ตำนานเครื่องบินรบ F-20 Tigershark
1. เครื่องบินรบที่สมบูรณ์แบบ... แต่ไม่มีใครได้ใช้
ลองจินตนาการถึงเครื่องบินขับไล่ที่ผ่านการทดสอบทางวิศวกรรมอย่างสมบูรณ์แบบ ทำความเร็วได้เกิน Mach 2.0 บินได้สูงถึง 55,000 ฟุต ทนแรงเหวี่ยงได้ถึง 9G โดยไม่มีข้อจำกัด แถมยังมีราคาและค่าบำรุงรักษาประหยัดแบบสุดๆ แต่สุดท้ายกลับไม่เคยมีโอกาสได้ลงทำศึกในสมรภูมิจริงเลยสักครั้งเดียว!
นี่คือเรื่องราวความย้อนแย้งในประวัติศาสตร์การทหารของ F-20 Tigershark เครื่องบินรบที่ไม่ใช่เจ็ทห่วยหรือล้มเหลวเพราะสมรรถนะต่ำ ในทางกลับกัน มันคือเครื่องบินรบที่เจ๋งและยอดเยี่ยมในทุกๆ มิติ แต่กลับต้องพ่ายแพ้อย่างบอบช้ำให้กับ "เกมการเมืองและการค้าระดับโลก" ที่อยู่หลังม่าน
2. จากจุดเริ่มต้น F-5 สู่ยุทธศาสตร์ "เครื่องบินส่งออก" (โครงการ FX)
ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 1960 ยุคสงครามเย็น ประธานาธิบดี John F. Kennedy ต้องการเครื่องบินขับไล่ขนาดเล็กที่มีต้นทุนการจัดหาและการปฏิบัติการต่ำ เพื่อใช้งานและส่งออกให้ประเทศพันธมิตร รัฐบาลสหรัฐฯ จึงเลือกแนวคิดจากบริษัท Northrop จนเกิดเป็น F-5 เครื่องบินรบขนาดเล็ก คล่องตัวสูง ราคาเข้าถึงง่าย ผลิตออกมามากกว่า 800 เครื่อง ทำผลงานได้ดีในสงครามเวียดนาม และต่อมาได้ทำหน้าที่ระดับตำนานเป็นเครื่องบินข้าศึกสมมุติ (Aggressor) จำลองการบินของเครื่องบิน MiG ในการฝึกซ้อมร่วมกับ F-14 และ F-15 ซึ่งพบว่าในการรบระยะสายตา (WVR) F-5 สามารถต่อกรได้อย่างทัดเทียม จนได้รับการอัปเกรดเป็น F-5E Tiger II ในปี 1970
แต่แล้วเกมก็เปลี่ยน! พอก้าวเข้าสู่ช่วงกลางยุค 1970s การเมืองโลกเริ่มพ่นพิษ ในยุคประธานาธิบดี Nixon สหรัฐฯ เข้มงวดการขายอาวุธขั้นสูงเพื่อปรับความสัมพันธ์กับโซเวียตและจีน เช่น การปฏิเสธขาย F-5G ให้ไต้หวัน จนเกิดช่องว่างให้ผู้ผลิตจากยุโรปและโซเวียตส่งออกเครื่องบินอย่าง Sukhoi และ MiG เข้ามาแทนที่
ต่อมาในปี 1980 ยุคประธานาธิบดี Carter กองทัพสหรัฐฯ ได้ทบทวนแนวคิดเดิมและก่อตั้ง โครงการ FX เพื่อพัฒนาเครื่องบินขับไล่ส่งออกรุ่นใหม่ที่มีสมรรถนะเหนือกว่า F-5 แต่ถูกออกแบบไม่ให้เป็นภัยคุกคามร้ายแรงหากเครื่องบินเหล่านั้นเปลี่ยนฝ่ายมาต่อสู้กับสหรัฐฯ ในภายหลัง โดยมีเงื่อนไขเหล็ก ดังนี้:
* ใช้เงินทุนเอกชน 100%: ผู้ผลิตต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด
* ห้ามโฆษณาขายเอง: งานการตลาดทั้งหมดต้องผ่านการบริหารจัดการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เท่านั้น
* คู่แข่งในโครงการ: General Dynamics เสนอ F-16/79 (นำโครง F-16A มาลดสเปกด้วยการใช้เครื่องยนต์ J79) ขณะที่ Northrop เสนอ F-5G
กระทั่งในปี 1982 เมื่อไต้หวันถูกปฏิเสธ F-5G ซ้ำสองจนหันไปพัฒนาเครื่องบิน F-CK-1 เอง และสหรัฐฯ เสนอขาย F-16 ให้ปากีสถาน Northrop จึงได้รับอนุมัติให้ยกระดับ F-5G และเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น F-20 Tigershark ในช่วงปลายปี 1982 เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งทางการตลาด จากเครื่องบินตั้งรับ เข้าสู่การเป็นเครื่องบินครองอากาศยุคที่ 4 ท้าชน F-16A โดยตรงทั้งด้านสมรรถนะและราคา
