ปวดหลังเหมือนกัน
แต่สาเหตุอาจต่างกันมากครับ!
บางคนแค่กล้ามเนื้อตึงจากการนั่งนาน
บางคนหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท
แต่บางคนกลับมีปัญหาที่ไตโดยไม่รู้ตัว
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร
ว่าปวดหลังแบบไหนต้องระวัง?
ผมอยากให้ลองสังเกต 3 อย่างครับ
ปวดตรงไหน ปวดแบบไหน
และมีอาการอะไรตามมาบ้าง
เพราะตำแหน่งที่ปวดเป็นเพียงเบาะแส
ไม่ได้ใช้ฟันธงว่าเป็นโรคอะไรครับ
1. ปวดหลังส่วนล่างสองข้าง — อาจเป็นกล้ามเนื้อหรือเอ็น
ถ้าปวดตึงบริเวณเอวหรือหลังส่วนล่าง
โดยเฉพาะหลังยกของหนัก นั่งนาน
หรือก้ม ๆ เงย ๆ ตลอดวัน
มักเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อและเอ็น
บริเวณหลังที่ทำงานหนักเกินไป
บางคนปวดมากเวลาเปลี่ยนท่า
ก้มตัว บิดเอว หรือกดแล้วเจ็บ
แต่เมื่อพักจากกิจกรรมที่กระตุ้น
อาการอาจค่อย ๆ ดีขึ้น
อาการแบบนี้พบได้บ่อยครับ
แต่ไม่ได้หมายความว่าปวดหลังส่วนล่าง
ทุกครั้งจะเป็นแค่กล้ามเนื้อเสมอไป
.
2. ปวดเอวร้าวลงสะโพกหรือขา — ระวังหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
ข้อนี้ผมอยากให้สังเกตครับ
ถ้าปวดจากหลังส่วนล่าง
ร้าวลงสะโพก ต้นขา น่อง หรือถึงเท้า
โดยเฉพาะมีอาการชา เสียวแปลบ
เหมือนไฟช็อต หรือขาอ่อนแรงร่วมด้วย
อาจเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทที่ถูกกด
หรือระคายเคือง เช่น จากหมอนรองกระดูกสันหลัง
บางคนก้มตัว ไอ หรือจามแล้วปวดร้าวมากขึ้น
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่หมอนรองกระดูกผิดปกติ
จะต้องปวดหลังรุนแรงนะครับ
บางรายกลับปวดขามากกว่าปวดหลังด้วยซ้ำ
และอาการร้าวลงขาก็ยังมีสาเหตุอื่นได้
จึงต้องตรวจร่างกายเพื่อแยกให้ชัดครับ
.
3. ปวดสีข้างใต้ชายโครงด้านหลัง — ต้องนึกถึงไตด้วย
หลายคนเข้าใจว่าไตอยู่ตรงเอวล่าง
แต่จริง ๆ แล้วไตอยู่ค่อนข้างสูง
บริเวณด้านหลังใต้ชายโครงทั้งสองข้างครับ
ถ้ามีปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับไต
หรือทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่วในท่อไต
หรือกรวยไตอักเสบ อาจทำให้ปวดบริเวณนี้ได้
ลองสังเกตอาการร่วมครับ
• ปวดสีข้างรุนแรงเป็นพัก ๆ อาจพบในนิ่วท่อไต และบางครั้งปวดร้าวลงขาหนีบ
• ปวดสีข้างร่วมกับไข้ หนาวสั่น อาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อที่ไต
• ปัสสาวะแสบขัดหรือเป็นเลือด อาจเป็นเบาะแสของโรคทางเดินปัสสาวะ
แต่ต้องจำไว้ว่า โรคไตเรื้อรังส่วนใหญ่
ไม่ได้ทำให้ปวดหลังเป็นอาการหลัก
และการปวดสีข้างก็อาจมาจากกล้ามเนื้อได้เช่นกันครับ
.
4. ปวดหลังร่วมกับขาตึงเวลาเดิน — อาจเป็นโพรงกระดูกสันหลังตีบ
เคยเห็นบางคนเดินไปได้สักพัก
แล้วต้องหยุดพักเพราะปวดขาหรือชาขาไหมครับ?
โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เดินแล้วรู้สึก
ปวด หนัก หรือชาลงขาทั้งสองข้าง
แต่พอนั่งพักหรือก้มตัวไปข้างหน้า
อาการกลับดีขึ้น
ลักษณะนี้อาจพบในภาวะ
โพรงกระดูกสันหลังส่วนเอวตีบ
หรือ Lumbar spinal stenosis
เพราะช่องทางที่เส้นประสาทผ่านแคบลง
จนเกิดอาการเวลาเดินหรือยืนบางท่า
แต่ยังต้องแยกจากโรคหลอดเลือดแดงขาตีบ
ที่ทำให้ปวดขาเวลาเดินได้เหมือนกันครับ
.
