“ยาแก้อักเสบ” ที่เราเรียกกัน คือยาปฏิชีวนะหรือยาลดการอักเสบกันแน่?

เวลาเป็นหวัด ไอ หรือเจ็บคอ หลายคนมักนึกถึง “ยาแก้อักเสบ” บางคนเคยกินแล้วรู้สึกว่าหายเร็ว จึงอยากได้ยาตัวเดิมอีก พอไปพบแพทย์แล้วได้เพียงยาบรรเทาอาการกลับมา ก็อาจสงสัยว่าการรักษาจะเพียงพอไหม หรือถ้าไม่ได้ยาแก้อักเสบแล้วจะหายได้อย่างไร

ความอยากหายเร็วเป็นเรื่องธรรมดา แต่เรื่องนี้มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่ตั้งแต่ชื่อยา เพราะคำว่า ‘ยาแก้อักเสบ’ ที่เรียกกันในชีวิตประจำวัน มักถูกใช้เรียกยาปฏิชีวนะ จนทำให้สับสนกับยาลดการอักเสบ ทั้งที่ยาปฏิชีวนะและยาลดการอักเสบมีหน้าที่ต่างกัน

ถ้าจะเข้าใจว่าทำไมบางครั้งแพทย์จึงไม่ให้ยาปฏิชีวนะ ต้องเริ่มจากคำว่า “อักเสบ” ก่อน

การอักเสบ หรือ inflammation เป็นการตอบสนองของร่างกายต่อการบาดเจ็บ การติดเชื้อ หรือสิ่งกระตุ้นอื่น ๆ อาจทำให้ปวด บวม แดง ร้อน หรือทำให้บริเวณนั้นทำงานผิดปกติ แต่การอักเสบไม่ได้หมายความว่ามีแบคทีเรียอยู่ตรงนั้นเสมอไป ลองนึกถึงข้อเท้าพลิกแล้วบวม หรือผิวหนังระคายเคือง อาการเหล่านี้มีการอักเสบได้โดยไม่มีการติดเชื้อ

ส่วนการติดเชื้อ หรือ infection เกิดจากเชื้อโรค เช่น ไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อรา เข้ามาก่อโรคในร่างกาย การติดเชื้อทำให้เกิดการอักเสบได้ แต่การอักเสบทุกครั้งไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ และการติดเชื้อแต่ละชนิดก็ใช้วิธีรักษาต่างกัน

ยาปฏิชีวนะ หรือ antibiotics เช่น อะม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียที่ไวต่อยานั้น ไม่ได้รักษาไวรัสที่ทำให้เป็นหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ต่อให้เจ็บคอมากหรือรู้สึกไม่สบายหลายวัน หากสาเหตุเป็นไวรัส ยาปฏิชีวนะก็ไม่ได้ช่วยรักษาสาเหตุนั้น เว้นแต่แพทย์ประเมินว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วยซึ่งจำเป็นต้องรักษา

ส่วนยาลดการอักเสบกลุ่มที่ใช้กันบ่อย เช่น ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) และนาพรอกเซน (naproxen) อยู่ในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ non-steroidal anti-inflammatory drugs เรียกสั้น ๆ ว่า NSAIDs ยากลุ่มนี้ช่วยลดปวด บวม และการอักเสบ แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะอาจทำให้เกิดแผลหรือเลือดออกในทางเดินอาหาร กระทบการทำงานของไต หรือมีปฏิกิริยากับยาอื่นที่ใช้อยู่

ชื่อที่เรียกกันจนคุ้นจึงมีผลต่อความเข้าใจไม่น้อย พอเรียกยาปฏิชีวนะว่า “ยาแก้อักเสบ” เราก็อาจเผลอคิดว่าไม่ว่าตรงไหนจะอักเสบ ยานี้ก็น่าจะช่วยได้ ทั้งที่สิ่งที่ต้องประเมินจริง ๆ คืออักเสบจากอะไร

อาการเจ็บคอเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด คอที่แดงและเจ็บอาจเกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรียก็ได้ และอาการเจ็บคอส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส แพทย์จึงต้องดูอาการร่วม ระยะเวลาที่ป่วย และตรวจร่างกาย บางกรณีอาจต้องเก็บตัวอย่างจากคอเพื่อตรวจเพิ่มเติม ไม่สามารถตัดสินจากความเจ็บหรือความแดงของคอเพียงอย่างเดียวว่าควรได้ยาปฏิชีวนะ

แม้จะเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้ยาปฏิชีวนะทุกกรณี การติดเชื้อบางชนิดในผู้ป่วยบางรายสามารถดีขึ้นได้เอง การตัดสินใจจึงต้องพิจารณาชนิดของโรค ความรุนแรง และปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยประกอบกัน

สำหรับหวัดทั่วไป การรักษามักเป็นการบรรเทาอาการ หรือ symptomatic treatment เช่น ใช้พาราเซตามอล (paracetamol) เมื่อมีไข้หรือปวดตามความเหมาะสม พักผ่อน และดื่มน้ำให้เพียงพอ ระหว่างที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายจัดการกับไวรัส การรักษาแบบนี้มีเป้าหมายชัดเจน แม้จะไม่มียาปฏิชีวนะอยู่ในรายการยาก็ตาม

