สร้อยไข่มุกอ่าวไทย+ระบบระบายน้ำที่ดีสู่แม่น้ำบางปะกง ช่วยกรุงเทพ-ชลบุรีพ้นภัยน้ำท่วม ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว

ต่อจากกระทู้การระบายน้ำจากลาดกระบัง-สุวรรณภูมิสู่ชลบุรี คือทางรอด data center ใน eec คนชลบุรีมีน้ำใช้ตลอดปี คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
https://m.pantip.com/topic/44275272

      จากกระทู้ก่อนที่มีคนบอกว่า การสร้างคลองระบายน้ำขนานไปกับใต้ทางรถไฟฟ้า ให้สร้างถึงบางปะกงก็พอ เพราะถึงแม้ว่าน้ำที่ถูกระบายมาตามคลองใต้รถไฟฟ้าจะสามารถไหลไปถึงศรีราชา แต่ยังไงชลบุรีก็ต้องสูบน้ำมาใช้จากแม่น้ำบางปะกงอยู่ดี เพราะฉะนั้นก็ควรให้คลองระบายน้ำใต้ทางรถไฟฟ้าสายสีแดงสิ้นสุดแถวๆแม่น้ำบางปะกง ซึ่งจะประหยัดงบก่อสร้างคลองไปได้มาก ประหยัดค่าไฟที่ต้องปั๊มน้ำไปให้ถึงศรีราชาด้วย เกิดผลลัพธ์ดีเกินคาด จากที่กระทู้ก่อนบอกแค่ว่าช่วยกรุงเทพจังหวัดเดียว กลายเป็นว่าได้สิ่งที่ดีกว่าเดิม สามารถช่วยได้ทั้ง 2 จังหวัด ช่วยให้น้ำไม่ท่วมทั้งกรุงเทพและชลบุรี คนชลบุรีก็ได้น้ำใช้ตลอดปี เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ


*พลิกวิกฤตน้ำท่วม “กรุงเทพฯ-ชลบุรี” สู่โอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจด้วยอภิมหาโปรเจกต์ “เกาะเทียมสร้อยไข่มุกอ่าวไทย”
1. วิกฤตการณ์ร่วม: กรุงเทพฯตะวันออกและฝันร้ายน้ำท่วมซ้ำซากของชลบุรี
        เป็นที่ทราบกันดีว่า กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก (ลาดกระบัง-หนองจอก) เผชิญความเสี่ยงที่จะจมบาดาลจากปัญหารอบด้าน ทั้งน้ำเหนือหลาก น้ำทะเลหนุน และแผ่นดินทรุด แต่ในขณะเดียวกัน หากมองขยับไปทางฝั่งตะวันออก จังหวัดชลบุรี ก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่เผชิญปัญหาน้ำท่วมรุนแรงเป็นประจำทุกปี
         ปัญหาน้ำท่วมของชลบุรีไม่ได้เกิดจากพื้นที่ฝั่งศรีราชาซึ่งเป็นที่ราบสูงและแนวเนินเขา แต่เกิดขึ้นในโซนชลบุรีตอนบน (อำเภอเมืองชลบุรี, อำเภอพานทอง, อำเภอพนัสนิคม) ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มต่ำรองรับมวลน้ำหลากลุ่มน้ำบางปะกงและฝั่งฉะเชิงเทรา ยามใดที่ฝนตกหนักร่วมกับน้ำทะเลหนุน ย่านเศรษฐกิจสำคัญและนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่างอมตะซิตี้ ชลบุรี จะเกิดภาวะน้ำท่วมขังทันทีเนื่องจากน้ำไม่มีทางระบายออกสู่ทะเล
         ที่ผ่านมา รัฐพยายามแก้ปัญหาแยกส่วน เช่น การเสนอให้ขยายอ่างเก็บน้ำบางพระ ซึ่งในทางอุทกวิทยาช่วยได้จำกัดมากเพราะอยู่คนละลุ่มน้ำ ทั้งยังต้องเสียงบเวนคืนที่ดินแพงลิ่ว ยิ่งตอกย้ำว่าระบบการจัดการน้ำในปัจจุบันกำลังถึงทางตัน

