี่ ร่องระบายน้ำตรงนั้นกูก็กวาดเศษอาหารที่ถุงแตกยัดเข้าเตาไปบ้างแล้ว เหลือคราบขาวๆ ติดซอกปูนช่างหัว

ฝนตกเดี๋ยวก็ชะลงท่อหมด!"
"แล้วซากวัวทดลองตัวนั้นล่ะวะ?" พี่ควรขมวดคิ้วถามพลางดันกระสอบใบสุดท้ายขึ้นท้ายกระบะ
"ไอ้แป๊ะมันโทรบอกคนรู้จักเอารถมารับซื้อยกตัวไปแล้วพี่"
นึกหัวเราะหึๆ ดันฝาท้ายกระบะปิดเสียงดัง ปัง! ก่อนจะกระโดดขึ้นฝั่งคนขับ สตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเหยียบคันเร่งพารถกระบะแล่นดับไฟหน้า เลี้ยวลับหายออกไปทางประตูด้านหลัง
ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและเสียงหยดน้ำแหมะๆ ก้นร่องระบายน้ำคอนกรีต
ใต้แผ่นตะแกรงเหล็กขึ้นสนิม ปลายจมูกทู่สีชมพูเปรอะคราบโคลนคู่หนึ่งค่อยๆ โผล่ออกมาจากเงามืด หนวดเคราสั่นระริกตามกลิ่นคาวหอมหวานของผงโปรตีนที่ตกค้างตามซอกปูน
เสียงลิ้นแทะเลียดัง จ๊อบ... จ๊อบ... แผ่วเบาปนเปกับเสียงฟันคู่หน้าบดกระทบกันถี่รัว ดังกึก... กึก... กึก... ก่อนที่เงาร่างอ้วนป้อมนั้นจะมุดผลุบหายกลับลงสู่ความมืดมิดใต้ท่อน้ำทิ้ง
...
ตีสอง เพิงพักคนงานหลังโรงชำแหละ
กลิ่นควันไฟ กลิ่นเลือดสด และเสียงเพลงหมอลำซิ่งดังแว่วมาจากลำโพงบลูทูธราคาถูก
ใต้เพิงสังกะสีหลังโรงงาน ไอ้แป๊ะกับเพื่อนคนงานอีกสองคนกำลังนั่งล้อมวงก๊งเหล้าขาว โดยมี 'หมออ๊อด' สัตวแพทย์หนุ่มฝ่ายควบคุมคุณภาพ (QC) นั่งขัดสมาธิร่วมวงอยู่ด้วย
ตรงกลางวงคือจานสังกะสีที่พูนไปด้วย
ก้อยดิบ ซอยจุ๊ และตับหวานสดๆ ชิ้นเนื้อแดงฉ่ำไร้กลิ่นสาบที่แป๊ะแอบกรีดปาดมาจากซากวัวทดลองในโรงเรือน ถูกซอยเป็นแผ่นบาง จิ้มลงในน้ำจิ้มแจ่วขมดีวัวแท้
"เป็นไงหมอ เนื้อวัวบ้านพี่ชายผมแถวมวกเหล็ก ล้มเมื่อหัวค่ำเลยรีบแล่ใส่ถังน้ำแข็งเอามาฝาก" แป๊ะปั้นหน้ายิ้ม
หมออ๊อดใช้ช้อนตักชิ้นตับสดสีแดงก่ำฉ่ำน้ำขึ้นมาพินิจดูตามสัญชาตญาณวิชาชีพ นิ้วมือบีบดูความแน่น ผิวสัมผัสเรียบเนียน ไร้ตุ่มหนอง ไร้ถุงพยาธิใบไม้ในตับ
"เออ เนื้อโคตรสวยเลยว่ะพี่แป๊ะ กล้ามเนื้อแน่น ไขมันแทรกละเอียด ตับก็ไม่มีรอยโรค พยาธิก็ไม่มี"
หมอหนุ่มยิ้มกว้างอย่างชะล่าใจ ก่อนจะจิ้มแจ่วขมแล้วส่งเข้าปากเคี้ยวหยับๆ
"หวานเจี๊ยบเลยว่ะ! เลือดสดๆ แบบนี้พี่ไปเอาดีวัวแท้มาจากไหนเนี่ย ขมแปแล่มกำลังดี... แหม ถ้าไม่ติดว่าไอ้ฝนมันท้องแก่อยู่บ้านนะ คืนนี้ผมซัดยาวกับพวกพี่ยันสว่างแน่"
หมออ๊อดกระดกเหล้าขาวตามลงคอดัง เอื๊อก ยกหลังมือปาดคราบเลือดสดผสมน้ำจิ้มแจ่วขมที่มุมปาก ก่อนจะลุกขึ้นลาขับรถกลับบ้านพักไปหาภรรยาที่ท้องแก่แปดเดือน
คล้อยหลังหมออ๊อดไปไม่กี่นาที รถกระบะของ 'เสี่ยวิชัย' เจ้าของเขียงเนื้อใหญ่ตลาดปากช่องก็แล่นเข้ามาจอดเทียบ
เงินสดสองหมื่นบาทถูกยื่นส่งให้แป๊ะ แลกกับซากวัวทดลองที่ถูกรอกดึงขึ้นท้ายกระบะอย่างเร่งรีบ
...