3. ถอดรหัสวิศวกรรม: สมรรถนะสุดโหดของ "เสือร้าย F-20"
การแปลงโฉมโครงสร้างเดิมให้กลายเป็น F-20 Tigershark ถือเป็นการยกสถาปัตยกรรมทางวิศวกรรมใหม่ทั้งหมด:
* โครงสร้างและอากาศกลศาสตร์: ลดน้ำหนักด้วยการนำวัสดุไฟเบอร์กลาสและคอมโพสิตมาใช้แทนชิ้นส่วนโลหะ เพิ่มส่วนขยายขอบหน้าปีก (LEX) และขยายแพนหางระดับขึ้นลงใหญ่ขึ้นกว่า F-5E ถึง 30% ส่งผลให้ F-20 เกิดสภาวะไม่เสถียรชั่วขณะ (Relaxed Static Stability) แบบเดียวกับ F-16 ช่วยเพิ่มอัตราการเลี้ยวและการตอบสนองอย่างดีเยี่ยม ณ ความเร็ว Mach 0.88 ที่ระดับความสูงปานกลาง F-20 ทำอัตราการเลี้ยวได้สูงถึง 11.5 องศา/วินาที (ใกล้เคียงกับ F-16 ที่ทำได้ 12.8 องศา/วินาที ในเงื่อนไขเดียวกัน)
* ขุมพลังเครื่องยนต์เดี่ยว GE F404: ถอดเครื่องยนต์คู่ J85 เก่าออก แล้วใส่เครื่องยนต์เดี่ยว GE F404 ที่ให้แรงดันมากกว่าเครื่องยนต์คู่เดิมรวมกันถึง 70% สามารถเร่งความเร็วจากรอบเดินเบาไปสู่รอบเผาท้ายได้โดยไม่เกิดอาการสะดุดของคอมเพรสเซอร์ หรือเครื่องยนต์ดับ แม้จะเริ่มทดสอบที่สภาพวิกฤตความเร็วเริ่มต้นเพียง 47 น็อต ที่ความสูง 45,000 ฟุต ก็ตาม! ทำความเร็วสูงสุดได้เกิน Mach 2.0 และเพดานบินสูงถึง 55,000 ฟุต
* ล่องหนและบินไกลข้ามประเทศ: ตัวเครื่องสะท้อนเรดาร์ต่ำ (Low RCS) มองเห็นด้วยสายตายาก และในการทดสอบบินข้ามประเทศจาก ฐานทัพอากาศเอ็ดเวิร์ดส์ (Edwards Air Force Base) ในแคลิฟอร์เนีย ไปยัง ฐานทัพอากาศแอนดรูว์ส (Andrews Air Force Base) ในแมรี่แลนด์ ทำระยะทางได้เกินกว่า 2,000 ไมล์ (ประมาณ 3,200 กม.) โดยไม่ต้องแวะเติมน้ำมันกลางอากาศ
4. ระบบเอวิโอนิกส์ ห้องนักบิน และความเร็วในการตอบสนองขั้นสุด
ในสมรภูมิยุคใหม่ ใครรับรู้และตอบสนองได้เร็วกว่า คือผู้รอดชีวิต F-20 จึงจัดเต็มด้วยระบบเอวิโอนิกส์สุดล้ำ:
* เทคโนโลยีห้องนักบินระดับ F/A-18: ติดตั้งระบบควบคุมการบินแบบดิจิทัล Fly-by-wire, เรดาร์ APG-67 ที่มีปริมาตรตรวจจับมากกว่าเดิม 8 เท่า (ตรวจจับได้ไกล 48 ไมล์ในโหมดมองขึ้น และ 31 ไมล์ในโหมดมองลง ติดตามพร้อมกัน 10 เป้าหมาย จัดลำดับภัยคุกคามอัตโนมัติ 8 เป้าหมาย) โดยถอดแบบสถาปัตยกรรมห้องนักบิน จอ MFD, โหมดการรบ, หน้าจอเตือนภัยเรดาร์ และคันบังคับมาจากหน้าจอ DDI (Digital Display Indicator) ของเครื่องบิน F/A-18 Hornet พร้อมระบบ HOTAS ที่สั่งการได้โดยไม่ต้องละมือจากคันบังคับ
* หมัดเด็ด "Scramble Speed" (ตั้งรับเตือนภัยเร็วที่สุดในยุค):
* 19 วินาที: สตาร์ทเครื่องยนต์จากสถานะเครื่องเย็นจนถึงรอบเดินเบาด้วยตลับจุดระเบิดภายใน
* 22 วินาที: ตั้งค่าระบบนำทางเลเซอร์ INS เสร็จสิ้น
* ต่ำกว่า 1 นาที: เครื่องบินทะยานขึ้นสู่อากาศได้ทันที!
