KEY POINTS
ผบ.ทร.วางทิศทางขับเคลื่อน"กองทัพเรือ" ภายใต้เจตนารมณ์ “จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์” ให้ความสำคัญสูงสุดการเสริมสร้างความพร้อมรบ
นโยบายระยะเร่งด่วน ผบ.ทร. ให้ทุกหน่วยทบทวนแนวทางการใช้กำลัง จัดกำลังให้เหมาะสมกับภารกิจ ประเมินความพร้อมของกำลังรบ
ทร.เร่งปรับโครงสร้างและกระบวนทำงานให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบราชการดิจิทัล เร่งรัดการบริหารงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง
การแถลงนโยบายประจำปีงบประมาณ 2570 ของ "พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล" ผู้บัญชาการทหารเรือ(ผบ.ทร.)แก่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงและกำลังพลกองทัพเรือ ที่หอประชุมกองทัพเรือ เมื่อ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา
เพื่อกำหนดทิศทางขับเคลื่อน "กองทัพเรือ" ภายใต้เจตนารมณ์ “จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์” โดยให้ความสำคัญสูงสุดการเสริมสร้างความพร้อมรบ ด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ การฝึก การส่งกำลังบำรุง รับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์กองทัพเรือ
สำหรับนโยบายระยะเร่งด่วน ให้ทุกหน่วยทบทวนแนวทางการใช้กำลัง จัดกำลังให้เหมาะสมกับภารกิจ ประเมินความพร้อมของกำลังรบ จัดลำดับความจำเป็นการจัดหายุทโธปกรณ์ เร่งรัดการซ่อมทำและบำรุงรักษายุทโธปกรณ์พร้อมใช้งาน เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้ต่อเนื่องเมื่อเกิดสถานการณ์
ควบคู่การทบทวนแผนป้องกันประเทศและแผนเผชิญเหตุให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความมั่นคง พัฒนาหลักนิยมและแนวทางการปฏิบัติการทางทหาร รวมถึงยกระดับการฝึกและการบูรณาการการปฏิบัติงานระหว่างหน่วย เพื่อเพิ่มความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต
นอกจากนี้จะปรับโครงสร้างและกระบวนทำงานให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบราชการดิจิทัล เร่งรัดการบริหารงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนกำกับติดตามโครงการสำคัญให้เป็นไปตามแผน โดยยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้
นโยบาย ผบ.ทร.ปัจจุบัน ต่อยอดจาก พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. คนก่อน นับเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน จากกองทัพเรือรูปแบบเดิม สู่กองทัพเรือที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และยานไร้คนขับท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับโครงสร้าง
การทยอยปลดประจำการเรือ ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก การยุบกองเรือ การลดแบบเรือ ลดจำนวนเรือ เท่ากับลดอัตรากำลังพลและตำแหน่งตามไปด้วย
ต้องยอมรับว่า แรงต่อต้านเกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว จนทำให้ พล.ร.อ.ไพโรจน์ ต้องลงไปกำกับดูแลขับเคลื่อนนโยบายตั้งแต่ระดับบนถึงระดับล่าง หวังทำให้กองทัพเรือกะทัดรัด เคลื่อนตัวง่าย และนำงบประมาณมามุ่งเน้นพัฒนาเรือ เครื่องบิน วางระบบโดรน
ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่ง พล.ร.อ.ไพโรจน์ เลือก พล.ร.อ.นเรศ เป็น ผบ.ทร.คนใหม่ เพื่อมากำหนดทิศทางการรบ ให้เป็นรูปธรรม ไม่เช่นนั้น กองทัพเรือ จะกลับไปที่เดิม กำลังพลไม่ลด ประสิทธิภาพไม่ได้ เทคโนโลยีไม่ทันสมัย