ตีสามครึ่ง ตลาดสดเทศบาลเมืองปากช่อง
เสี่ยวิชัยสั่งลูกน้องแล่เนื้อสันใน สันนอก ตะโพก และเครื่องในสี่สิบกิโลกรัม อัดลังโฟมส่งตรงไปยังร้าน
'ลาบเป็ด-เนื้อย่างมิตรภาพ' ริมถนนใหญ่แต่เช้าตรู่ เพื่อเตรียมจัดเลี้ยงงานใหญ่
และในเวลาเก้าโมงเช้า... งานเลี้ยง
'มุทิตาจิตแด่ผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2568' ก็เริ่มต้นขึ้น
ข้าราชการระดับสูง หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ และครูอาจารย์กว่าสองร้อยชีวิตจากกรุงเทพฯ สระบุรี โคราช ขอนแก่น และลพบุรี ต่างพากันตักก้อยเนื้อสด ซอยจุ๊ ต้มแซ่บ และเนื้อย่างเข้าปากกันอย่างเอร็ดอร่อย ทุกคนต่างเอ่ยปากชมว่าเนื้อวัวร้านนี้สดหวานนุ่มลิ้นสมคำร่ำลือ
เมื่อบ่ายคล้อย ข้าราชการเหล่านั้นต่างพากันหิ้วกล่องโฟมกับข้าวที่เหลือ แยกย้ายขึ้นรถตู้ รถเก๋งส่วนตัว และรถประจำทาง
หมุนล้อกระจายตัวกลับสู่หัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ... ท่ามกลางแสงแดดบ่ายที่ยังคงสาดส่องลงมาอย่างอบอุ่น ราวกับเป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่ง
City of Blood (เมืองลวงเลือด
ตอนที่ 2: วัวคลั่งและห่วงโซ่หายนะ
วันเวลา: 6 สิงหาคม - 7 สิงหาคม 2568
สถานที่: ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีวภาพขั้นสูง (R&D BSL-3) บ.แอโกร-ไบโอไซเอนซ์ อำเภอปากช่อง สู่ตลาดสดเทศบาลเมืองปากช่อง
แดดยามบ่ายแก่ๆ ภายนอกเริ่มคล้อยต่ำลงหลังแนวทิวเขายายเที่ยง
ทว่าภายในอาคารวิจัยคอนกรีตหนาสองชั้น แสงตะวันถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง เสียงฮัมต่ำของระบบระบายอากาศแรงดันลบดังก้องอยู่ในโสตประสาทอย่างน่ารำคาญ
แสงหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์สีขาวซีดสะท้อนลงบนพื้นอีพ็อกซี่ไร้รอยต่อ กลิ่นสารฟอกขาวคลอรีนเข้มข้นผสมกับกลิ่นไอเย็นยะเยือกของถังเก็บไนโตรเจนเหลวฟุ้งอยู่ในอากาศ
อุณหภูมิควบคุมภายในห้องปฏิบัติการชีวนิรภัยระดับสาม บนเนินเขาสูงของอำเภอปากช่อง คงที่อยู่ที่สิบแปดองศาเซลเซียส ทว่าเหงื่อกาฬกลับผุดพรายเปียกชุ่มอยู่ใต้หน้ากากกรองอากาศแบบครอบเต็มหน้าของ ดร.ธีรเดช เมื่อเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงห้าโมงเย็น
ผ่านช่องกระจกหนาสามชั้นของห้องกักกันสัตว์ทดลอง วัวหนุ่มสายพันธุ์เนื้อตัวหนึ่งกำลังยืนอยู่ในท่าที่ขัดกับสรีรวิทยาของสิ่งมีชีวิต
หัวของมันพับเอียงไปข้างหลังเกือบเก้าสิบองศา ดวงตาสองข้างขุ่นขาวจนไม่เห็นตาดำ ลิ้นสีม่วงคล้ำห้อยพะรุงพะรังมีฟองน้ำลายปนฟองเลือดหยดติ๋งๆ กล้ามเนื้อสันหลังและโคนขาของมันปูดเกร็งเป็นมัดกล้ามแข็งทื่อ
กึก... กึก... กึก...