* ไม่ถึง 3 นาที: บินออกไปได้ไกล 20 ไมล์ ด้วยความเร็วเหนือเสียง (เกิน Mach 1)
* ไม่ถึง 4 นาที: ทำระยะได้ 38 ไมล์ พร้อมล็อกยิงอาวุธปล่อยนำวิถีใส่เป้าหมายจากด้านหน้าได้ทันที
คิดดูว่าในขณะที่ F-20 บินไปยิงศัตรูที่ระยะ 38 ไมล์ได้ภายในไม่ถึง 4 นาที... เครื่องบินรบของคู่แข่งยังอาจจะเพิ่งเริ่มตั้งลำอุ่นเครื่องอยู่บนทางวิ่ง (Taxiway) อยู่เลยด้วยซ้ำ!
5. คลังแสง ความคุ้มค่า และ "ข้อจำกัดที่ถูกซ่อนไว้"
* ระบบอาวุธและภารกิจ: ติดตั้งปืนใหญ่ 20 มม. 2 กระบอก (เพิ่มกระเปาะปืน 30 มม. ได้) รองรับ AIM-9 Sidewinder, AGM-65, ระเบิด Mk 82 (ขนาด 500 ปอนด์ สูงสุด 5 ลูก) และจรวดต่อต้านเรือรบ Harpoon
* หมัดเด็ด BVR: จุดได้เปรียบทางยุทธวิธีที่สำคัญที่สุดของ F-20 เหนือ F-16 ยุคแรก คือสามารถติดตั้งและยิงจรวด AIM-7 Sparrow เพื่อทำการรบ นอกระยะสายตา (BVR) ได้ทันที (ซึ่ง F-16 ยุคแรกยังทำไม่ได้จนถึงช่วงปลายทศวรรษ 1980)
* รัศมีทำการรบ: เมื่อติดตั้ง ถังน้ำมันสำรองขนาด 330 แกลลอน จำนวน 2 ถัง ร่วมกับระเบิด Mk 82 และจรวด Sidewinder จะมีรัศมีทำการรบในภารกิจบินต่ำมากกว่า 340 ไมล์ทะเล และภารกิจบินสูงอยู่ที่ 550 ไมล์ทะเล
* ตัวเลขทางการเงินที่น่าทึ่ง: ราคาตัวเครื่องตั้งไว้เพียง 10.7 ล้านดอลลาร์ (เทียบกับ F-15 ราคา 30 ล้าน, F-16 ใหม่ 15 ล้าน, F-16A เก่า 13 ล้าน) ค่าบำรุงรักษาถูกกว่า F-16 ถึง 60% และใช้ชั่วโมงบำรุงรักษาเพียงครึ่งเดียว
ข้อจำกัดทางวิศวกรรม (จุดเปลี่ยนชีวิต)
* โครงสร้าง Airframe ขาดแรงยกในสภาวะการบินปกติ จุดแขวนอาวุธใต้ปีกต้องขยับออกไปทางปลายปีก และรับน้ำหนักได้เพียง 1,000 ปอนด์ต่อจุด
* ข้อเสียร้ายแรงที่สุด: การประเมินทางวิศวกรรรมพบว่า อายุการใช้งานของ Airframe ถูกประมาณการไว้เพียง "ครึ่งหนึ่ง" ของ F-16 เท่านั้น ทำให้ในระยะยาว กองทัพผู้ซื้อต้องแบกรับภาระในการปลดประจำการและจัดหาเครื่องบินใหม่ทดแทนเร็วกว่าปกติถึงเท่าตัว ทำให้ความคุ้มค่าตลอดวงรอบชีวิตลดลงอย่างมาก
6. เกมการเมือง หักมุม และจุดจบของเสือร้าย
เรื่องราวของ F-20 เริ่มกลายเป็นหนังดราม่าการเมือง เมื่อ Northrop ต้องลงเงินทุนตัวเองไปก้อนแรกถึง 750 ล้านดอลลาร์ และบานปลายกลายเป็น 1,200 ล้านดอลลาร์ ตามเงื่อนไขโครงการ FX แต่แล้วในปี 1983 รัฐบาลสหรัฐฯ กลับอนุมัติงบประมาณจากเงินภาษีไปอุดหนุนการพัฒนาเครื่องบิน IAI Lavi ของอิสราเอล ซึ่งเป็นคู่แข่ง F-20 โดยตรง! Northrop หัวเสียอย่างรุนแรงเพราะตนเองต้องจ่ายเงินเอง 100% แต่รัฐบาลกลับเอาเงินภาษีไปช่วยคู่แข่งต่างชาติ แถมบริษัทยังถูกมัดมือชกด้วยกฎ FX ในขณะที่ General Electric/General Dynamics ลงทุนในโครงการ F-16/79 ไปเพียง 60 ล้านดอลลาร์ เท่านั้น
เรื่องนี้รุนแรงจนถึงขั้นมีการเปิดไต่สวนในสภาคองเกรส ซึ่งมีตัวละครสำคัญออกมาเปิดหน้าชน:
* วิลเลียม ชไนเดอร์ จูเนียร์ (William Schneider Jr.): รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้การในสภาว่า F-20 น่าจะขายไม่ได้ และชี้ว่าโครงการ FX เป็นเพียงเครื่องมือทางนโยบายต่างประเทศ ส่วนความสำเร็จทางการค้าเป็นเรื่องรอง
* โทมัส โจนส์ (Thomas Jones): ประธานบริหาร (CEO) ของ Northrop ตอกกลับอย่างรุนแรงว่า Northrop ควรได้รับอนุญาตให้ทำตลาดและขายเครื่องบินเอง หากรัฐบาลไม่คิดจะช่วยทำ
