“เจ้าคนต่ำช้าอัศวัตถามา เจ้าไม่เกรงกลัวความตายใช่หรือไม่
ถ้าเช่นนั้นข้าขอกีดกันเจ้าจากความตายของเจ้า ข้าขอสาปแช่งให้เจ้ามีชีวิตเป็นอมตะ
ร่างกายของเจ้าจะเน่าเปื่อยผุพัง โลหิตจะไหลซึมออกจากทุกอนูรูขุมขนของเจ้า
เจ้าจะไม่มีที่อยู่อาศัยและจะไม่มีใครจำเจ้าได้ เจ้าจะเร่ร่อนเพียงลำพัง
เจ้าจะแสวงหาสันติสุขและปรารถนาที่จะตายทุกลมหายใจ แต่เจ้าจะไม่ได้ตายอย่างใจหวัง
เจ้าจะจมอยู่ในความมืดมิด จงลิ้มรสความทรมานของการมีชีวิตนั้น
จนกว่าจะถึงวันสิ้นสุดของโลก วันที่คนคนนั้นจะปรากฏตัว....”
นี่คือคำสาปของพระกฤษณะที่มีต่ออัศวัตถามาบุตรชายของโทรณาจารย์ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชสำนักนครหัสตินาปุระ ซึ่งอยู่ในฝั่งเการพ
ในการต่อสู้กับฝั่งปาณฑพช่วงสงครามทุ่งกุรุเกษตร ภายหลังจากที่อัศวัตถามาคิดทำลายทายาทของเหล่าปาณฑพ
ด้วยการแผลงศรพรหมเศียรไปยังครรภ์ของนางอุตตร มเหสีของอภิมันยุ เพื่อหวังจะให้นางแท้งลูกตาย
พระกฤษณะพิโรธมากกับการกระทำอันสามานย์ของอัศวัตถามา ก่อนที่พระกฤษณะจะตัดอัญมณีบนหน้าผากของอัศวัตถามาออก
พร้อมกับสาปแช่งตามคำข้างต้น...และนี่คือจุดเริ่มของเรื่องราวทั้งหมดของหนังเรื่องนี้
Kalki 2898 AD เป็นภาพยนตร์นิยายวิทยาศาสตร์มหากาพย์ภาษาเตลูกู กำกับโดย Nag Ashwin
โดยได้แรงบันดาลใจจากมหาภารตะ (महाभारत) มหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ของอินเดีย มหากาพย์ที่ยาวที่สุดในโลก
ด้วยจำนวนคำมากถึง 1.8 ล้านคำ โดยนำเอาตัวละคร 1 ในผู้รอดชีวิตจากมหาสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตร
ก็คืออัศวัตถามา มาเล่าเรื่องต่อถึงเหตุการณ์หลังจากนั้นไปอีก 6,000 ปี
ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลเพราะเข้าโรงฉายเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น ก็สร้างสถิติถล่มทลาย
ด้วยการเป็นภาพยนตร์ที่สร้างรายได้สูงสุดของปีนี้ทันทีรายได้ตอนนี้ราว 130 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
เกินกว่าอันดับ 2 อย่าง Stree 2 กว่าเท่าตัว และเป็นอันดับ 5 ของหนังที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลของอินเดีย
ทำท่าว่าจะไปต่ออีกด้วย โดยที่ 3 คือ RRR (หนังเตลูกูที่เรารู้จักกันดี) และที่ 1 ก็คือเรื่อง Dangal ของอาเมียร์ ข่านนั่นเอง
เห็นใบปิดผมก็เข้าใจว่าโอเค มันคือ sci-fi ธีมหนังคงเป็นโลกอนาคตที่ทุกอย่างล่มสลาย มีตัวร้ายคิดครองโลก
และก็มีคนกลุ่มนึงรวมตัวกันเพื่อเข้าไปต่อกร พล็อตมันก็คงต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ หนีไม่พ้นหรอก
ซึ่งมันก็จริงอย่างที่ผมคิดเลยน่ะล่ะ เรื่องราวเป็นอนาคตในปี 2898 (อีก 872 ปีจากนี้)
คาชิ กลายเป็นเมืองสุดท้ายที่เหลืออยู่บนโลกหลังอารยธรรมทุกอย่างล่มสลาย ใครต่อใครอยากมีชีวิตอยู่ต้องเดินทางมาเมืองนี้ให้ได้
แต่เมืองแห่งนี้ถูกครอบงำโดยยัสกิน เทพเจ้าเผด็จการที่ต้องการชีวิตนิรันดร์
เขาได้เอาหญิงสาวมาทดลองให้ตั้งครรภ์ (ด้วยวิธีฉีดเซรั่มเข้าไปในตัว)
การทดลองจะผ่านเกณฑ์หากว่ามีหญิงใดก็ตามที่มีอายุครรภ์เกินกว่า 150 วัน
ซึ่งไม่มีผู้เข้ารับการทดลองคนใดผ่านเกณฑ์ที่ว่าเลยสักคน แต่แล้วก็มีจนได้...