เสียงขบฟันกรามรุนแรงดังก้องจนฟันแท้หักกระเด็นลงพื้นกรง เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปาก
ทันใดนั้น เมื่อวัวตัวนั้นรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของมนุษย์หน้ากระจก มันก็หันขวับ!
โครมมม!
กะโหลกหนาของมันพุ่งชนเข้ากับกระจกลามิเนตอย่างบ้าคลั่งโดยไม่ชะลอความเร็ว แรงกระแทกส่งผลให้เนื้อหน้าผากฉีกขาดจนเห็นแผ่นกระดูกขาวโพลน เลือดแดงฉานสาดกระจายเปรอะกระจกเป็นดวงใหญ่
แต่มันกลับไม่ร้องสักแอะ มันเอาหน้าผากที่แตกยับกระแทกซ้ำๆ ตาเหลือกโพลง ขากรรไกรอ้ากว้างพยายามกัดแทะโครงเหล็กจนฟันหน้าหลุดหักเลือดกบปาก
"อาจารย์ครับ... ผลสเปกโตรมิเตอร์รอบสองยืนยันแล้วครับ" กานต์ ผู้ช่วยนักวิจัยพูดผ่านอินเตอร์คอมด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน
"สารสังเคราะห์โปรตีนเร่งโตโครงการ Apex-Grow รหัส AG-709 มันกลายพันธุ์เป็นพรีออนดัดแปลงติดเชื้อ แล้วหลอมรวมรหัสพันธุกรรมเข้ากับเวกเตอร์ไวรัสไข้สมองอักเสบ กลายเป็นอนุภาคชีวภาพลูกผสมที่ทนความร้อนสูงถึงสามร้อยองศา และทนกรดในกระเพาะสัตว์เคี้ยวเอื้องได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ!"
"ยุติการทดลองทันที!" ธีรเดชสั่งเสียงกร้าว แม้หัวใจจะเต้นระทึกด้วยความหวาดกลัว
"ฉีดยาการุณยฆาตวัวทดลองทุกตัวในบล็อกซีเดี๋ยวนี้! ขนซากสัตว์และกระสอบหัวอาหารล็อต AG-709 ทั้งหมดเข้าห้องกักกันขยะชีวภาพ ล็อคแม่กุญแจสองชั้น แล้วส่งเข้าเตาเผาความร้อนสูงหนึ่งพันองศาคืนนี้ ห้ามให้สารนี้เล็ดลอดออกจากตึกนี้แม้แต่ไมโครกรัมเดียว!"
ในเย็นวันนั้น เมื่อเห็นร่างแน่นิ่งของวัวทดลองถูกฉีดยาการุณยฆาตจนหัวใจหยุดเต้น และกระสอบหัวอาหารล็อต AG-709 ทั้งหมดถูกคนงานลำเลียงเข้าสู่ห้องกักกันขยะชีวภาพพร้อมคล้องแม่กุญแจสองชั้น ดร.ธีรเดชจึงถอดชุดป้องกันทิ้งลงถังฆ่าเชื้อ เดินออกจากอาคารวิจัยด้วยลมหายใจที่โล่งอก
เขาสตาร์ทรถขับกลับบ้านพักในอำเภอปากช่อง ปล่อยให้ความเงียบสงัดยามโพล้เพล้กลืนกินลานเตาเผาขยะด้านหลังอาคารไปอย่างช้าๆ
...