* พลอากาศตรี โทมัส เบเกอร์ (Maj. Gen. Thomas Baker): ออกมาสนับสนุน Northrop โดยระบุว่ากองทัพอากาศเจตนาไม่ทำตลาดให้ F-20 พร้อมชี้ความจริงอันน่าหดหู่ว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ขายเครื่องบิน FX ไม่ได้เลยสักเครื่องเดียว! ในขณะที่ฝรั่งเศสโกยเงินมหาศาลจากการขายเครื่องบิน Mirage ราคาประหยัดในตลาดโลก
หลังการไต่สวน สภาสั่งให้กองทัพช่วยโปรโมท F-20 แต่ในปี 1985 กองทัพเรือกลับเลือก F-16 ดัดแปลงแทน (ท่ามกลางข่าวลือว่าผู้ผลิต F-16 ยอมตัดราคาขายต่ำกว่าทุนเพื่อฆ่า F-20)
ต่อมาในปี 1986 ลูกค้าต่างชาติ (เช่น บาห์เรน และโมร็อกโก) ต่างยื่นคำขาดว่าจะซื้อ F-20 ก็ต่อเมื่อกองทัพสหรัฐฯ ประจำการเองก่อนเท่านั้น Northrop จึงเสนอ F-20 ให้กองกำลังรักษาดินแดนทางอากาศ (Air National Guard) แต่ก็โดนปฏิเสธและถูกเลือก F-16C แทน เมื่อพ่ายแพ้ทุกแนวรบ Northrop จึงตัดสินใจพับโครงการ F-20 ทิ้งในปี 1986 สูญเงินไปกว่า 1,200 ล้านดอลลาร์ มีรายงานว่าผู้บริหารบางรายต้องลาออกเพราะติดสแกนดัลพยายามจ่ายสินบนในเกาหลีใต้ และ Northrop ไม่กล้าฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ เพราะเกรงจะกระทบสัญญาโครงการยักษ์ใหญ่อย่างเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 Spirit
7. บทสรุปและมุมมองระดับตำนาน: "เห็นก่อน ยิงก่อน ชนะก่อน"
ชัค เยเกอร์ (Chuck Yeager) นักบินทดสอบระดับตำนานผู้เคยร่วมงานกับ Northrop และผ่านการทดสอบบิน F-20 ได้สะท้อนมุมมองไว้อย่างลึกซึ้งว่า ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนที่เขายิงเครื่องบินรบตกเป็นครั้งแรก เขาต้องใช้ศูนย์เล็งแบบวงแหวนบนเครื่องบิน P-51 แต่สมรภูมิยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยอันตรายถึงชีวิต หากนักบินไม่ได้บินด้วยเครื่องบินที่มีเทคโนโลยีร่วมสมัย โอกาสถูกยิงตกโดยไม่ทันเห็นศัตรูจะมีสูงมาก
เยเกอร์ชี้ว่า สมัยนี้ไม่ได้วัดกันที่การเสียเวลาหมุนวนไล่กวดหางศัตรูอีกต่อไป แต่มันคือการนั่งอยู่บนเครื่องบินรบที่ทนแรงเหวี่ยง 9G มีเครื่องยนต์ที่ไว้ใจได้ และมีระบบเอวิโอนิกส์ขั้นสูงที่ช่วยให้จัดการระบบอาวุธได้โดยไม่ต้องก้มมองในห้องนักบิน หรือละมือจากคันบังคับ หัวใจของการรบยุคนี้คือ "เล็งและยิงได้ก่อนคือผู้ชนะ" ซึ่ง F-20 Tigershark มอบขีดความสามารถนั้นไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
บทเรียนทางวิศวกรรมและการทหารของ F-20 Tigershark ยืนยันความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า ต่อให้คุณจะสร้างเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมและคุ้มค่าเพียงใด แต่หากปราศจากการสนับสนุนทางการเมือง นโยบายการค้า และการยอมรับจากกองทัพประเทศผู้ผลิต ผลงานชิ้นเอกนั้นก็อาจทำได้เพียงแค่ถูกจารึกไว้ในฐานะ "หนึ่งในเครื่องบินรบที่ดีที่สุด... ที่ไม่เคยได้รับโอกาสให้พิสูจน์ตัวเองในสนามรบจริง"
ตำนานเครื่องบินรบ F-20 Tigershark
1. เครื่องบินรบที่สมบูรณ์แบบ... แต่ไม่มีใครได้ใช้
ลองจินตนาการถึงเครื่องบินขับไล่ที่ผ่านการทดสอบทางวิศวกรรมอย่างสมบูรณ์แบบ ทำความเร็วได้เกิน Mach 2.0 บินได้สูงถึง 55,000 ฟุต ทนแรงเหวี่ยงได้ถึง 9G โดยไม่มีข้อจำกัด แถมยังมีราคาและค่าบำรุงรักษาประหยัดแบบสุดๆ แต่สุดท้ายกลับไม่เคยมีโอกาสได้ลงทำศึกในสมรภูมิจริงเลยสักครั้งเดียว!