แล้วประสบการณ์ที่ว่า “กินยาแก้อักเสบทีไรก็หายทุกที” อธิบายอย่างไร?
ลองนึกถึงคนที่เป็นหวัดมาสี่ห้าวันแล้วจึงเริ่มกินยา อีกสองสามวันต่อมาอาการดีขึ้น ก็เป็นธรรมดาที่จะรู้สึกว่ายาช่วยให้หาย แต่ช่วงนั้นอาจเป็นจังหวะที่โรคกำลังดีขึ้นตามธรรมชาติอยู่แล้ว การหายหลังจากกินยา จึงยังไม่ได้ยืนยันว่ายานั้นเป็นเหตุให้หาย
ยิ่งถ้าได้รับยาหลายตัวพร้อมกัน ยาลดไข้หรือยาแก้ปวดอาจช่วยให้รู้สึกสบายขึ้น แต่เรากลับจำว่ายาปฏิชีวนะเป็นตัวที่ทำให้ดีขึ้น ความเชื่อนี้จึงติดตัวไปถึงการป่วยครั้งต่อไป

ที่ต้องคุยเรื่องนี้ให้ชัด เพราะการกินยาปฏิชีวนะเผื่อไว้มีความเสี่ยง ยาอาจทำให้คลื่นไส้ ท้องเสีย หรือเกิดอาการแพ้ บางรายอาจแพ้รุนแรงจนเกิดภาวะ anaphylaxis ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน แม้จะพบไม่บ่อยก็ตาม หากยาไม่ได้ช่วยรักษาโรคที่เป็นอยู่ ผู้ป่วยก็ได้รับความเสี่ยงเหล่านี้โดยไม่มีประโยชน์ในการรักษาโรคนั้นมาชดเชย

อีกเรื่องคือเชื้อดื้อยา หรือ antibiotic resistance

คำนี้ไม่ได้หมายความว่าร่างกายชินกับยา แต่หมายถึงแบคทีเรียสามารถทนต่อยาปฏิชีวนะที่ปกติควรใช้รักษาเชื้อนั้นได้ เมื่อใช้ยา เชื้อที่ไวต่อยาอาจถูกกำจัด ขณะที่เชื้อที่ทนยาได้มีโอกาสรอดและเพิ่มจำนวน การใช้ยาปฏิชีวนะจึงเกิดแรงคัดเลือก หรือ selection pressure และการใช้โดยไม่จำเป็นก็เพิ่มแรงคัดเลือกนี้โดยไม่ได้ประโยชน์ในการรักษา
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนที่กินยา เพราะเชื้อดื้อยาสามารถแพร่ต่อได้ คนที่ไม่เคยใช้ยาชนิดนั้นมาก่อนก็อาจติดเชื้อดื้อยาได้เช่นกัน เมื่อเกิดการติดเชื้อขึ้นจริง การรักษาอาจยากขึ้นและมีทางเลือกของยาน้อยลง

อย่างไรก็ตาม ยาปฏิชีวนะยังเป็นยาที่สำคัญมาก เมื่อมีข้อบ่งชี้ หรือ indication ว่าจำเป็นต้องใช้ การได้รับยาที่เหมาะสมและทันเวลาก็ช่วยชีวิตได้ แพทย์ต้องพิจารณาว่าติดเชื้อที่ตำแหน่งไหน น่าจะเกิดจากเชื้ออะไร โรครุนแรงเพียงใด รวมถึงประวัติแพ้ยาและปัจจัยเฉพาะของผู้ป่วย เพื่อเลือกชนิดยา ขนาดยา และระยะเวลาที่เหมาะสม

เมื่อได้รับยาปฏิชีวนะ ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ปรับขนาดหรือระยะเวลาเอง ไม่แบ่งยาให้ผู้อื่น และไม่เก็บยาที่เหลือไว้ใช้กับการป่วยครั้งต่อไปเพียงเพราะอาการคล้ายกัน หากมีผลข้างเคียงหรือไม่แน่ใจว่าควรใช้ต่ออย่างไร ควรติดต่อผู้รักษาเพื่อประเมิน

ขณะเดียวกัน การดูแลตามอาการก็ต้องมีคำแนะนำว่าจะติดตามอย่างไร หากหายใจลำบาก กลืนลำบากจนดื่มน้ำไม่ได้ มีภาวะขาดน้ำ หรืออาการแย่ลง ควรเข้ารับการประเมิน ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเองแทนการตรวจ

เรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นหน้าที่ของผู้ป่วยฝ่ายเดียว บุคลากรทางการแพทย์ก็ควรเรียกชื่อกลุ่มยาให้ชัด และอธิบายว่าทำไมจึงให้หรือไม่ให้ยาบางชนิด การบอกเพียงว่า “ไม่ต้องกินยาแก้อักเสบ” โดยไม่มีคำอธิบาย อาจทำให้ผู้ป่วยกลับบ้านไปพร้อมความกังวล และไปหาซื้อยากินเองในที่สุด

ครั้งต่อไปที่ไปพบแพทย์ ลองถามว่า “อาการนี้น่าจะเกิดจากอะไร จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะไหม และถ้ายังไม่ดีขึ้นควรกลับมาตรวจเมื่อไร”

เราไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อยาทุกตัว แต่ควรเข้าใจว่ายาที่ได้รับมีไว้เพื่ออะไร การรักษาที่เหมาะสมบางครั้งอาจมียาหลายชนิด บางครั้งอาจใช้เพียงยาบรรเทาอาการ สิ่งที่ควรได้กลับมาด้วยเสมอคือคำอธิบายที่ชัดเจนและแผนดูแลตัวเองที่เข้าใจได้

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่