5. ปวดหลังเรื้อรัง ปวดกลางคืน หรือปวดหลังล้ม — อย่ามองข้ามโรคอื่น
ข้อนี้ผมอยากให้จริงจังครับ
ถ้าปวดหลังหลังหกล้ม
โดยเฉพาะคนที่มีกระดูกพรุน
ต้องระวังกระดูกสันหลังยุบหรือหัก
ส่วนคนที่ปวดหลังมากขึ้นเรื่อย ๆ
ปวดแม้ขณะพัก หรือปวดกลางคืนต่อเนื่อง
ร่วมกับมีไข้ น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ
หรือมีประวัติมะเร็ง
ก็ควรตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม
เช่น การติดเชื้อหรือโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง
แต่ไม่ได้หมายความว่า
ปวดหลังตอนกลางคืนแล้วเป็นมะเร็งนะครับ
ต้องพิจารณาอาการและปัจจัยเสี่ยงร่วมกันเสมอ
.
จำง่าย ๆ! ปวดหลัง 3 แบบนี้ต่างกันอย่างไร?
• กล้ามเนื้อหรือเอ็น มักปวดตึงหลังใช้งานหนัก ก้ม บิด หรือเปลี่ยนท่าแล้วปวดมากขึ้น
• หมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาท อาจปวดร้าวลงสะโพกหรือขา ร่วมกับชา เสียวแปลบ หรืออ่อนแรง
• ไตและทางเดินปัสสาวะ อาจปวดบริเวณสีข้างใต้ชายโครงด้านหลัง โดยเฉพาะเมื่อมีไข้ ปัสสาวะผิดปกติ หรือปวดรุนแรงเป็นพัก ๆ
ทั้งสามแบบนี้เป็นเพียงแนวทางสังเกตครับ
เพราะอาการบางอย่างซ้อนทับกันได้
และไม่สามารถวินิจฉัยจากตำแหน่งปวดเพียงอย่างเดียว
.
ปวดหลังแบบไหน ต้องรีบไปโรงพยาบาล?
• ปัสสาวะไม่ออก กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ หรือชาบริเวณก้นและอวัยวะเพศ อาจเป็นสัญญาณเส้นประสาทส่วนปลายไขสันหลังถูกกดทับ ต้องประเมินฉุกเฉิน
• ขาอ่อนแรงเพิ่มขึ้นรวดเร็ว เดินลำบากผิดปกติ หรือเริ่มควบคุมขาไม่ได้ ต้องรีบตรวจ
• ปวดสีข้างร่วมกับไข้สูง หนาวสั่น โดยเฉพาะถ้าปวดมากหรืออาเจียน อาจเป็นการติดเชื้อในไตหรือมีนิ่วอุดตันร่วมด้วย
• ปวดหลังรุนแรงหลังอุบัติเหตุหรือหกล้ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือคนที่มีกระดูกพรุน ต้องระวังกระดูกหัก
ส่วนถ้าเป็นอาการปวดหลังทั่วไป
ที่ไม่มีสัญญาณอันตราย
ผมแนะนำให้ขยับตัวเบา ๆ ตามกำลัง
หลีกเลี่ยงการนอนติดเตียงนาน ๆ
และลดกิจกรรมที่กระตุ้นให้ปวดมากขึ้น
หากอาการไม่ดีขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์
หรือเริ่มมีอาการร้าว ชา หรือปวดมากขึ้น
ก็ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุครับ
.
สุดท้ายผมอยากให้จำไว้ครับ
ปวดหลังไม่ใช่โรคเดียว
และไม่ได้หมายความว่าเป็นหมอนรองกระดูกทุกครั้ง
บางคนปวดจากกล้ามเนื้อ
บางคนมีเส้นประสาทถูกกดทับ
บางคนมีปัญหาเกี่ยวกับไต
หรือกระดูกสันหลังที่ต้องรักษา
สิ่งสำคัญคืออย่าดูแค่ตำแหน่งที่ปวด
แต่ต้องดูอาการร่วมและความเปลี่ยนแปลง
ของร่างกายด้วยครับ
อย่าคิดว่าปวดหลังทุกครั้ง
แค่นวด ๆ ไปเดี๋ยวก็หาย
โดยเฉพาะถ้ามีอาการชาหรืออ่อนแรง
ปัสสาวะผิดปกติ หรือมีไข้ร่วมด้วย
เพราะการรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ
จะช่วยให้เราดูแลและรักษาได้ตรงจุด
ก่อนที่ปัญหาเล็ก ๆ จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ครับ
Cr. FBหมอเจด
ปวดหลังตรงไหน บอกโรคอะไร? แยกกล้ามเนื้อ–หมอนรองกระดูก–ไตให้เป็น!