นี่คือเรื่องราวความย้อนแย้งในประวัติศาสตร์การทหารของ F-20 Tigershark เครื่องบินรบที่ไม่ใช่เจ็ทห่วยหรือล้มเหลวเพราะสมรรถนะต่ำ ในทางกลับกัน มันคือเครื่องบินรบที่เจ๋งและยอดเยี่ยมในทุกๆ มิติ แต่กลับต้องพ่ายแพ้อย่างบอบช้ำให้กับ "เกมการเมืองและการค้าระดับโลก" ที่อยู่หลังม่าน
2. จากจุดเริ่มต้น F-5 สู่ยุทธศาสตร์ "เครื่องบินส่งออก" (โครงการ FX)
ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 1960 ยุคสงครามเย็น ประธานาธิบดี John F. Kennedy ต้องการเครื่องบินขับไล่ขนาดเล็กที่มีต้นทุนการจัดหาและการปฏิบัติการต่ำ เพื่อใช้งานและส่งออกให้ประเทศพันธมิตร รัฐบาลสหรัฐฯ จึงเลือกแนวคิดจากบริษัท Northrop จนเกิดเป็น F-5 เครื่องบินรบขนาดเล็ก คล่องตัวสูง ราคาเข้าถึงง่าย ผลิตออกมามากกว่า 800 เครื่อง ทำผลงานได้ดีในสงครามเวียดนาม และต่อมาได้ทำหน้าที่ระดับตำนานเป็นเครื่องบินข้าศึกสมมุติ (Aggressor) จำลองการบินของเครื่องบิน MiG ในการฝึกซ้อมร่วมกับ F-14 และ F-15 ซึ่งพบว่าในการรบระยะสายตา (WVR) F-5 สามารถต่อกรได้อย่างทัดเทียม จนได้รับการอัปเกรดเป็น F-5E Tiger II ในปี 1970
แต่แล้วเกมก็เปลี่ยน! พอก้าวเข้าสู่ช่วงกลางยุค 1970s การเมืองโลกเริ่มพ่นพิษ ในยุคประธานาธิบดี Nixon สหรัฐฯ เข้มงวดการขายอาวุธขั้นสูงเพื่อปรับความสัมพันธ์กับโซเวียตและจีน เช่น การปฏิเสธขาย F-5G ให้ไต้หวัน จนเกิดช่องว่างให้ผู้ผลิตจากยุโรปและโซเวียตส่งออกเครื่องบินอย่าง Sukhoi และ MiG เข้ามาแทนที่
ต่อมาในปี 1980 ยุคประธานาธิบดี Carter กองทัพสหรัฐฯ ได้ทบทวนแนวคิดเดิมและก่อตั้ง โครงการ FX เพื่อพัฒนาเครื่องบินขับไล่ส่งออกรุ่นใหม่ที่มีสมรรถนะเหนือกว่า F-5 แต่ถูกออกแบบไม่ให้เป็นภัยคุกคามร้ายแรงหากเครื่องบินเหล่านั้นเปลี่ยนฝ่ายมาต่อสู้กับสหรัฐฯ ในภายหลัง โดยมีเงื่อนไขเหล็ก ดังนี้:
* ใช้เงินทุนเอกชน 100%: ผู้ผลิตต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด
* ห้ามโฆษณาขายเอง: งานการตลาดทั้งหมดต้องผ่านการบริหารจัดการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เท่านั้น
* คู่แข่งในโครงการ: General Dynamics เสนอ F-16/79 (นำโครง F-16A มาลดสเปกด้วยการใช้เครื่องยนต์ J79) ขณะที่ Northrop เสนอ F-5G
กระทั่งในปี 1982 เมื่อไต้หวันถูกปฏิเสธ F-5G ซ้ำสองจนหันไปพัฒนาเครื่องบิน F-CK-1 เอง และสหรัฐฯ เสนอขาย F-16 ให้ปากีสถาน Northrop จึงได้รับอนุมัติให้ยกระดับ F-5G และเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น F-20 Tigershark ในช่วงปลายปี 1982 เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งทางการตลาด จากเครื่องบินตั้งรับ เข้าสู่การเป็นเครื่องบินครองอากาศยุคที่ 4 ท้าชน F-16A โดยตรงทั้งด้านสมรรถนะและราคา
3. ถอดรหัสวิศวกรรม: สมรรถนะสุดโหดของ "เสือร้าย F-20"
การแปลงโฉมโครงสร้างเดิมให้กลายเป็น F-20 Tigershark ถือเป็นการยกสถาปัตยกรรมทางวิศวกรรมใหม่ทั้งหมด:
* โครงสร้างและอากาศกลศาสตร์: ลดน้ำหนักด้วยการนำวัสดุไฟเบอร์กลาสและคอมโพสิตมาใช้แทนชิ้นส่วนโลหะ เพิ่มส่วนขยายขอบหน้าปีก (LEX) และขยายแพนหางระดับขึ้นลงใหญ่ขึ้นกว่า F-5E ถึง 30% ส่งผลให้ F-20 เกิดสภาวะไม่เสถียรชั่วขณะ (Relaxed Static Stability) แบบเดียวกับ F-16 ช่วยเพิ่มอัตราการเลี้ยวและการตอบสนองอย่างดีเยี่ยม ณ ความเร็ว Mach 0.88 ที่ระดับความสูงปานกลาง F-20 ทำอัตราการเลี้ยวได้สูงถึง 11.5 องศา/วินาที (ใกล้เคียงกับ F-16 ที่ทำได้ 12.8 องศา/วินาที ในเงื่อนไขเดียวกัน)
* ขุมพลังเครื่องยนต์เดี่ยว GE F404: ถอดเครื่องยนต์คู่ J85 เก่าออก แล้วใส่เครื่องยนต์เดี่ยว GE F404 ที่ให้แรงดันมากกว่าเครื่องยนต์คู่เดิมรวมกันถึง 70% สามารถเร่งความเร็วจากรอบเดินเบาไปสู่รอบเผาท้ายได้โดยไม่เกิดอาการสะดุดของคอมเพรสเซอร์ หรือเครื่องยนต์ดับ แม้จะเริ่มทดสอบที่สภาพวิกฤตความเร็วเริ่มต้นเพียง 47 น็อต ที่ความสูง 45,000 ฟุต ก็ตาม! ทำความเร็วสูงสุดได้เกิน Mach 2.0 และเพดานบินสูงถึง 55,000 ฟุต
* ล่องหนและบินไกลข้ามประเทศ: ตัวเครื่องสะท้อนเรดาร์ต่ำ (Low RCS) มองเห็นด้วยสายตายาก และในการทดสอบบินข้ามประเทศจาก ฐานทัพอากาศเอ็ดเวิร์ดส์ (Edwards Air Force Base) ในแคลิฟอร์เนีย ไปยัง ฐานทัพอากาศแอนดรูว์ส (Andrews Air Force Base) ในแมรี่แลนด์ ทำระยะทางได้เกินกว่า 2,000 ไมล์ (ประมาณ 3,200 กม.) โดยไม่ต้องแวะเติมน้ำมันกลางอากาศ
4. ระบบเอวิโอนิกส์ ห้องนักบิน และความเร็วในการตอบสนองขั้นสุด
ในสมรภูมิยุคใหม่ ใครรับรู้และตอบสนองได้เร็วกว่า คือผู้รอดชีวิต F-20 จึงจัดเต็มด้วยระบบเอวิโอนิกส์สุดล้ำ:
* เทคโนโลยีห้องนักบินระดับ F/A-18: ติดตั้งระบบควบคุมการบินแบบดิจิทัล Fly-by-wire, เรดาร์ APG-67 ที่มีปริมาตรตรวจจับมากกว่าเดิม 8 เท่า (ตรวจจับได้ไกล 48 ไมล์ในโหมดมองขึ้น และ 31 ไมล์ในโหมดมองลง ติดตามพร้อมกัน 10 เป้าหมาย จัดลำดับภัยคุกคามอัตโนมัติ 8 เป้าหมาย) โดยถอดแบบสถาปัตยกรรมห้องนักบิน จอ MFD, โหมดการรบ, หน้าจอเตือนภัยเรดาร์ และคันบังคับมาจากหน้าจอ DDI (Digital Display Indicator) ของเครื่องบิน F/A-18 Hornet พร้อมระบบ HOTAS ที่สั่งการได้โดยไม่ต้องละมือจากคันบังคับ
* หมัดเด็ด "Scramble Speed" (ตั้งรับเตือนภัยเร็วที่สุดในยุค):
* 19 วินาที: สตาร์ทเครื่องยนต์จากสถานะเครื่องเย็นจนถึงรอบเดินเบาด้วยตลับจุดระเบิดภายใน
* 22 วินาที: ตั้งค่าระบบนำทางเลเซอร์ INS เสร็จสิ้น
* ต่ำกว่า 1 นาที: เครื่องบินทะยานขึ้นสู่อากาศได้ทันที!
* ไม่ถึง 3 นาที: บินออกไปได้ไกล 20 ไมล์ ด้วยความเร็วเหนือเสียง (เกิน Mach 1)
* ไม่ถึง 4 นาที: ทำระยะได้ 38 ไมล์ พร้อมล็อกยิงอาวุธปล่อยนำวิถีใส่เป้าหมายจากด้านหน้าได้ทันที
คิดดูว่าในขณะที่ F-20 บินไปยิงศัตรูที่ระยะ 38 ไมล์ได้ภายในไม่ถึง 4 นาที... เครื่องบินรบของคู่แข่งยังอาจจะเพิ่งเริ่มตั้งลำอุ่นเครื่องอยู่บนทางวิ่ง (Taxiway) อยู่เลยด้วยซ้ำ!
5. คลังแสง ความคุ้มค่า และ "ข้อจำกัดที่ถูกซ่อนไว้"
* ระบบอาวุธและภารกิจ: ติดตั้งปืนใหญ่ 20 มม. 2 กระบอก (เพิ่มกระเปาะปืน 30 มม. ได้) รองรับ AIM-9 Sidewinder, AGM-65, ระเบิด Mk 82 (ขนาด 500 ปอนด์ สูงสุด 5 ลูก) และจรวดต่อต้านเรือรบ Harpoon
* หมัดเด็ด BVR: จุดได้เปรียบทางยุทธวิธีที่สำคัญที่สุดของ F-20 เหนือ F-16 ยุคแรก คือสามารถติดตั้งและยิงจรวด AIM-7 Sparrow เพื่อทำการรบ นอกระยะสายตา (BVR) ได้ทันที (ซึ่ง F-16 ยุคแรกยังทำไม่ได้จนถึงช่วงปลายทศวรรษ 1980)
* รัศมีทำการรบ: เมื่อติดตั้ง ถังน้ำมันสำรองขนาด 330 แกลลอน จำนวน 2 ถัง ร่วมกับระเบิด Mk 82 และจรวด Sidewinder จะมีรัศมีทำการรบในภารกิจบินต่ำมากกว่า 340 ไมล์ทะเล และภารกิจบินสูงอยู่ที่ 550 ไมล์ทะเล
* ตัวเลขทางการเงินที่น่าทึ่ง: ราคาตัวเครื่องตั้งไว้เพียง 10.7 ล้านดอลลาร์ (เทียบกับ F-15 ราคา 30 ล้าน, F-16 ใหม่ 15 ล้าน, F-16A เก่า 13 ล้าน) ค่าบำรุงรักษาถูกกว่า F-16 ถึง 60% และใช้ชั่วโมงบำรุงรักษาเพียงครึ่งเดียว
ข้อจำกัดทางวิศวกรรม (จุดเปลี่ยนชีวิต)
* โครงสร้าง Airframe ขาดแรงยกในสภาวะการบินปกติ จุดแขวนอาวุธใต้ปีกต้องขยับออกไปทางปลายปีก และรับน้ำหนักได้เพียง 1,000 ปอนด์ต่อจุด
* ข้อเสียร้ายแรงที่สุด: การประเมินทางวิศวกรรรมพบว่า อายุการใช้งานของ Airframe ถูกประมาณการไว้เพียง "ครึ่งหนึ่ง" ของ F-16 เท่านั้น ทำให้ในระยะยาว กองทัพผู้ซื้อต้องแบกรับภาระในการปลดประจำการและจัดหาเครื่องบินใหม่ทดแทนเร็วกว่าปกติถึงเท่าตัว ทำให้ความคุ้มค่าตลอดวงรอบชีวิตลดลงอย่างมาก
6. เกมการเมือง หักมุม และจุดจบของเสือร้าย
เรื่องราวของ F-20 เริ่มกลายเป็นหนังดราม่าการเมือง เมื่อ Northrop ต้องลงเงินทุนตัวเองไปก้อนแรกถึง 750 ล้านดอลลาร์ และบานปลายกลายเป็น 1,200 ล้านดอลลาร์ ตามเงื่อนไขโครงการ FX แต่แล้วในปี 1983 รัฐบาลสหรัฐฯ กลับอนุมัติงบประมาณจากเงินภาษีไปอุดหนุนการพัฒนาเครื่องบิน IAI Lavi ของอิสราเอล ซึ่งเป็นคู่แข่ง F-20 โดยตรง! Northrop หัวเสียอย่างรุนแรงเพราะตนเองต้องจ่ายเงินเอง 100% แต่รัฐบาลกลับเอาเงินภาษีไปช่วยคู่แข่งต่างชาติ แถมบริษัทยังถูกมัดมือชกด้วยกฎ FX ในขณะที่ General Electric/General Dynamics ลงทุนในโครงการ F-16/79 ไปเพียง 60 ล้านดอลลาร์ เท่านั้น
เรื่องนี้รุนแรงจนถึงขั้นมีการเปิดไต่สวนในสภาคองเกรส ซึ่งมีตัวละครสำคัญออกมาเปิดหน้าชน:
* วิลเลียม ชไนเดอร์ จูเนียร์ (William Schneider Jr.): รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้การในสภาว่า F-20 น่าจะขายไม่ได้ และชี้ว่าโครงการ FX เป็นเพียงเครื่องมือทางนโยบายต่างประเทศ ส่วนความสำเร็จทางการค้าเป็นเรื่องรอง
* โทมัส โจนส์ (Thomas Jones): ประธานบริหาร (CEO) ของ Northrop ตอกกลับอย่างรุนแรงว่า Northrop ควรได้รับอนุญาตให้ทำตลาดและขายเครื่องบินเอง หากรัฐบาลไม่คิดจะช่วยทำ
* พลอากาศตรี โทมัส เบเกอร์ (Maj. Gen. Thomas Baker): ออกมาสนับสนุน Northrop โดยระบุว่ากองทัพอากาศเจตนาไม่ทำตลาดให้ F-20 พร้อมชี้ความจริงอันน่าหดหู่ว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ขายเครื่องบิน FX ไม่ได้เลยสักเครื่องเดียว! ในขณะที่ฝรั่งเศสโกยเงินมหาศาลจากการขายเครื่องบิน Mirage ราคาประหยัดในตลาดโลก
หลังการไต่สวน สภาสั่งให้กองทัพช่วยโปรโมท F-20 แต่ในปี 1985 กองทัพเรือกลับเลือก F-16 ดัดแปลงแทน (ท่ามกลางข่าวลือว่าผู้ผลิต F-16 ยอมตัดราคาขายต่ำกว่าทุนเพื่อฆ่า F-20)
ต่อมาในปี 1986 ลูกค้าต่างชาติ (เช่น บาห์เรน และโมร็อกโก) ต่างยื่นคำขาดว่าจะซื้อ F-20 ก็ต่อเมื่อกองทัพสหรัฐฯ ประจำการเองก่อนเท่านั้น Northrop จึงเสนอ F-20 ให้กองกำลังรักษาดินแดนทางอากาศ (Air National Guard) แต่ก็โดนปฏิเสธและถูกเลือก F-16C แทน เมื่อพ่ายแพ้ทุกแนวรบ Northrop จึงตัดสินใจพับโครงการ F-20 ทิ้งในปี 1986 สูญเงินไปกว่า 1,200 ล้านดอลลาร์ มีรายงานว่าผู้บริหารบางรายต้องลาออกเพราะติดสแกนดัลพยายามจ่ายสินบนในเกาหลีใต้ และ Northrop ไม่กล้าฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ เพราะเกรงจะกระทบสัญญาโครงการยักษ์ใหญ่อย่างเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 Spirit
7. บทสรุปและมุมมองระดับตำนาน: "เห็นก่อน ยิงก่อน ชนะก่อน"
ชัค เยเกอร์ (Chuck Yeager) นักบินทดสอบระดับตำนานผู้เคยร่วมงานกับ Northrop และผ่านการทดสอบบิน F-20 ได้สะท้อนมุมมองไว้อย่างลึกซึ้งว่า ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนที่เขายิงเครื่องบินรบตกเป็นครั้งแรก เขาต้องใช้ศูนย์เล็งแบบวงแหวนบนเครื่องบิน P-51 แต่สมรภูมิยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยอันตรายถึงชีวิต หากนักบินไม่ได้บินด้วยเครื่องบินที่มีเทคโนโลยีร่วมสมัย โอกาสถูกยิงตกโดยไม่ทันเห็นศัตรูจะมีสูงมาก
เยเกอร์ชี้ว่า สมัยนี้ไม่ได้วัดกันที่การเสียเวลาหมุนวนไล่กวดหางศัตรูอีกต่อไป แต่มันคือการนั่งอยู่บนเครื่องบินรบที่ทนแรงเหวี่ยง 9G มีเครื่องยนต์ที่ไว้ใจได้ และมีระบบเอวิโอนิกส์ขั้นสูงที่ช่วยให้จัดการระบบอาวุธได้โดยไม่ต้องก้มมองในห้องนักบิน หรือละมือจากคันบังคับ หัวใจของการรบยุคนี้คือ "เล็งและยิงได้ก่อนคือผู้ชนะ" ซึ่ง F-20 Tigershark มอบขีดความสามารถนั้นไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
บทเรียนทางวิศวกรรมและการทหารของ F-20 Tigershark ยืนยันความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า ต่อให้คุณจะสร้างเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมและคุ้มค่าเพียงใด แต่หากปราศจากการสนับสนุนทางการเมือง นโยบายการค้า และการยอมรับจากกองทัพประเทศผู้ผลิต ผลงานชิ้นเอกนั้นก็อาจทำได้เพียงแค่ถูกจารึกไว้ในฐานะ "หนึ่งในเครื่องบินรบที่ดีที่สุด... ที่ไม่เคยได้รับโอกาสให้พิสูจน์ตัวเองในสนามรบจริง"