กลางดึก ตีหนึ่งเศษ วันที่ 7 สิงหาคม
ความมืดมิดถูกขับเน้นด้วยแสงไฟนีออนสีส้มสลัว เตาเผาขยะชีวภาพขนาดมหึมาดับสนิท ไร้เปลวไฟและไร้ควัน มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนและเสียงลากกระสอบครืดคราดไปกับพื้นปูน
"เฮ้ย เบาๆ ตีนหน่อยไอ้นึก เดี๋ยว รปภ. ประตูด้านหน้ามันเดินวนมาได้ยินเข้า"
เสียงกระซิบห้วนสั้นดังมาจาก 'สมควร' ชายวัยสี่สิบในชุดคนงานเปื้อนฝุ่น เขากับ 'สมนึก' ร่างผอมเกร็ง กำลังช่วยกันแบกกระสอบอาหารสัตว์สีขาวหนาหนักสามสิบห้ากิโลกรัม ขึ้นเรียงซ้อนบนท้ายรถกระบะตอนเดียวเสริมคอกเหล็กสูง
บนผิวกระสอบสีขาวมีตราประทับสีแดงคำว่า [BIO-HAZARD / รอทำลาย] แต่คนงานทั้งสองหาได้สนใจไม่
"กลัว
"ของเกรดขุนพิเศษชัดๆ หัวหน้าแล็บ
"แล้วใบกำกับหน้าเตาล่ะวะ? ฝ่ายสต็อก
"กูกาช่องเผาเรียบร้อยตั้งแต่หัวค่ำแล้ว ปิดเตาไว้แบบนี้ บริษัท
นึกหัวเราะแห้งๆ ชี้ปลายคางไปทางร่องปูน "รีบยกเถอะพี่ ร่องระบายน้ำตรงนั้นกูก็กวาดเศษอาหารที่ถุงแตกยัดเข้าเตาไปบ้างแล้ว เหลือคราบขาวๆ ติดซอกปูนช่างหัว
"แล้วซากวัวทดลองตัวนั้นล่ะวะ?" พี่ควรขมวดคิ้วถามพลางดันกระสอบใบสุดท้ายขึ้นท้ายกระบะ
"ไอ้แป๊ะมันโทรบอกคนรู้จักเอารถมารับซื้อยกตัวไปแล้วพี่"
นึกหัวเราะหึๆ ดันฝาท้ายกระบะปิดเสียงดัง ปัง! ก่อนจะกระโดดขึ้นฝั่งคนขับ สตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเหยียบคันเร่งพารถกระบะแล่นดับไฟหน้า เลี้ยวลับหายออกไปทางประตูด้านหลัง
ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและเสียงหยดน้ำแหมะๆ ก้นร่องระบายน้ำคอนกรีต
ใต้แผ่นตะแกรงเหล็กขึ้นสนิม ปลายจมูกทู่สีชมพูเปรอะคราบโคลนคู่หนึ่งค่อยๆ โผล่ออกมาจากเงามืด หนวดเคราสั่นระริกตามกลิ่นคาวหอมหวานของผงโปรตีนที่ตกค้างตามซอกปูน
เสียงลิ้นแทะเลียดัง จ๊อบ... จ๊อบ... แผ่วเบาปนเปกับเสียงฟันคู่หน้าบดกระทบกันถี่รัว ดังกึก... กึก... กึก... ก่อนที่เงาร่างอ้วนป้อมนั้นจะมุดผลุบหายกลับลงสู่ความมืดมิดใต้ท่อน้ำทิ้ง
...
ตีสอง เพิงพักคนงานหลังโรงชำแหละ
กลิ่นควันไฟ กลิ่นเลือดสด และเสียงเพลงหมอลำซิ่งดังแว่วมาจากลำโพงบลูทูธราคาถูก
ใต้เพิงสังกะสีหลังโรงงาน ไอ้แป๊ะกับเพื่อนคนงานอีกสองคนกำลังนั่งล้อมวงก๊งเหล้าขาว โดยมี 'หมออ๊อด' สัตวแพทย์หนุ่มฝ่ายควบคุมคุณภาพ (QC) นั่งขัดสมาธิร่วมวงอยู่ด้วย
ตรงกลางวงคือจานสังกะสีที่พูนไปด้วย ก้อยดิบ ซอยจุ๊ และตับหวานสดๆ ชิ้นเนื้อแดงฉ่ำไร้กลิ่นสาบที่แป๊ะแอบกรีดปาดมาจากซากวัวทดลองในโรงเรือน ถูกซอยเป็นแผ่นบาง จิ้มลงในน้ำจิ้มแจ่วขมดีวัวแท้
"เป็นไงหมอ เนื้อวัวบ้านพี่ชายผมแถวมวกเหล็ก ล้มเมื่อหัวค่ำเลยรีบแล่ใส่ถังน้ำแข็งเอามาฝาก" แป๊ะปั้นหน้ายิ้ม
หมออ๊อดใช้ช้อนตักชิ้นตับสดสีแดงก่ำฉ่ำน้ำขึ้นมาพินิจดูตามสัญชาตญาณวิชาชีพ นิ้วมือบีบดูความแน่น ผิวสัมผัสเรียบเนียน ไร้ตุ่มหนอง ไร้ถุงพยาธิใบไม้ในตับ
"เออ เนื้อโคตรสวยเลยว่ะพี่แป๊ะ กล้ามเนื้อแน่น ไขมันแทรกละเอียด ตับก็ไม่มีรอยโรค พยาธิก็ไม่มี"
หมอหนุ่มยิ้มกว้างอย่างชะล่าใจ ก่อนจะจิ้มแจ่วขมแล้วส่งเข้าปากเคี้ยวหยับๆ
"หวานเจี๊ยบเลยว่ะ! เลือดสดๆ แบบนี้พี่ไปเอาดีวัวแท้มาจากไหนเนี่ย ขมแปแล่มกำลังดี... แหม ถ้าไม่ติดว่าไอ้ฝนมันท้องแก่อยู่บ้านนะ คืนนี้ผมซัดยาวกับพวกพี่ยันสว่างแน่"
หมออ๊อดกระดกเหล้าขาวตามลงคอดัง เอื๊อก ยกหลังมือปาดคราบเลือดสดผสมน้ำจิ้มแจ่วขมที่มุมปาก ก่อนจะลุกขึ้นลาขับรถกลับบ้านพักไปหาภรรยาที่ท้องแก่แปดเดือน
คล้อยหลังหมออ๊อดไปไม่กี่นาที รถกระบะของ 'เสี่ยวิชัย' เจ้าของเขียงเนื้อใหญ่ตลาดปากช่องก็แล่นเข้ามาจอดเทียบ
เงินสดสองหมื่นบาทถูกยื่นส่งให้แป๊ะ แลกกับซากวัวทดลองที่ถูกรอกดึงขึ้นท้ายกระบะอย่างเร่งรีบ
...
ตีสามครึ่ง ตลาดสดเทศบาลเมืองปากช่อง
เสี่ยวิชัยสั่งลูกน้องแล่เนื้อสันใน สันนอก ตะโพก และเครื่องในสี่สิบกิโลกรัม อัดลังโฟมส่งตรงไปยังร้าน 'ลาบเป็ด-เนื้อย่างมิตรภาพ' ริมถนนใหญ่แต่เช้าตรู่ เพื่อเตรียมจัดเลี้ยงงานใหญ่
และในเวลาเก้าโมงเช้า... งานเลี้ยง 'มุทิตาจิตแด่ผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2568' ก็เริ่มต้นขึ้น
ข้าราชการระดับสูง หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ และครูอาจารย์กว่าสองร้อยชีวิตจากกรุงเทพฯ สระบุรี โคราช ขอนแก่น และลพบุรี ต่างพากันตักก้อยเนื้อสด ซอยจุ๊ ต้มแซ่บ และเนื้อย่างเข้าปากกันอย่างเอร็ดอร่อย ทุกคนต่างเอ่ยปากชมว่าเนื้อวัวร้านนี้สดหวานนุ่มลิ้นสมคำร่ำลือ
เมื่อบ่ายคล้อย ข้าราชการเหล่านั้นต่างพากันหิ้วกล่องโฟมกับข้าวที่เหลือ แยกย้ายขึ้นรถตู้ รถเก๋งส่วนตัว และรถประจำทาง
หมุนล้อกระจายตัวกลับสู่หัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ... ท่ามกลางแสงแดดบ่ายที่ยังคงสาดส่องลงมาอย่างอบอุ่น ราวกับเป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่ง