เวียนหัว เดินเซ ชาตามตัว! 4 สัญญาณเตือน “เส้นเลือดสมองตีบชั่วคราว”



เมื่อกี้ยังคุยกันปกติครับ
อยู่ ๆ มือข้างหนึ่งชา
แก้วน้ำเกือบหลุดจากมือ
เดินแล้วตัวเอียง
พูดเหมือนลิ้นแข็ง
ผ่านไป 10–20 นาที
อาการกลับหายเกือบหมด
หลายคนพอถึงตรงนี้จะคิดว่า
“สงสัยพักผ่อนน้อย”
“ความดันคงตก”
“ตอนนี้หายแล้ว ไม่น่ามีอะไร”
แต่ในทางกลับกันครับ
อาการที่มาเร็ว แล้วหายเร็วแบบนี้ต่างหากที่ผมไม่อยากให้มองข้าม
เพราะหนึ่งในสิ่งที่ต้องนึกถึงคือ TIA หรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว
เลือดไปเลี้ยงสมองติดขัดอยู่ช่วงหนึ่ง
แล้วการไหลเวียนกลับมา อาการจึงหายไป
ปัญหาคือ ถึงอาการจะหาย
สาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดตีบหรือลิ่มเลือดยังอาจอยู่ครับ

1. หน้า แขน หรือขา ชาหรืออ่อนแรงขึ้นมาทันที
จุดที่ต้องจับตาคือคำว่า “ทันที” ครับ
นั่งอยู่ดี ๆ แล้วแขนข้างหนึ่งไม่มีแรง
ยกแขนสองข้างแล้วข้างหนึ่งตก
มุมปากเบี้ยว
หรือขาข้างหนึ่งเหมือนไม่เชื่อฟัง
อาการชาอย่างเดียวมีสาเหตุได้เยอะมาก
ตั้งแต่เส้นประสาทกดทับไปจนถึงไมเกรน
แต่ถ้าชาหรืออ่อนแรง ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกายแบบฉับพลัน
ตรงนี้ต้องคิดถึงสมองไว้ก่อนครับ
อย่ารอว่า
“เดี๋ยวขยับ ๆ แล้วคงหาย”
เพราะต่อให้หายเอง ก็ยังควรประเมินด่วน

2. พูดไม่ชัด คิดคำไม่ออก หรือฟังแล้วเหมือนเข้าใจไม่เหมือนเดิม
บางครั้งแขนขายังเดินได้ครับ
แต่คนข้าง ๆ จะเริ่มรู้สึกว่า
“วันนี้พูดแปลก ๆ”
พูดออกมาไม่ชัด
เรียกชื่อของง่าย ๆ ไม่ได้
ตอบไม่ตรงคำถาม
หรือฟังประโยคธรรมดาแล้วเหมือนไม่เข้าใจ
อันนี้ต่างจากแค่ง่วงหรือพูดผิดคำเล็กน้อยครับ
โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้น ทันทีทั้งที่ก่อนหน้านั้นปกติ
สมองส่วนที่ควบคุมภาษาอาจกำลังมีปัญหาเรื่องเลือดไปเลี้ยงได้
ตรงนี้ผมอยากให้คนที่อยู่ข้าง ๆ เป็นคนสังเกตด้วยครับ
เพราะบางครั้งเจ้าตัวเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำที่พูดออกมาเริ่มไม่ปกติ

3. ตามัว มองไม่เห็นข้างหนึ่ง หรือเห็นภาพซ้อนขึ้นมากะทันหัน
อาการทางตาก็เป็นหนึ่งในสัญญาณที่หลายคนไม่ได้นึกถึง Stroke ครับ
บางคนอธิบายว่า
“เหมือนม่านมาปิดตา”
“ตาข้างหนึ่งดับไปชั่วครู่”
“อยู่ ๆ เห็นภาพสองภาพ”
แล้วไม่กี่นาทีต่อมากลับมามองเห็นเหมือนเดิม
อย่าเพิ่งคิดว่าแค่ตาล้าครับ
เพราะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตาหรือสมองส่วนการมองเห็นก็เกิดการอุดตันชั่วคราวได้
โดยเฉพาะถ้ามาพร้อมกับชา อ่อนแรง พูดผิดปกติ หรือเดินเซ
ยิ่งต้องรีบครับ