ล่าสุด พล.ร.อ.นเรศ สั่งรื้อหลักสูตรการฝึกกองทัพเรือใหม่ทั้งหมด ให้ตอบโจทย์การนำเทคโนโลยีมาใช้แทนกำลังพล พร้อมเริ่มนับหนึ่งประเมินผลงาน หรือ วัด KPI ตั้งแต่วันแถลงมอบนโยบาย หากผลการปฏิบัติไม่เกิด ผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายที่กำหนดไว้ จะพิจารณาปรับย้ายทันทีในห้วงไตรมาสที่ 1 หรือ ประมาณเดือนมีนาคม 2570
ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าว
สอดรับ "ยุทธศาสตร์กองทัพเรือ" ระยะยาว 20 ปี (2560-2579) ปัจจุบันกำลังย่างเข้าสู่ห้วงสำคัญ ปีที่ 11-20 ซึ่งต้องเตรียมการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อม เทคโนโลยีใหม่อย่างก้าวกระโดด ทั้ง กําลังทางเรือ ระบบสนับสนุน การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างเป็นระบบ พึ่งพาตนเองและส่งออก
โดยได้กําหนดการสร้างความมั่นคงของชาติทางทะเลตามแนวคิดระดับยุทธศาสตร์ว่า " ปฏิบัติการสองฝั่งมหาสมุทรและสามพื้นที่ปฏิบัติการ" หรือ "Two Oceans and thee Ares (OOAAA/Double O Triple A)
"Two Oceans" คือ พื้นที่ปฏิบัติการในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของผลประโยชน์ของชาติทางทะเลที่ไม่ได้อยู่เพียงอาณาเขตทางทะเลของไทย แต่แผ่ขยายไปทั่วโลก โดยกําหนดให้ ต้องมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการระยะไกลเพื่อการปฏิบัติการร่วม/ผสม การฝึกร่วม/ผสม และการแสดงกําลังมิใช่การคงกําลังอยู่ในพื้นที่นั้นตลอดเวลา
"thee Ares" เป็นแนวคิดในการเสริมสร้างกําลัง "ทัพเรือภาคที่ 1" รับผิดชอบพื้นที่อ่าวไทยตอนบน
"ทัพเรือภาคที่ 2" รับผิดชอบพื้นที่อ่าวไทยตอนล่าง และ "ทัพเรือภาคที่ 3" รับผิดชอบพื้นที่ทะเลอันดามัน ต้องมีขีดความสามารถและเครื่องมือพร้อมปฏิบัติภารกิจยามปกติ 24 ชั่วโมง จนถึงภาวะขัดแย้งรุนแรงดําเนินการใช้กําลังตามแผนป้องกันประเทศ
ภัยคุกคามอนาคตโอกาสที่จะเกิดสงครามขนาดใหญ่ที่ประเทศไทยจะต้องมีส่วนร่วมมีน้อยมาก แต่จะเป็นปัญหาความขัดแย้งระดับต่ํา ที่เกิดจากแนวเขตแดนทางบกและทางทะเล เช่น ไทย-กัมพูชา ความมั่นคงภายในประเทศ ความมั่นคงของสังคมความมั่นคงของมนุษย์ภัยธรรมชาติและก่อการร้าย
ดังนั้น จึงต้องมี "การป้องปราม"เสริมสร้างขีดความสามารถกำลังรบให้ทันสมัย ศักยภาพสูง เพียงพอเพื่อยับยั้งความคิดของฝ่ายตรงข้ามที่จะใช้กำลังต่อเราได้ เนื่องจากความมั่นคง เกี่ยวพันกับ ชาติ อธิปไตย เกียรติภูมิ และศักดิ์ศรี ที่ไม่สามารถละเลยและเป็นความเสี่ยงที่ไม่อาจยอมรับได้ โดย
ควบคู่"การป้องกันเชิงรุก" การใช้กำลังทางเรือเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพและให้ผลการปฏิบัติอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบในการเจรจาต่อรอง ด้วยขนาดของ
กำลังที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้สถานการณ์ขยายตัวจนไม่สามารถควบคุมได้
อนาคตกองทัพเรือ ต้องดํารงบทบาทที่สําคัญ 50% คือ บทบาทเพื่อการรบ ส่วนอีก 50% เป็นบทบาทที่ไม่ใช่การรบ แบ่งเป็น การรักษากฎหมายและการช่วยเหลือ และ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างละ 25%
สําหรับ ความพร้อมรบต้องอาศัยองค์ประกอบที่ทํางานสอดประสานกับกําลังพลที่มีความสามารถ ด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่พร้อมใช้งาน การฝึกที่ตอบโจทย์ภารกิจ และการสนับสนุนที่ต่อเนื่อง รวมถึงข้อจํากัดที่ต้องได้รับการแก้ไข
ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันยุทโธปกรณ์หลากหลายของกองทัพเรือยังมีไม่ครบและจําเป็นต้องจัดหาทดแทนอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางปัญหาเรื่องงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการ รวมถึงประสิทธิภาพและความคุ้มค่าที่ยังก่อให้เกิดคำถามกับสังคม ที่ ผบ.ทร.คนใหม่ ต้องสะสาง
ทั้งความต้องการเรือฟิเกต สมรรถนะสูงจำนวน 8 ลำ ดูแลพื้นที่อ่าวไทย 4 ลำ อันดามัน 4 ลำ
แต่ปัจจุบันมีเพียง 4 ลำ ส่วนลำที่ดีที่สุด "เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช" มีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ กำลังเปลี่ยนแปลงเครื่องใหม่ ส่วนระบบป้องกันระยะประชิด ปืน Phalanx (ฟาลังซ์) ใช้การไม่ได้
ขณะที่โครงการจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่ อยู่ในขั้นตอนการชี้แจงต่อกรมบัญชีกลาง ภายหลังมีเรื่องร้องเรียน ซึ่งหากเคลียร์ข้อสงสัยได้ก็เดินหน้าต่อ แต่หากคลุมเครือไม่ชัดเจนอาจถูกระงับ ก็จะกระทบแผนกำลังรบ ทร. ทำให้ล่าช้าไม่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้
กรณีหากไร้ปัญหาเดินตามแผนเดิม ทั้งนี้การจัดหาเรือฟริเกตลำต่อไปจะก้าวไปอีกเจเนอเรชั่นหนึ่ง แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยการเมืองภายในประเทศจะเอื้ออำนวยหรือไม่ รวมถึงการประเมินขีดความสามารถกองทัพเรือกัมพูชาซึ่งมีการพัฒนาต่อเนื่องตามลำดับจะเป็นตัวชี้วัด
ส่วน "เรือดําน้ำ" ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาความคุมค่า และยังไม่ชัดเจนว่าอนาคตลำที่ 2 และ ลำที่ 3จะตามมาหรือไม่ ภายหลัง ผบ.ทร.คนก่อนเสนอให้สำนักงบประมาณ ทำการดึงโครงการออก เพื่อไม่ให้เป็นภาระเรื่องกรอบวงเงินหรือภาระหนี้
เนื่องจากปัจจุบันกองทัพเรือ ประสบปัญหาภาระหนี้ผูกพันในโครงการขนาดใหญ่รวม 62,663 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีเรือดำน้ำ 2 ลำ จำนวน 22,500 ล้านบาท
อีกทั้ง เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว "ยานใต้น้ำไร้คนขับ"กำลังเข้ามาแทนที่ แต่หากเรือดำน้ำเข้าประจำการไม่ครบทั้ง 3 ลำ ส่งผลกระทบการปฏิบัติภารกิจ เรือดำน้ำลำเดียวที่จะส่งมอบภายในปี 2571-2572
ทว่าจะเห็นได้ว่า กองทัพเรือ กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเสริมสร้างระบบเตรียมความพร้อมรบ ควบคู่
ดํารงขีดความสามารถต่างๆตามคำประกาศ พล.ร.อ.นเรศ
"เมื่อรบก็ต้องชนะ ไม่ว่าจะรบกับใครก็ตาม ศึกราชศัตรูที่เป็นกําลังทหาร หรือ ภัยคุกคาม ภัยธรรมชาติก็ต้องสําเร็จ จากขีดความสามารถที่เรามี"
กองทัพเรือ กำลังเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ทั้งการปรับโครงสร้าง ลดข้อจำกัดด้านกำลังพล ยกระดับยุทโธปกรณ์ และเร่งนำเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และยานไร้คนขับเข้ามาเสริมขีดความสามารถ
ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณและภาระผูกพันโครงการขนาดใหญ่ โดย พล.ร.อ.นเรศ วางโจทย์ชัดว่า “ความพร้อมรบ” ต้องเกิดผลในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงนโยบายบนกระดาษ เพื่อให้กองทัพเรือ สามารถรับมือได้ตั้งแต่ความขัดแย้งระดับต่ำ ภัยคุกคามทางทะเล ไปจนถึงภาวะวิกฤต และรักษาความได้เปรียบในการปฏิบัติการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
