หากเกิดเหตุการณ์นั้นจริง คำตอบทางการทหารคือ
"กองทัพไทยต้านทานที่แนวชายแดนไม่ไหว และเวียดนามจะทะลวงลึกเข้าสู่ภาคกลางได้สำเร็จ"
วิเคราะห์เปรียบเทียบแสนยานุภาพและฉากทัศน์การรบแบบเจาะลึกได้ดังนี้:
1. เปรียบเทียบแสนยานุภาพ (ไทย VS เวียดนาม ในปี 2522)
2. ฉากทัศน์การรบ (Scenario): เมื่อเวียดนามบุกเต็มรูปแบบ
หากจีนไม่เปิดศึกทางเหนือ (ไม่ช่วยดึงกำลังพลเวียดนามไว้) และอเมริกาทำเป็นเฉย แผนการบุกของเวียดนามจะใช้ยุทธวิธีแบบ
"สายฟ้าแลบ" (Blitzkrieg) เหมือนที่ทำกับกัมพูชา:
ด่านแรก (ชายแดนสระแก้ว/ปราจีนบุรี): กองทัพเวียดนามจะใช้ปืนใหญ่หนักถล่มแนวรับไทย แล้วส่งคลื่นรถถัง T-54 ข้ามพรมแดนเข้ามา กองทัพไทยที่ตรึงกำลังอยู่ชายแดนจะต้านทานได้อย่างกล้าหาญ แต่ด้วยจำนวนที่น้อยกว่าและอานุภาพอาวุธที่เสียเปรียบ แนวรับชายแดนจะแตกภายในไม่กี่วัน
เส้นทางมุ่งสู่กรุงเทพฯ: ชัยภูมิจากสระแก้ว ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา จนถึงกรุงเทพฯ เป็น
"ที่ราบลุ่ม" ไม่มีภูเขาสูงกั้น ซึ่งเป็นชัยภูมิที่เอื้อต่อการรุกคืบด้วยรถถังอย่างมาก กองทัพไทยจะต้องถอยร่นมาตั้งรับเป็นระยะ แต่จะไม่สามารถหยุดยั้งขบวนรถถังเวียดนามได้
การครองอากาศ: แม้กองทัพอากาศไทยจะมีเครื่องบินรบที่ดี (เช่น F-5E) แต่เวียดนามมีระบบปืนต่อสู้อากาศยานและจรวดนำวิถี (SAM) ของโซเวียตที่หนาแน่นมาก ทำให้การโจมตีทางอากาศของไทยทำได้ยากลำบาก
3. ผลลัพธ์สุดท้าย: กรุงเทพฯ แตก และยุทธศาสตร์ "สงครามยืดเยื้อ"
กรุงเทพฯ จะถูกยึด: ภายในเวลาไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ กองทัพเวียดนามจะสามารถเข้าประชิดและยึดกรุงเทพมหานครได้สำเร็จ รัฐบาลไทยต้องอพยพหนีไปตั้งหลักในพื้นที่ส่วนกลางหรือภาคเหนือ/ภาคใต้
ไทยเปลี่ยนเป็นสงครามกองโจร: แม้จะเสียเมืองหลวง แต่คนไทยไม่ยอมแพ้ กองทัพไทยที่เหลืออยู่จะแตกตัวออกเป็นกองกำลังย่อย ผันตัวไปทำ
"สงครามจรยุทธ์" (Guerilla Warfare) ในป่าเขาและชนบท คอยดักซุ่มโจมตี ตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงของเวียดนาม
เวียดนามจะติดหล่ม: แม้เวียดนามจะยึดเมืองใหญ่ของไทยได้ แต่การจะปกครองประเทศที่มีประชากรหลายสิบล้านคนที่ไม่ยอมสยบนั้นยากมาก เวียดนามจะเจอปัญหาเหมือนที่อเมริกาเคยเจอในบ้านตัวเอง คือ "ยึดได้แต่ปกครองไม่ได้" และจะถูกสงครามกองโจรของไทยกัดเซาะกำลังพลและเศรษฐกิจไปเรื่อยๆ จนทรุดไปทั้งสองฝ่ายในระยะยาว
ข้อมูลเอไอ
ถ้าวันนั้นกองทัพเวียดนามบุกยึดไทยจริงตามที่ขู่ กองทัพไทยอาวุธของไทยจะต้านไหวไหม แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับคนไทยประเทศไทย
วิเคราะห์เปรียบเทียบแสนยานุภาพและฉากทัศน์การรบแบบเจาะลึกได้ดังนี้:
1. เปรียบเทียบแสนยานุภาพ (ไทย VS เวียดนาม ในปี 2522)
2. ฉากทัศน์การรบ (Scenario): เมื่อเวียดนามบุกเต็มรูปแบบ
หากจีนไม่เปิดศึกทางเหนือ (ไม่ช่วยดึงกำลังพลเวียดนามไว้) และอเมริกาทำเป็นเฉย แผนการบุกของเวียดนามจะใช้ยุทธวิธีแบบ "สายฟ้าแลบ" (Blitzkrieg) เหมือนที่ทำกับกัมพูชา:
ด่านแรก (ชายแดนสระแก้ว/ปราจีนบุรี): กองทัพเวียดนามจะใช้ปืนใหญ่หนักถล่มแนวรับไทย แล้วส่งคลื่นรถถัง T-54 ข้ามพรมแดนเข้ามา กองทัพไทยที่ตรึงกำลังอยู่ชายแดนจะต้านทานได้อย่างกล้าหาญ แต่ด้วยจำนวนที่น้อยกว่าและอานุภาพอาวุธที่เสียเปรียบ แนวรับชายแดนจะแตกภายในไม่กี่วัน
เส้นทางมุ่งสู่กรุงเทพฯ: ชัยภูมิจากสระแก้ว ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา จนถึงกรุงเทพฯ เป็น "ที่ราบลุ่ม" ไม่มีภูเขาสูงกั้น ซึ่งเป็นชัยภูมิที่เอื้อต่อการรุกคืบด้วยรถถังอย่างมาก กองทัพไทยจะต้องถอยร่นมาตั้งรับเป็นระยะ แต่จะไม่สามารถหยุดยั้งขบวนรถถังเวียดนามได้
การครองอากาศ: แม้กองทัพอากาศไทยจะมีเครื่องบินรบที่ดี (เช่น F-5E) แต่เวียดนามมีระบบปืนต่อสู้อากาศยานและจรวดนำวิถี (SAM) ของโซเวียตที่หนาแน่นมาก ทำให้การโจมตีทางอากาศของไทยทำได้ยากลำบาก
3. ผลลัพธ์สุดท้าย: กรุงเทพฯ แตก และยุทธศาสตร์ "สงครามยืดเยื้อ"
กรุงเทพฯ จะถูกยึด: ภายในเวลาไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ กองทัพเวียดนามจะสามารถเข้าประชิดและยึดกรุงเทพมหานครได้สำเร็จ รัฐบาลไทยต้องอพยพหนีไปตั้งหลักในพื้นที่ส่วนกลางหรือภาคเหนือ/ภาคใต้
ไทยเปลี่ยนเป็นสงครามกองโจร: แม้จะเสียเมืองหลวง แต่คนไทยไม่ยอมแพ้ กองทัพไทยที่เหลืออยู่จะแตกตัวออกเป็นกองกำลังย่อย ผันตัวไปทำ "สงครามจรยุทธ์" (Guerilla Warfare) ในป่าเขาและชนบท คอยดักซุ่มโจมตี ตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงของเวียดนาม
เวียดนามจะติดหล่ม: แม้เวียดนามจะยึดเมืองใหญ่ของไทยได้ แต่การจะปกครองประเทศที่มีประชากรหลายสิบล้านคนที่ไม่ยอมสยบนั้นยากมาก เวียดนามจะเจอปัญหาเหมือนที่อเมริกาเคยเจอในบ้านตัวเอง คือ "ยึดได้แต่ปกครองไม่ได้" และจะถูกสงครามกองโจรของไทยกัดเซาะกำลังพลและเศรษฐกิจไปเรื่อยๆ จนทรุดไปทั้งสองฝ่ายในระยะยาว
ข้อมูลเอไอ