ทำไมคุณหมอต้องให้เรากินยาปฏิชีวนะให้หมด? ถ้าไม่กินให้หมดได้ไหม? วันนี้ลุงมีคำตอบให้ครับ
หลายคนน่าจะเคยกินยาปฏิชีวนะ เวลามีอาการติดเชื้อแบคทีเรียจากโรคต่าง ๆ โดยคุณหมอจะระบุเสมอว่า "กินยานี้ให้หมด" ซึ่งบางคนพอรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้ว ก็เลิกกินไปเสียเฉย ๆ เพราะคิดว่าคงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง
แต่ความจริงแล้ว...เรากำลังทำผิดอย่างมากเลยแหละ! ซึ่งมันอาจส่งผลให้เรากลับมาป่วยหนักกว่าเดิมก็ได้!!
นั่นเพราะว่า ยาปฏิชีวนะไม่ได้ทำลายเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคทั้งหมดในทันทีนะครับ แต่มันจะเข้าไปค่อย ๆ ลดจำนวนเชื้อแบคทีเรียลง
โดยเชื้อที่อ่อนแอก็จะถูกกำจัดไปก่อนในช่วงแรก จากนั้นเชื้อที่แข็งแรง หรืออึดกว่า จึงจะถูกจัดการในช่วงท้าย ๆ ของการกินยา
การกินยาให้หมดแม้อาการจะดีขึ้นแล้ว ก็เพื่อจัดการเชื้อที่ยังหลงเหลือให้หมดนั่นเองครับ
แต่ถ้าเราหยุดกินยาก่อน เพราะคิดว่าหายดีแล้ว เชื้อที่หลงเหลือจะเรียนรู้โครงสร้างของยา และสร้างกลไกขึ้นมาป้องกันตัว จนกลายเป็น "เชื้อดื้อยา" และขยายตัวเพิ่มขึ้น กลับมาทำให้เราป่วยซ้ำด้วยอาการที่รุนแรงกว่า และอาจแพร่กระจายไปยังผู้อื่นได้ด้วย เราก็ต้องเสียเวลามากินยาที่รุนแรงมากกว่าเดิมอีก เพราะยาตัวเดิมใช้ไม่ได้ผลอีกแล้ว
และการกินยาที่แรงขึ้น ก็ส่งผลเสียทั้งสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ที่เสียหาย เสี่ยงการตกค้างของยาที่เป็นอันตราย
ดังนั้น แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ไม่ควรหยุดยาปฏิชีวนะเองนะครับ ยกเว้นว่าคุณหมอจะสั่ง
อีกทั้ง ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง หรือกินยาที่เหลือจากครั้งก่อน หรือยาของคนอื่น หรือกินมากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะหลายคนที่มักเข้าใจผิดว่ากินยาปฏิชีวนะแทนยาแก้อักเสบได้ (ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นยาคนละตัวกันนะฮะ)
เพราะนอกจากจะไม่ได้ผล ไม่ตรงกับโรค ยังอาจเป็นอันตราย และทำให้เสี่ยงดื้อยาเพิ่มขึ้นด้วย การใช้ยาปฏิชีวนะจึงต้องให้คุณหมอ หรือเภสัชกร เป็นผู้แนะนำนะครับ
ทำไมคุณหมอต้องให้เรากินยาปฏิชีวนะให้หมด? ถ้าไม่กินให้หมดได้ไหม?