ทร.เร่งปรับโครงสร้างและกระบวนทำงานให้มีประสิทธิภาพ
KEY POINTS
ผบ.ทร.วางทิศทางขับเคลื่อน"กองทัพเรือ" ภายใต้เจตนารมณ์ “จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์” ให้ความสำคัญสูงสุดการเสริมสร้างความพร้อมรบ
นโยบายระยะเร่งด่วน ผบ.ทร. ให้ทุกหน่วยทบทวนแนวทางการใช้กำลัง จัดกำลังให้เหมาะสมกับภารกิจ ประเมินความพร้อมของกำลังรบ
ทร.เร่งปรับโครงสร้างและกระบวนทำงานให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบราชการดิจิทัล เร่งรัดการบริหารงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง
การแถลงนโยบายประจำปีงบประมาณ 2570 ของ "พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล" ผู้บัญชาการทหารเรือ(ผบ.ทร.)แก่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงและกำลังพลกองทัพเรือ ที่หอประชุมกองทัพเรือ เมื่อ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา
เพื่อกำหนดทิศทางขับเคลื่อน "กองทัพเรือ" ภายใต้เจตนารมณ์ “จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์” โดยให้ความสำคัญสูงสุดการเสริมสร้างความพร้อมรบ ด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ การฝึก การส่งกำลังบำรุง รับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์กองทัพเรือ
สำหรับนโยบายระยะเร่งด่วน ให้ทุกหน่วยทบทวนแนวทางการใช้กำลัง จัดกำลังให้เหมาะสมกับภารกิจ ประเมินความพร้อมของกำลังรบ จัดลำดับความจำเป็นการจัดหายุทโธปกรณ์ เร่งรัดการซ่อมทำและบำรุงรักษายุทโธปกรณ์พร้อมใช้งาน เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้ต่อเนื่องเมื่อเกิดสถานการณ์
ควบคู่การทบทวนแผนป้องกันประเทศและแผนเผชิญเหตุให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความมั่นคง พัฒนาหลักนิยมและแนวทางการปฏิบัติการทางทหาร รวมถึงยกระดับการฝึกและการบูรณาการการปฏิบัติงานระหว่างหน่วย เพื่อเพิ่มความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต
นอกจากนี้จะปรับโครงสร้างและกระบวนทำงานให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบราชการดิจิทัล เร่งรัดการบริหารงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนกำกับติดตามโครงการสำคัญให้เป็นไปตามแผน โดยยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้
นโยบาย ผบ.ทร.ปัจจุบัน ต่อยอดจาก พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. คนก่อน นับเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน จากกองทัพเรือรูปแบบเดิม สู่กองทัพเรือที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และยานไร้คนขับท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับโครงสร้าง
การทยอยปลดประจำการเรือ ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก การยุบกองเรือ การลดแบบเรือ ลดจำนวนเรือ เท่ากับลดอัตรากำลังพลและตำแหน่งตามไปด้วย
ต้องยอมรับว่า แรงต่อต้านเกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว จนทำให้ พล.ร.อ.ไพโรจน์ ต้องลงไปกำกับดูแลขับเคลื่อนนโยบายตั้งแต่ระดับบนถึงระดับล่าง หวังทำให้กองทัพเรือกะทัดรัด เคลื่อนตัวง่าย และนำงบประมาณมามุ่งเน้นพัฒนาเรือ เครื่องบิน วางระบบโดรน
ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่ง พล.ร.อ.ไพโรจน์ เลือก พล.ร.อ.นเรศ เป็น ผบ.ทร.คนใหม่ เพื่อมากำหนดทิศทางการรบ ให้เป็นรูปธรรม ไม่เช่นนั้น กองทัพเรือ จะกลับไปที่เดิม กำลังพลไม่ลด ประสิทธิภาพไม่ได้ เทคโนโลยีไม่ทันสมัย