หญิงสาวที่มีรหัสว่า SUM-80 เธอได้ตั้งครรภ์เด็กคนดังกล่าว เด็กคนที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างบนพิภพนี้
ถ้ามันเป็น sci-fi ธรรมดา ผมคงไม่ตื่นเต้นอะไร แต่เป็นหนังอินเดียที่ทำให้แนวนี้แบบยิ่งใหญ่อลังการทุ่มทุนสุดๆ ก็ต้องว้าวอยู่แล้ว
โปรดัคชั่นยิ่งใหญ่อลังการ เอาเป็นห้าผ่าน 10 กะโหลกไปเลยไม่มีที่ติ แต่ที่มันน่าตื่นเต้นอย่างที่สุดก็คือ
เค้านำเอามหาภารตะ มาเป็นจุดเริ่มต้นและร้อยเรียงกับความเชื่อทางศาสนากับความเป็นวิทยาศาสตร์และโลกอนาคตได้อย่างน่าทึ่ง
ชนิดที่ต้องอุทานว่า เห้ย คิดได้ไง เอามารวมกันแบบไหลลื่นไร้รอยต่อมาก
ผมชอบการดีไซน์โลกในยุคนั้นนะ ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงของโลกคัมภีร์ของศาสนาฮินดูที่เรียกว่ามหายุค
มีทั้งหมด 4 ยุคด้วยกัน สัตยยุค, เตรตายุค,ทวาปรยุค และสุดท้ายคือกลียุค ..
กลียุคคือยุคที่ศีลธรรมเสื่อมทราม ผู้คนหันหลังและห่างเหินจากธรรมะ โลกเต็มไปด้วยผู้คนมักมากเห็นแก่ตัว คนชั่วครองเมือง
คนดีเป็นคนส่วนน้อยไม่มีที่ยืนในสังคม ซึ่งผมก็ไม่รู้นะว่าโลกปัจจุบันนี้มันเข้ากลียุคไปแล้วหรือยัง แต่จะว่าไปมันก็ดูคล้ายๆ....
โดยในหนังก็เป็นโลกที่แห้งแล้ง อารมณ์ MadMax (ปน Dune ผสม Star Wars) ไม่มีต้นไม้ใบหญ้าหลงเหลือ
ถ้าไม่อยากนอนตายกลางทะเลทราย ทุกคนก็ต้องเดินทางมารวมตัวกันที่คาชิเมืองสุดท้ายบนโลก
ที่ซึ่งมีวิทยาการสูงสุดที่ยังคงอยู่ แต่แน่นอนคนรวยเท่านั้นที่จะมีชีวิตอันสุขสบายได้ที่คาชิ
ไม่เช่นนั้นก็อยู่อย่างยาจกอดอยาก แค่ไข่ไก่ฟองเดียวยังมีค่ามากกว่าทองคำ
เท่านั้นยังไม่พอ หากใครที่เป็นแฟนของมหาภารตะ ต้องบอกเลยว่าคุณไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด ย้ำว่า เด็ดขาด
เพราะแน่นอนว่าตัวละครลับที่ทุกคนอยากเห็นว่าจะมีชีวิตอย่างไรต่อไปในกาลข้างหน้าอย่างอัศวัตถามา
ที่โดนพระกฤษณะสาปให้ไม่มีวันตายจนกว่าจะสิ้นกลียุคนั่นล่ะ จะออกมาโลดแล่นในแผ่นฟิล์ม
ในส่วนของเรื่องราวหลังจากนั้นให้เห็นเป็นครั้งแรก (และน่าจะครั้งเดียว)
เพื่อทำภารกิจสุดท้ายให้สำเร็จก่อนจะหลับชั่วนิรันดร์ พ้นความทรมานอย่างที่ตนตั้งใจ
แล้วคนที่รับบทนี้จะธรรมได้อย่างไร ถึงแม้ว่านี่จะเป็นหนังฝั่งเตลูกู (อินเดียใต้ฝั่งตะวันออก)
แต่ก็มีการนำดาราดังจากฝั่งบอลลีวู้ดมาร่วมงานอย่างคับคั่งเช่นกัน
และคนที่รับบทอัศวัตถามานี้ ก็คือสุดยอดมหาเทพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตอดกาลของดาราอินเดียอีกด้วย
