ยิ่งอวดรวย ยิ่งลดอิสรภาพ เหตุผลที่ "เศรษฐี" เลือกรวยเงียบ มากกว่า เลือกสายตาคนอื่น

ทำไมคนที่รวยจริง ๆ ถึงเลือกใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดามากกว่า อวดทรัพย์สินของตัวเองเพื่อให้คนอื่นมาสนใจ
.
ในปี 1958 Warren Buffett ซื้อบ้านหลังหนึ่งในเมืองโอมาฮา รัฐเนแบรสกา ด้วยราคาราว 31,500 ดอลลาร์ หรือราว 1,039,500 บาท และเขายังอาศัยอยู่ที่นั่นจนถึงทุกวันนี้ ทั้งที่เป็นหนึ่งในคนที่รวยที่สุดในโลก ใครที่ขับรถผ่านย่านนั้นอาจต้องมองซ้ำสองรอบ เพราะมันเป็นบ้านธรรมดา ๆ ที่ไม่ต่างจากบ้านของคนอื่นเลย
.
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมหาเศรษฐีอีกหลายคนเลือกใช้ชีวิตเรียบง่ายเหมือนกัน ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งของสังคม มีคนจำนวนไม่น้อยกำลังผ่อนรถหรู กระเป๋าแบรนด์เนม และบ้านหลังใหญ่เกินตัว เพื่อให้ดูเหมือนคนมีฐานะ
.
บางทีความรวย อาจไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นมองเห็น แต่คือสิ่งที่ไม่ต้องบอกใครเลย
.
Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือ The Psychology of Money เล่าไว้ว่า เมื่อความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเกินจุดหนึ่ง การให้คนอื่นรู้ว่าเรามีเงินมาก มักนำมาซึ่งสิ่งที่เขาเรียกว่า "ภาระทางสังคม" (Social Liabilities) เพื่อนอาจคาดหวังให้เลี้ยงข้าว ญาติอาจหวังมรดก คนในชุมชนอาจคาดหวังเงินบริจาค สายตาของคนรอบข้างเปลี่ยนไป และบางครั้งความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนไปด้วย
.
ข้อมูลงานวิจัยของ Daniel Kahneman และ Angus Deaton จาก Princeton University ที่ตีพิมพ์ในปี 2010 พบว่า ความพึงพอใจในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นตามรายได้ในช่วงแรก แต่เมื่อรายได้สูงถึงระดับหนึ่ง ซึ่งในงานวิจัยนั้นอยู่ที่ราว 75,000 ดอลลาร์ต่อปี หรือราว 2,475,000 บาท ความสุขรายวันแทบไม่เพิ่มตามไปด้วย
.
ถ้ามองจากหลักคิดของ Housel สิ่งที่ทำให้คนรวยจำนวนมากเลือกใช้ชีวิตเรียบง่าย เพราะพวกเขาเข้าใจว่าเงินมีไว้ซื้อ "อิสรภาพ" มากกว่าซื้อ "ความชื่นชม" จากคนอื่น
.
1. มีทรัพย์สินเยอะ ไม่เท่ากับ มีอิสรภาพ
.
Housel เล่าว่า คุณค่าที่แท้จริงของความมั่งคั่งคือ ความสามารถในการควบคุมเวลา และชีวิตของตัวเอง แต่ยิ่งเอาเงินไปจมกับของแพง ๆ ก็ยิ่งต้องเสียเงิน และเวลาดูแลมัน อิสรภาพก็ยิ่งลดลง
.
ยกตัวอย่างจากชีวประวัติของ Harvey Firestone ผู้ก่อตั้ง Firestone Tires ที่สังเกตเห็นว่าเพื่อนมหาเศรษฐีแทบทุกคน พอได้เงินก้อนโตมาก็ซื้อบ้านหลังใหญ่เป็นอย่างแรก แต่สุดท้ายทุกคนกลับยอมรับตรงกันว่าบ้านหลังนั้นกลายเป็น "ภาระ" เพราะมีทั้งค่าบำรุงรักษา คนดูแล และความยุ่งยากอีกมากที่ตอนซื้อไม่เคยนึกถึง
.
2. ภูมิหลัง "หล่อหลอมมุมมอง" ต่อความรวย
.
คนที่เติบโตมาในครอบครัวที่ร่ำรวยอยู่แล้ว มักมองว่าการอวดความมั่งคั่งผ่านของหรูอย่างรถสปอร์ตเป็นเรื่อง "ไร้รสนิยม" ในขณะที่คนที่เคยลำบากมาก่อน บางครั้งใช้ของหรูเพื่อเติมเต็มปมในอดีต
.
ไม่ได้แปลว่าใครผิดใครถูก แต่มันสะท้อนว่าการใช้เงินของเราสัมพันธ์กับเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมามากกว่าที่คิด
.
3. "ความประหยัด" บางครั้งกลายเป็น "ตัวตน"
.
คนรวยหลายคนสร้างความมั่งคั่งจากการออม และประหยัดมาตลอดหลายสิบปี จนสิ่งนี้ฝังลึกเป็นอัตลักษณ์ การประหยัดกลายเป็นตัวตน แล้วการใช้เงินก็กลายเป็นเรื่องยาก และทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ทั้งที่เงินเกษียณมีใช้เหลือเฟือ
.
คนเรามักประเมินสูงเกินจริงว่า ถ้ามีทรัพย์สินแพงหรูหราจะทำให้มีความสุขมากขึ้น แต่เมื่อมั่งคั่งเกินจุดหนึ่ง ทรัพย์สินเหล่านี้แทบไม่เพิ่มความสุขให้กับชีวิตพวกเขาเลย
.
ถ้าปล่อยให้ทรัพย์สินเข้ามาควบคุมชีวิต เงินก็จะเปลี่ยนจาก "เครื่องมือสร้างชีวิต" เป็น "ภาระทางจิตใจ" ที่ครอบงำตัวตนของเราแทน
.
ไม่จำเป็นต้องเป็นมหาเศรษฐีก่อน ก็สามารถเอาแนวคิดนี้มาใช้ได้เลย
.
ลองถามตัวเองดูว่า ของที่เพิ่งซื้อหรือกำลังจะซื้อ เราซื้อเพราะอยากใช้จริง ๆ หรือซื้อเพราะอยากให้คนอื่นเห็น และถ้าไม่มีใครรู้เลยว่าเรามีอะไรบ้าง เราจะยังเลือกซื้อของชิ้นนั้นอยู่ไหม แล้วดูว่าสิ่งที่เราใช้เงินไปกับมัน กำลัง "ซื้ออิสรภาพให้ชีวิต" หรือกำลัง "ซื้อสายตาคนอื่น" กันแน่
.
เพราะสุดท้ายแล้ว ความรวยที่แท้จริงอาจไม่ใช่ทรัพย์สินหรือสิ่งที่คนอื่นมองเห็นจากภายนอก แต่คือความรู้สึกว่าเราเป็น "เจ้าของเวลา" และ "ชีวิตของตัวเอง"
.
#TheMoneyTrends
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่