ล่าสุด พล.ร.อ.นเรศ สั่งรื้อหลักสูตรการฝึกกองทัพเรือใหม่ทั้งหมด ให้ตอบโจทย์การนำเทคโนโลยีมาใช้แทนกำลังพล พร้อมเริ่มนับหนึ่งประเมินผลงาน หรือ วัด KPI ตั้งแต่วันแถลงมอบนโยบาย หากผลการปฏิบัติไม่เกิด ผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายที่กำหนดไว้ จะพิจารณาปรับย้ายทันทีในห้วงไตรมาสที่ 1 หรือ ประมาณเดือนมีนาคม 2570
ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าว
สอดรับ "ยุทธศาสตร์กองทัพเรือ" ระยะยาว 20 ปี (2560-2579) ปัจจุบันกำลังย่างเข้าสู่ห้วงสำคัญ ปีที่ 11-20 ซึ่งต้องเตรียมการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อม เทคโนโลยีใหม่อย่างก้าวกระโดด ทั้ง กําลังทางเรือ ระบบสนับสนุน การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างเป็นระบบ พึ่งพาตนเองและส่งออก
โดยได้กําหนดการสร้างความมั่นคงของชาติทางทะเลตามแนวคิดระดับยุทธศาสตร์ว่า " ปฏิบัติการสองฝั่งมหาสมุทรและสามพื้นที่ปฏิบัติการ" หรือ "Two Oceans and thee Ares (OOAAA/Double O Triple A)
"Two Oceans" คือ พื้นที่ปฏิบัติการในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของผลประโยชน์ของชาติทางทะเลที่ไม่ได้อยู่เพียงอาณาเขตทางทะเลของไทย แต่แผ่ขยายไปทั่วโลก โดยกําหนดให้ ต้องมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการระยะไกลเพื่อการปฏิบัติการร่วม/ผสม การฝึกร่วม/ผสม และการแสดงกําลังมิใช่การคงกําลังอยู่ในพื้นที่นั้นตลอดเวลา
"thee Ares" เป็นแนวคิดในการเสริมสร้างกําลัง "ทัพเรือภาคที่ 1" รับผิดชอบพื้นที่อ่าวไทยตอนบน
"ทัพเรือภาคที่ 2" รับผิดชอบพื้นที่อ่าวไทยตอนล่าง และ "ทัพเรือภาคที่ 3" รับผิดชอบพื้นที่ทะเลอันดามัน ต้องมีขีดความสามารถและเครื่องมือพร้อมปฏิบัติภารกิจยามปกติ 24 ชั่วโมง จนถึงภาวะขัดแย้งรุนแรงดําเนินการใช้กําลังตามแผนป้องกันประเทศ
ภัยคุกคามอนาคตโอกาสที่จะเกิดสงครามขนาดใหญ่ที่ประเทศไทยจะต้องมีส่วนร่วมมีน้อยมาก แต่จะเป็นปัญหาความขัดแย้งระดับต่ํา ที่เกิดจากแนวเขตแดนทางบกและทางทะเล เช่น ไทย-กัมพูชา ความมั่นคงภายในประเทศ ความมั่นคงของสังคมความมั่นคงของมนุษย์ภัยธรรมชาติและก่อการร้าย
ดังนั้น จึงต้องมี "การป้องปราม"เสริมสร้างขีดความสามารถกำลังรบให้ทันสมัย ศักยภาพสูง เพียงพอเพื่อยับยั้งความคิดของฝ่ายตรงข้ามที่จะใช้กำลังต่อเราได้ เนื่องจากความมั่นคง เกี่ยวพันกับ ชาติ อธิปไตย เกียรติภูมิ และศักดิ์ศรี ที่ไม่สามารถละเลยและเป็นความเสี่ยงที่ไม่อาจยอมรับได้ โดย
ควบคู่"การป้องกันเชิงรุก" การใช้กำลังทางเรือเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพและให้ผลการปฏิบัติอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบในการเจรจาต่อรอง ด้วยขนาดของ
กำลังที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้สถานการณ์ขยายตัวจนไม่สามารถควบคุมได้
อนาคตกองทัพเรือ ต้องดํารงบทบาทที่สําคัญ 50% คือ บทบาทเพื่อการรบ ส่วนอีก 50% เป็นบทบาทที่ไม่ใช่การรบ แบ่งเป็น การรักษากฎหมายและการช่วยเหลือ และ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างละ 25%
สําหรับ ความพร้อมรบต้องอาศัยองค์ประกอบที่ทํางานสอดประสานกับกําลังพลที่มีความสามารถ ด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่พร้อมใช้งาน การฝึกที่ตอบโจทย์ภารกิจ และการสนับสนุนที่ต่อเนื่อง รวมถึงข้อจํากัดที่ต้องได้รับการแก้ไข
ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันยุทโธปกรณ์หลากหลายของกองทัพเรือยังมีไม่ครบและจําเป็นต้องจัดหาทดแทนอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางปัญหาเรื่องงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการ รวมถึงประสิทธิภาพและความคุ้มค่าที่ยังก่อให้เกิดคำถามกับสังคม ที่ ผบ.ทร.คนใหม่ ต้องสะสาง
ทั้งความต้องการเรือฟิเกต สมรรถนะสูงจำนวน 8 ลำ ดูแลพื้นที่อ่าวไทย 4 ลำ อันดามัน 4 ลำ
แต่ปัจจุบันมีเพียง 4 ลำ ส่วนลำที่ดีที่สุด "เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช" มีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ กำลังเปลี่ยนแปลงเครื่องใหม่ ส่วนระบบป้องกันระยะประชิด ปืน Phalanx (ฟาลังซ์) ใช้การไม่ได้
ขณะที่โครงการจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่ อยู่ในขั้นตอนการชี้แจงต่อกรมบัญชีกลาง ภายหลังมีเรื่องร้องเรียน ซึ่งหากเคลียร์ข้อสงสัยได้ก็เดินหน้าต่อ แต่หากคลุมเครือไม่ชัดเจนอาจถูกระงับ ก็จะกระทบแผนกำลังรบ ทร. ทำให้ล่าช้าไม่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้
กรณีหากไร้ปัญหาเดินตามแผนเดิม ทั้งนี้การจัดหาเรือฟริเกตลำต่อไปจะก้าวไปอีกเจเนอเรชั่นหนึ่ง แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยการเมืองภายในประเทศจะเอื้ออำนวยหรือไม่ รวมถึงการประเมินขีดความสามารถกองทัพเรือกัมพูชาซึ่งมีการพัฒนาต่อเนื่องตามลำดับจะเป็นตัวชี้วัด
ส่วน "เรือดําน้ำ" ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาความคุมค่า และยังไม่ชัดเจนว่าอนาคตลำที่ 2 และ ลำที่ 3จะตามมาหรือไม่ ภายหลัง ผบ.ทร.คนก่อนเสนอให้สำนักงบประมาณ ทำการดึงโครงการออก เพื่อไม่ให้เป็นภาระเรื่องกรอบวงเงินหรือภาระหนี้
เนื่องจากปัจจุบันกองทัพเรือ ประสบปัญหาภาระหนี้ผูกพันในโครงการขนาดใหญ่รวม 62,663 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีเรือดำน้ำ 2 ลำ จำนวน 22,500 ล้านบาท
อีกทั้ง เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว "ยานใต้น้ำไร้คนขับ"กำลังเข้ามาแทนที่ แต่หากเรือดำน้ำเข้าประจำการไม่ครบทั้ง 3 ลำ ส่งผลกระทบการปฏิบัติภารกิจ เรือดำน้ำลำเดียวที่จะส่งมอบภายในปี 2571-2572
ทว่าจะเห็นได้ว่า กองทัพเรือ กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเสริมสร้างระบบเตรียมความพร้อมรบ ควบคู่
ดํารงขีดความสามารถต่างๆตามคำประกาศ พล.ร.อ.นเรศ
"เมื่อรบก็ต้องชนะ ไม่ว่าจะรบกับใครก็ตาม ศึกราชศัตรูที่เป็นกําลังทหาร หรือ ภัยคุกคาม ภัยธรรมชาติก็ต้องสําเร็จ จากขีดความสามารถที่เรามี"
กองทัพเรือ กำลังเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ทั้งการปรับโครงสร้าง ลดข้อจำกัดด้านกำลังพล ยกระดับยุทโธปกรณ์ และเร่งนำเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และยานไร้คนขับเข้ามาเสริมขีดความสามารถ
ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณและภาระผูกพันโครงการขนาดใหญ่ โดย พล.ร.อ.นเรศ วางโจทย์ชัดว่า “ความพร้อมรบ” ต้องเกิดผลในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงนโยบายบนกระดาษ เพื่อให้กองทัพเรือ สามารถรับมือได้ตั้งแต่ความขัดแย้งระดับต่ำ ภัยคุกคามทางทะเล ไปจนถึงภาวะวิกฤต และรักษาความได้เปรียบในการปฏิบัติการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย