แก้มลิง vs อุโมงค์ระบายน้ำ

น้ำก็เหมือนรถบนทางด่วน…ถ้ามาพร้อมกันเยอะ ๆ ต่อให้มีทางด่วนก็รถติดได้เหมือนกัน

      เว​ลาฝนตก น้ำฝนมันก็ไม่ได้มีขาเดินไปแม่น้ำเองนะครับ มันก็ไหลลงท่อ ลงคู ลงคลอง แล้วค่อย ๆ เดินทางไปหาแม่น้ำ
ปัญหาคือ คลองบ้านเรามันไม่ได้เป็นทางตรงเหมือนสนามบิน มันคดไปคดมา เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา กว่าจะถึงแม่น้ำ น้ำบางส่วนก็เริ่มไปเที่ยวอยู่ตามบ้านคนแล้ว

เพราะฉะนั้นเราก็เลยสร้าง “ทางด่วนน้ำ” ขึ้นมา นั่นก็คือ อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดิน
ฝนตกหนัก น้ำจากถนนและพื้นที่สำคัญ ๆ ก็ไหลเข้าท่อ แล้วลงอุโมงค์ วิ่งใต้ดินไปออกแม่น้ำโดยตรง
พูดง่าย ๆ คือ
คลอง = ถนนธรรมดา
อุโมงค์ = มอเตอร์เวย์ของน้ำ
ฟังดูดีมากครับ
แต่ปัญหาคือ…
มอเตอร์เวย์ก็รถติดได้ครับ

ถ้าวันไหนรถมาพร้อมกันหมดทั้งประเทศ ต่อให้สร้างทางด่วน 20 เลน มันก็ยังมีวันที่รถติด
น้ำก็เหมือนกัน
สมมุติอุโมงค์ระบายน้ำสามารถระบายน้ำได้ 100 หน่วยต่อเวลา แต่วันนั้นฝนเทลงมา 150 หน่วยต่อเวลา
อุโมงค์ก็ไม่ได้พูดว่า

“ไม่เป็นไรครับพี่ เดี๋ยวผมรับให้หมด”

เพราะมันรับไม่ได้ครับ มันรับได้ 100 ก็ 100 อีก 50 หน่วยก็ต้องหาที่อยู่
และถ้าเราไม่ได้เตรียมที่อยู่ให้น้ำไว้…
น้ำก็จะไปเช่าบ้านคนอยู่แทน

นี่แหละครับที่ทำให้ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “แก้มลิง”
แก้มลิงก็คือการเตรียมพื้นที่เอาไว้พักน้ำชั่วคราว เวลาน้ำมาเยอะเกินกว่าระบบระบายน้ำจะจัดการได้ในทันที
แนวคิดมันก็เหมือนลิงกินผลไม้ครับ
ลิงกินกล้วยแล้วไม่ได้กลืนลงท้องหมดทีเดียว แต่มันเอาไปเก็บไว้ที่กระพุ้งแก้มก่อน เอาไว้ค่อยกินทีหลัง
น้ำก็เหมือนกัน

ฝนตกหนักมาก น้ำมาเป็นกองทัพ ก็ไม่ต้องรีบส่งมันลงแม่น้ำทั้งหมดในวินาทีเดียว เอาไปพักไว้ในแก้มลิงก่อน
พอฝนซา ระบบระบายน้ำเริ่มโล่ง ก็เอาน้ำที่พักไว้นั่นแหละค่อย ๆ ระบายออก
นี่คือหลักคิดง่าย ๆ ว่า
น้ำมาเยอะ ก็พักน้ำไว้ก่อน น้ำมาน้อยค่อยระบาย

เพราะฉะนั้น การจัดการน้ำที่ดีมันไม่ใช่การถามว่า
“จะสร้างอุโมงค์ให้ใหญ่แค่ไหน?”
อย่างเดียว
แต่ต้องถามด้วยว่า

“ถ้าวันหนึ่งน้ำมันมาเกินกว่าที่อุโมงค์รับไหว แล้วเราจะเอาน้ำไปไว้ที่ไหน?”