2. ทางออกบูรณาการ: คลองด่วนใต้รางรถไฟ สิ้นสุดที่ปากอ่าวบางปะกง
         การปรับแนวคิดทางวิศวกรรมโดยหลบเลี่ยงการส่งน้ำขึ้นที่สูงไปยังศรีราชา นำมาสู่ทางเลือกที่ชาญฉลาดและคุ้มค่ากว่า นั่นคือ การขุดคลองระบายน้ำความเร็วสูงดาดคอนกรีตขนานใต้แนวรถไฟฟ้าสายสีแดง/สายตะวันออก จากลาดกระบัง มุ่งหน้ามาสิ้นสุดและตัดลงทะเลตรงรอยต่อฉะเชิงเทรา-ชลบุรีตอนบน (ย่านอมตะนคร) เพื่อยิงมวลน้ำตรงลงสู่ปากแม่น้ำบางปะกง
        การเลือกจุดสิ้นสุดตรงพื้นที่ราบต่ำระดับ 0 เมตรบริเวณนี้ ทำให้มวลน้ำหลากจากลาดกระบังสามารถไหลตามแรงโน้มถ่วงของโลก (Gravity) ลงสู่ทะเลได้โดยตรงตามธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากปั๊มน้ำขนาดยักษ์เพื่อสูบน้ำข้ามเนินเขาชลบุรี ช่วยลดระยะทางการขุดคลองลงได้หลายสิบกิโลเมตร ประหยัดงบประมาณแผ่นดินในการก่อสร้างลงไปได้ในระดับ “หลักหมื่นล้านบาท”
        ที่สำคัญ คลองสายนี้ยังทำหน้าที่เป็น "แนวป้องกัน (Buffer Zone)" ที่คอยดักมวลน้ำหลากจากฝั่งฉะเชิงเทราและพนัสนิคม ไม่ให้ไหลทะลักเข้าท่วมตัวเมืองชลบุรีและนิคมอุตสาหกรรมในแถบนั้นได้อย่างเด็ดขาด

3. อภิมหาเกาะเทียม 9 เกาะ: แก้มลิงยักษ์กลางทะเลที่เชื่อมสองเมืองหลวงเศรษฐกิจ
        เมื่อมวลน้ำจากทั้งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก และน้ำหลากจากชลบุรี ถูกลำเลียงมาถึงปากอ่าวบางปะกง ปลายทางสุดท้ายที่จะรองรับน้ำก้อนนี้อย่างปลอดภัยคือ "โครงการเกาะเทียม 9 เกาะ หรือ สร้อยไข่มุกอ่าวไทย" ที่วางแนวขวางอ่าวไทยตอนใน (ชลบุรี-เพชรบุรี)
ในรูปแบบนี้ เกาะเทียมและประตูกั้นน้ำยักษ์จะเปลี่ยนสถานะจากเพียงแค่แนวป้องกันคลื่น ให้กลายเป็น "อ่างเก็บน้ำจืดกลางทะเลขนาดมหึมา (Freshwater Coastal Reservoir)"
• บล็อกน้ำเค็มภายนอก: เกาะเทียมจะควบคุมระดับน้ำทะเลปานกลางด้านในอ่าวให้ต่ำกว่าตลิ่งอยู่ตลอดเวลา บล็อกไม่ให้น้ำทะเลหนุนสวน
• แก้มลิงไร้ขีดจำกัด: เมื่อระดับน้ำในอ่าวไทยตอนในถูกควบคุมให้ต่ำ น้ำท่วมจากตัวเมืองชลบุรีและน้ำหลากจากคลองใต้รถไฟของ กทม. จึงสามารถไหลพุ่งลงสู่ทะเลเปิดหลังแนวเกาะเทียมได้อย่างรวดเร็ว ระบบนี้จึง แก้ปัญหาน้ำท่วมให้ทั้งกรุงเทพฯ และชลบุรี ไปพร้อมกันในตัวอย่างเบ็ดเสร็จ
• คลังน้ำจืดแห่งภูมิภาค: มวลน้ำท่วมของสองจังหวัดจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำจืดบริสุทธิ์สะสมกักเก็บไว้กลางทะเล ทำให้เมืองใหม่บนเกาะเทียม 9 เกาะ รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมไฮเทคในเขต EEC มีน้ำจืดใช้อย่างอุดมสมบูรณ์ถาวร โดยไม่ต้องเสียเงินสร้างโรงงานแยกเกลือจากน้ำทะเลที่มีราคาแพงลิ่ว

  
    บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์:
การบูรณาการระบบจัดการน้ำร่วมกันระหว่าง กทม. และชลบุรี โดยมีเกาะเทียมสร้อยไข่มุกเป็นแกนกลาง จึงเป็นการพลิกโฉมหน้าประเทศไทยครั้งใหญ่ เงินลงทุนที่จ่ายไปไม่ได้สูญหาย แต่เปลี่ยนวิกฤตภัยพิบัติของสองเมืองหลวงทางเศรษฐกิจ ให้กลายเป็น "สินทรัพย์ที่มั่นคงและยั่งยืนที่สุดของประเทศ" ป้องกันความเสียหายระดับหลายล้านล้านบาท และขับเคลื่อน GDP ของไทยไปได้อีกนับร้อยปี

   ขนาดของแก้มลิงทะเลเพียงพอรองน้ำจากทั้งกรุงเทพและชลบุรีได้สบายๆ
*พื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนในที่อยู่หลังแนวเกาะเทียมสร้อยไข่มุกนั้น "กว้างใหญ่เกินพอ" ในการรองรับมวลน้ำท่วมทั้งหมดจากทั้งกรุงเทพฯ และชลบุรีได้อย่างเหลือเฟือ
    เพื่อความชัดเจน สามารถวิเคราะห์ตัวเลขเปรียบเทียบระหว่าง "ปริมาณน้ำท่วม" กับ "ความจุของทะเลรับน้ำ" ออกมาได้ดังนี้ครับ:
1. ปริมาณมวลน้ำท่วมวิกฤต (ฝั่งน้ำหลาก)
หากเราสมมติสถานการณ์ภัยพิบัติขั้นรุนแรง (Worst-case Scenario) เช่น เกิดฝนตกหนักหน่วงระดับ 100-150 มิลลิเมตร พร้อมกันทั้งกรุงเทพฯฝั่งตะวันออกและจังหวัดชลบุรีตอนบน:
• มวลน้ำท่วมจากกรุงเทพฯ ตะวันออก (ลาดกระบัง-หนองจอก): ปริมาณประมาณ 15 - 20 ล้านลูกบาศก์เมตร
• มวลน้ำหลากลุ่มน้ำบางปะกงและชลบุรี (พานทอง-พนัสนิคม): ปริมาณประมาณ 30 - 40 ล้านลูกบาศก์เมตร
• รวมมวลน้ำวิกฤตที่ต้องระบายลงทะเลพร้อมกัน: คิดเป็นประมาณ 50 – 60 ล้านลูกบาศก์เมตร ต่อการเกิดพายุใหญ่หนึ่งรอบ
2. ความจุของพื้นที่รับน้ำในทะเล (ฝั่งแก้มลิงยักษ์)
แนวเกาะเทียมสร้อยไข่มุก 9 เกาะ วางแนวขวางอ่าวไทยตอนในจากชลบุรีตัดตรงไปเพชรบุรี (ระยะทางประมาณ 90-100 กิโลเมตร) พื้นที่ทะเลที่ถูกล้อมกรอบอยู่ด้านในจะมีขนาดประมาณ 3,000 ตารางกิโลเมตร (หรือราว 1.8 ล้านไร่)
• ความลึกเฉลี่ยของอ่าวไทยตอนใน: อยู่ที่ประมาณ 10–15 เมตร
• หากระบบวิศวกรรมของเกาะเทียมใช้ประตูกั้นน้ำยักษ์สูบพร่องน้ำ (หรือเปิดระบายช่วงน้ำลง) เพื่อควบคุมให้ระดับน้ำทะเลด้านใน ลดต่ำลงกว่าระดับน้ำทะเลปกติเพียงแค่ "30 เซนติเมตร" (0.3 เมตร)
• พื้นที่ทะเลปิดนี้จะเปลี่ยนสภาพเป็นแก้มลิงยักษ์ที่มีความจุทันทีถึง 900 ล้านลูกบาศก์เมตร!


📊 สรุปการเปรียบเทียบขีดความสามารถ
• มวลน้ำท่วมสูงสุดที่หลากมา: 60 ล้านลูกบาศก์เมตร
• ความจุแก้มลิงทะเลที่เตรียมไว้: 900 ล้านลูกบาศก์เมตรจะเห็นได้ว่า พื้นที่รับน้ำในทะเลมีความจุมากกว่าปริมาณน้ำท่วมวิกฤตถึง 15 เท่า!
     ดังนั้น มวลน้ำหลากจากลาดกระบังที่วิ่งมาตามคลองใต้รถไฟ และน้ำหลากจากชลบุรี จะไหลพุ่งลงทะเลอ่าวบางปะกงได้อย่างรวดเร็วและสะดวกมาก เพราะแรงดันน้ำจะวิ่งลงสู่แอ่งทะเลปิดที่มีระดับต่ำกว่าอย่างเป็นธรรมชาติ โดยน้ำจืดก้อนนี้จะเข้าไปละลายความเค็มและกักเก็บเป็นคลังน้ำจืดสำรองขนาดใหญ่ โดยไม่สร้างผลกระทบให้ระดับน้ำในทะเลเอ่อล้นกลับมาท่วมชายฝั่งเลยแม้แต่น้อยครับ

    วันนี้เท่านี้ เดี๋ยวมีเนื้อหาในกระทู้ต่อไปอีก
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่