ไปดูเองจะรู้ว่าใคร แต่ถ้าเป็นแฟนหนังอินเดียบอกไปขนาดนี้รู้แล้วล่ะ
นอกเหนือจากนั้นยังมีดารานำคนอื่นที่น่าสนใจอย่างประภาสพระเอกของเรื่อง
ในบทของ ไภวระ นักล่าเงินค่าหัวที่มีคาแรคเตอร์คล้ายกับซาเอบะ เรียว จาก City Hunter ยังไงยังงั้น ...
ทีปิกา ปาทุโกณ ในบทของ SUM-80 หญิงสาวผู้ให้กำเนิดเด็กชายปริศนาที่คันปากอยากพูดมากว่าจะเป็นใครต่อไป
และดาราอีกมากมาย น่าสนใจทั้งนั้นตลอดความยาวเกือบ 3 ชั่วโมง คุ้มค่าทุกนาทีจริงๆ
แต่ต้องบอกก่อนนะครับว่านี่เป็นแค่จุดเริ่มในจักรวาลของ Kalki เท่านั้น เรียกง่ายๆว่าภาคแรกนี่ล่ะ
เหตุการณ์ต่อจากนี้ยังอีกยาวไกลนัก คือหนังอินเดียสร้างแบบนี้หลายเรื่องครับ โปรเจ็คต์ยาวๆ
หลายเรื่องสร้างไว้และดูว่ากระแสดีพอที่จะทำต่อหรือเปล่า ไม่ไหวก็พับไว้ก่อน
แต่สำหรับเรื่องนี้มีต่อแน่นอนรายได้ล้นทะลักซะขนาดนี้ ผมให้อย่างต่ำกว่าจะจบน่าจะสัก 3 ภาค (แล้วมันจะอีกกี่ปีจบเนี่ยยยยย)
สรุปแล้ว Kalki 2898 AD คือหนังแนว sci-fi ที่นำเอาความเป็นวิทยาศาสตร์โลกอนาคตและความเชื่อทางศาสนา
มหาคัมภีร์และโลกในอดีตมารวมกันและนำเสนอให้อย่างเหนือชั้นและกลมกล่อม
แต่ก็ต้องเตือนว่าหากว่าไม่เคยอ่านมหาภารตะมาก่อน อาจจะสับสนและไม่เข้าใจได้ว่าตัวละครตัวนี้คือใคร มีที่มาที่ไปอย่างไร
(แถมตอนท้ายยังมีเซอร์ไพรซ์สำหรับแฟนๆมหากาพย์นี้อีกต่างหาก ที่รับประกันเลยว่าว้าวแแน่ๆ)
แต่ก็ไม่เป็นไรครับ บางอย่างก็ไม่ต้องรู้ละเอียดมากนักก็ได้ ปล่อยให้หนังทำหน้าที่ของมันไป
แล้วคุณก็แค่ปล่อยใจ แล้ว Enjoy ไปกับมันเท่านั้นก็พอ ^^
=== ทิ้งท้ายครับ หนังที่ดีสำหรับตัวเรา แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ดีและไม่ได้ถูกใจสำหรับใคร
ซึ่งอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล ภาพยนตร์ก็เหมือนอาหารล่ะครับ อยู่ที่เราเลือกที่จะอยากชิมรสชาติแบบไหนเท่านั้นเอง ===
== Kalki 2898 AD (2024) จากมหาภารตะสู่หนัง Sci-fi ระดับสุดยอด ==
“เจ้าคนต่ำช้าอัศวัตถามา เจ้าไม่เกรงกลัวความตายใช่หรือไม่
ถ้าเช่นนั้นข้าขอกีดกันเจ้าจากความตายของเจ้า ข้าขอสาปแช่งให้เจ้ามีชีวิตเป็นอมตะ
ร่างกายของเจ้าจะเน่าเปื่อยผุพัง โลหิตจะไหลซึมออกจากทุกอนูรูขุมขนของเจ้า
เจ้าจะไม่มีที่อยู่อาศัยและจะไม่มีใครจำเจ้าได้ เจ้าจะเร่ร่อนเพียงลำพัง
เจ้าจะแสวงหาสันติสุขและปรารถนาที่จะตายทุกลมหายใจ แต่เจ้าจะไม่ได้ตายอย่างใจหวัง
เจ้าจะจมอยู่ในความมืดมิด จงลิ้มรสความทรมานของการมีชีวิตนั้น
จนกว่าจะถึงวันสิ้นสุดของโลก วันที่คนคนนั้นจะปรากฏตัว....”