เพราะต่อให้สร้างอุโมงค์ใหญ่แค่ไหน มันก็มีขีดจำกัด
เหมือนทางด่วนครับ คุณจะสร้างทางด่วน 8 เลน 12 เลน หรือ 20 เลนก็ได้ แต่ถ้าวันหนึ่งรถทั้งเมืองออกมาพร้อมกันหมด…
ก็ยังติดอยู่ดี
แล้วถ้าไม่มีลานจอดรถ ไม่มีทางเบี่ยง ไม่มีพื้นที่พักรถเลย รถก็จะขึ้นไปจอดบนสนามหญ้าหน้าบ้านชาวบ้าน
น้ำก็เหมือนกันครับ

ถ้าไม่มีพื้นที่พักน้ำ น้ำก็จะไปพักบนถนน หน้าบ้าน ในบ้าน ในตลาด ในโรงพยาบาล
แล้วสุดท้ายประชาชนก็จะได้เป็น “แก้มลิง” แทน
คือบ้านประชาชนกลายเป็นที่กักเก็บน้ำชั่วคราวเสียเอง
อันนี้ไม่ใช่ระบบแก้มลิงแล้วครับ
อันนี้เรียกแก้มประชาชน

ดังนั้นอุโมงค์ระบายน้ำกับแก้มลิงจริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นคู่แข่งกัน มันเป็นคนละหน้าที่ของระบบเดียวกัน
• อุโมงค์มีหน้าที่เร่งการระบายน้ำ
• แก้มลิงมีหน้าที่รับน้ำส่วนเกินเอาไว้ชั่วคราว
• คลองมีหน้าที่ลำเลียงน้ำ
• แม่น้ำมีหน้าที่รับน้ำปลายทาง
ทุกอย่างต้องทำงานต่อกันเป็นระบบ

เพราะฉะนั้นการออกแบบระบบระบายน้ำโดยหวังพึ่งแต่อุโมงค์อย่างเดียว แล้วคิดว่า
“ฝนตกเท่าไรก็ส่งลงอุโมงค์ให้หมด”
นี่ก็เหมือนการสร้างทางด่วนแล้วบอกว่า
“ต่อไปนี้รถจะไม่ติด เพราะเรามีทางด่วน”
แล้วลืมไปว่า รถไม่ได้มีแค่สองคัน
ฝนก็ไม่ได้ตกแค่สองหยดเหมือนกันครับ
ฝนบางวันมันตกแบบเหมือนฟ้าทะเลาะกับกรุงเทพฯ ตกทีเดียวจนระบบต้องถามว่า
“เอาจริงเหรอ?”

ดังนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การทำให้น้ำ “ไหลออกเร็ว” แต่ต้องทำให้น้ำ “มีที่อยู่ระหว่างทางด้วย”
เพราะระบบที่ดีไม่ใช่ระบบที่บอกว่า
“เราระบายได้พอดี”
แต่คือระบบที่รู้ว่า
“ถ้ามันไม่พอดี แล้วน้ำส่วนเกินจะไปอยู่ไหน”

นี่แหละครับหัวใจของการจัดการน้ำ
อุโมงค์คือทางด่วนน้ำ แก้มลิงคือที่พักน้ำ คลองคือทางลำเลียง และประชาชนไม่ควรถูกออกแบบให้เป็นบ่อพักน้ำ
เพราะถ้าระบบระบายน้ำทำงานโดยไม่มีพื้นที่เผื่อสำหรับเหตุการณ์ที่น้ำมาเกินความสามารถของระบบ…
สุดท้าย “พื้นที่เผื่อ” ที่หายไปจากแบบวิศวกรรม
มันจะไปโผล่อยู่ในบ้านประชาชนแทนครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่