นี่คือคำสาปของพระกฤษณะที่มีต่ออัศวัตถามาบุตรชายของโทรณาจารย์ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชสำนักนครหัสตินาปุระ ซึ่งอยู่ในฝั่งเการพ
ในการต่อสู้กับฝั่งปาณฑพช่วงสงครามทุ่งกุรุเกษตร ภายหลังจากที่อัศวัตถามาคิดทำลายทายาทของเหล่าปาณฑพ
ด้วยการแผลงศรพรหมเศียรไปยังครรภ์ของนางอุตตร มเหสีของอภิมันยุ เพื่อหวังจะให้นางแท้งลูกตาย
พระกฤษณะพิโรธมากกับการกระทำอันสามานย์ของอัศวัตถามา ก่อนที่พระกฤษณะจะตัดอัญมณีบนหน้าผากของอัศวัตถามาออก
พร้อมกับสาปแช่งตามคำข้างต้น...และนี่คือจุดเริ่มของเรื่องราวทั้งหมดของหนังเรื่องนี้
Kalki 2898 AD เป็นภาพยนตร์นิยายวิทยาศาสตร์มหากาพย์ภาษาเตลูกู กำกับโดย Nag Ashwin
โดยได้แรงบันดาลใจจากมหาภารตะ (महाभारत) มหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ของอินเดีย มหากาพย์ที่ยาวที่สุดในโลก
ด้วยจำนวนคำมากถึง 1.8 ล้านคำ โดยนำเอาตัวละคร 1 ในผู้รอดชีวิตจากมหาสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตร
ก็คืออัศวัตถามา มาเล่าเรื่องต่อถึงเหตุการณ์หลังจากนั้นไปอีก 6,000 ปี
ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลเพราะเข้าโรงฉายเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น ก็สร้างสถิติถล่มทลาย
ด้วยการเป็นภาพยนตร์ที่สร้างรายได้สูงสุดของปีนี้ทันทีรายได้ตอนนี้ราว 130 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
เกินกว่าอันดับ 2 อย่าง Stree 2 กว่าเท่าตัว และเป็นอันดับ 5 ของหนังที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลของอินเดีย
ทำท่าว่าจะไปต่ออีกด้วย โดยที่ 3 คือ RRR (หนังเตลูกูที่เรารู้จักกันดี) และที่ 1 ก็คือเรื่อง Dangal ของอาเมียร์ ข่านนั่นเอง
เห็นใบปิดผมก็เข้าใจว่าโอเค มันคือ sci-fi ธีมหนังคงเป็นโลกอนาคตที่ทุกอย่างล่มสลาย มีตัวร้ายคิดครองโลก
และก็มีคนกลุ่มนึงรวมตัวกันเพื่อเข้าไปต่อกร พล็อตมันก็คงต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ หนีไม่พ้นหรอก
ซึ่งมันก็จริงอย่างที่ผมคิดเลยน่ะล่ะ เรื่องราวเป็นอนาคตในปี 2898 (อีก 872 ปีจากนี้)
คาชิ กลายเป็นเมืองสุดท้ายที่เหลืออยู่บนโลกหลังอารยธรรมทุกอย่างล่มสลาย ใครต่อใครอยากมีชีวิตอยู่ต้องเดินทางมาเมืองนี้ให้ได้
แต่เมืองแห่งนี้ถูกครอบงำโดยยัสกิน เทพเจ้าเผด็จการที่ต้องการชีวิตนิรันดร์
เขาได้เอาหญิงสาวมาทดลองให้ตั้งครรภ์ (ด้วยวิธีฉีดเซรั่มเข้าไปในตัว)
การทดลองจะผ่านเกณฑ์หากว่ามีหญิงใดก็ตามที่มีอายุครรภ์เกินกว่า 150 วัน
ซึ่งไม่มีผู้เข้ารับการทดลองคนใดผ่านเกณฑ์ที่ว่าเลยสักคน แต่แล้วก็มีจนได้...
หญิงสาวที่มีรหัสว่า SUM-80 เธอได้ตั้งครรภ์เด็กคนดังกล่าว เด็กคนที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างบนพิภพนี้
ถ้ามันเป็น sci-fi ธรรมดา ผมคงไม่ตื่นเต้นอะไร แต่เป็นหนังอินเดียที่ทำให้แนวนี้แบบยิ่งใหญ่อลังการทุ่มทุนสุดๆ ก็ต้องว้าวอยู่แล้ว
โปรดัคชั่นยิ่งใหญ่อลังการ เอาเป็นห้าผ่าน 10 กะโหลกไปเลยไม่มีที่ติ แต่ที่มันน่าตื่นเต้นอย่างที่สุดก็คือ
เค้านำเอามหาภารตะ มาเป็นจุดเริ่มต้นและร้อยเรียงกับความเชื่อทางศาสนากับความเป็นวิทยาศาสตร์และโลกอนาคตได้อย่างน่าทึ่ง
ชนิดที่ต้องอุทานว่า เห้ย คิดได้ไง เอามารวมกันแบบไหลลื่นไร้รอยต่อมาก
ผมชอบการดีไซน์โลกในยุคนั้นนะ ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงของโลกคัมภีร์ของศาสนาฮินดูที่เรียกว่ามหายุค
มีทั้งหมด 4 ยุคด้วยกัน สัตยยุค, เตรตายุค,ทวาปรยุค และสุดท้ายคือกลียุค ..
กลียุคคือยุคที่ศีลธรรมเสื่อมทราม ผู้คนหันหลังและห่างเหินจากธรรมะ โลกเต็มไปด้วยผู้คนมักมากเห็นแก่ตัว คนชั่วครองเมือง
คนดีเป็นคนส่วนน้อยไม่มีที่ยืนในสังคม ซึ่งผมก็ไม่รู้นะว่าโลกปัจจุบันนี้มันเข้ากลียุคไปแล้วหรือยัง แต่จะว่าไปมันก็ดูคล้ายๆ....
โดยในหนังก็เป็นโลกที่แห้งแล้ง อารมณ์ MadMax (ปน Dune ผสม Star Wars) ไม่มีต้นไม้ใบหญ้าหลงเหลือ
ถ้าไม่อยากนอนตายกลางทะเลทราย ทุกคนก็ต้องเดินทางมารวมตัวกันที่คาชิเมืองสุดท้ายบนโลก
ที่ซึ่งมีวิทยาการสูงสุดที่ยังคงอยู่ แต่แน่นอนคนรวยเท่านั้นที่จะมีชีวิตอันสุขสบายได้ที่คาชิ
ไม่เช่นนั้นก็อยู่อย่างยาจกอดอยาก แค่ไข่ไก่ฟองเดียวยังมีค่ามากกว่าทองคำ
เท่านั้นยังไม่พอ หากใครที่เป็นแฟนของมหาภารตะ ต้องบอกเลยว่าคุณไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด ย้ำว่า เด็ดขาด
เพราะแน่นอนว่าตัวละครลับที่ทุกคนอยากเห็นว่าจะมีชีวิตอย่างไรต่อไปในกาลข้างหน้าอย่างอัศวัตถามา
ที่โดนพระกฤษณะสาปให้ไม่มีวันตายจนกว่าจะสิ้นกลียุคนั่นล่ะ จะออกมาโลดแล่นในแผ่นฟิล์ม
ในส่วนของเรื่องราวหลังจากนั้นให้เห็นเป็นครั้งแรก (และน่าจะครั้งเดียว)
เพื่อทำภารกิจสุดท้ายให้สำเร็จก่อนจะหลับชั่วนิรันดร์ พ้นความทรมานอย่างที่ตนตั้งใจ
แล้วคนที่รับบทนี้จะธรรมได้อย่างไร ถึงแม้ว่านี่จะเป็นหนังฝั่งเตลูกู (อินเดียใต้ฝั่งตะวันออก)
แต่ก็มีการนำดาราดังจากฝั่งบอลลีวู้ดมาร่วมงานอย่างคับคั่งเช่นกัน
และคนที่รับบทอัศวัตถามานี้ ก็คือสุดยอดมหาเทพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตอดกาลของดาราอินเดียอีกด้วย
ไปดูเองจะรู้ว่าใคร แต่ถ้าเป็นแฟนหนังอินเดียบอกไปขนาดนี้รู้แล้วล่ะ
นอกเหนือจากนั้นยังมีดารานำคนอื่นที่น่าสนใจอย่างประภาสพระเอกของเรื่อง
ในบทของ ไภวระ นักล่าเงินค่าหัวที่มีคาแรคเตอร์คล้ายกับซาเอบะ เรียว จาก City Hunter ยังไงยังงั้น ...
ทีปิกา ปาทุโกณ ในบทของ SUM-80 หญิงสาวผู้ให้กำเนิดเด็กชายปริศนาที่คันปากอยากพูดมากว่าจะเป็นใครต่อไป
และดาราอีกมากมาย น่าสนใจทั้งนั้นตลอดความยาวเกือบ 3 ชั่วโมง คุ้มค่าทุกนาทีจริงๆ
แต่ต้องบอกก่อนนะครับว่านี่เป็นแค่จุดเริ่มในจักรวาลของ Kalki เท่านั้น เรียกง่ายๆว่าภาคแรกนี่ล่ะ
เหตุการณ์ต่อจากนี้ยังอีกยาวไกลนัก คือหนังอินเดียสร้างแบบนี้หลายเรื่องครับ โปรเจ็คต์ยาวๆ
หลายเรื่องสร้างไว้และดูว่ากระแสดีพอที่จะทำต่อหรือเปล่า ไม่ไหวก็พับไว้ก่อน
แต่สำหรับเรื่องนี้มีต่อแน่นอนรายได้ล้นทะลักซะขนาดนี้ ผมให้อย่างต่ำกว่าจะจบน่าจะสัก 3 ภาค (แล้วมันจะอีกกี่ปีจบเนี่ยยยยย)
สรุปแล้ว Kalki 2898 AD คือหนังแนว sci-fi ที่นำเอาความเป็นวิทยาศาสตร์โลกอนาคตและความเชื่อทางศาสนา
มหาคัมภีร์และโลกในอดีตมารวมกันและนำเสนอให้อย่างเหนือชั้นและกลมกล่อม
แต่ก็ต้องเตือนว่าหากว่าไม่เคยอ่านมหาภารตะมาก่อน อาจจะสับสนและไม่เข้าใจได้ว่าตัวละครตัวนี้คือใคร มีที่มาที่ไปอย่างไร
(แถมตอนท้ายยังมีเซอร์ไพรซ์สำหรับแฟนๆมหากาพย์นี้อีกต่างหาก ที่รับประกันเลยว่าว้าวแแน่ๆ)
แต่ก็ไม่เป็นไรครับ บางอย่างก็ไม่ต้องรู้ละเอียดมากนักก็ได้ ปล่อยให้หนังทำหน้าที่ของมันไป
แล้วคุณก็แค่ปล่อยใจ แล้ว Enjoy ไปกับมันเท่านั้นก็พอ ^^
=== ทิ้งท้ายครับ หนังที่ดีสำหรับตัวเรา แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ดีและไม่ได้ถูกใจสำหรับใคร
ซึ่งอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล ภาพยนตร์ก็เหมือนอาหารล่ะครับ อยู่ที่เราเลือกที่จะอยากชิมรสชาติแบบไหนเท่านั้นเอง ===