4. เวียนหัวรุนแรง เดินเซ เสียการทรงตัวแบบที่ไม่เคยเป็น
คำว่า “เวียนหัว” ต้องระวังการเหมารวมครับ
เพราะเวียนหัวส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจาก Stroke
บ้านหมุนจากหูชั้นใน
พักผ่อนน้อย
ความดันเปลี่ยน
ขาดน้ำ
ก็ทำให้เวียนหัวได้เหมือนกัน
แต่ถ้าอยู่ดี ๆ เดินไม่ได้เหมือนเดิม ตัวเอียง ประสานมือขาไม่ถูก เห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัด หรือมีชาร่วมด้วย
ตรงนี้ต้องคิดถึงหลอดเลือดสมองบริเวณด้านหลังด้วยครับ
บางคนไม่ได้หน้าเบี้ยวหรือแขนอ่อนแรงชัด ๆ
อาการหลักกลับเป็น
“อยู่ ๆ เดินไม่ได้”
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคำว่า Stroke ถึงไม่ได้มีแค่หน้าเบี้ยวกับแขนตกครับ
ที่อันตรายคือ อาการหายแล้วเราสบายใจ
TIA บางครั้งเกิดเพียงไม่กี่นาทีครับ
พอถึงโรงพยาบาล
แรงกลับมาแล้ว
พูดชัดแล้ว
เดินได้แล้ว
คนเลยเริ่มคิดว่า
“ถ้าหายแล้ว ยังต้องตรวจอีกเหรอ?”
ต้องครับ
เพราะ TIA ถือเป็นสัญญาณเตือนว่า ระบบหลอดเลือดสมองอาจมีปัญหา และช่วงหลังเกิดอาการใหม่ ๆ เป็นช่วงที่ต้องประเมินความเสี่ยงอย่างจริงจัง

แพทย์อาจต้องหาสาเหตุต่อว่าเกี่ยวกับ
• หลอดเลือดคอตีบ
• หัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น Atrial fibrillation
• ลิ่มเลือด
• ความดัน เบาหวาน ไขมัน
• หรือโรคของหลอดเลือดอื่น ๆ

ถ้าเกิดขึ้นต่อหน้า ทำยังไง?
จำง่าย ๆ ว่า BE-FAST ครับ
B – Balance เดินเซ เสียการทรงตัว
E – Eyes ตามัว เห็นภาพซ้อน มองไม่เห็น
F – Face หน้าเบี้ยว
A – Arm แขนขาอ่อนแรงหรือชา
S – Speech พูดไม่ชัด พูดไม่ได้
T – Time รีบไปโรงพยาบาล
ถ้าอาการเกิดขึ้นฉับพลัน
โทร 1669 หรือไปโรงพยาบาลทันที อย่ารอดูว่าอีกชั่วโมงจะหายไหม
และจำเวลาเริ่มมีอาการให้ได้ครับ เพราะมีผลต่อการรักษา
สิ่งที่ทำให้ TIA หลอกเราเก่งมากคือ
มันหายได้
ชาแล้วหาย
พูดไม่ชัดแล้วกลับมาพูดได้
เดินเซแล้วกลับมาเดินตรง
ร่างกายดูเหมือนกลับมาเป็นปกติ
แต่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นอาจเป็นคำเตือนครั้งสำคัญ
ถ้าอยู่ดี ๆ ระบบประสาทบางอย่าง “ดับไปชั่วคราว”
ผมไม่อยากให้ดีใจแค่ว่ามันกลับมาแล้วครับ
ต้องหาคำตอบต่อว่า ทำไมมันถึงดับตั้งแต่แรก
เพราะกับเรื่องหลอดเลือดสมอง
บางครั้งโอกาสที่ดีที่สุดในการป้องกัน Stroke ครั้งใหญ่
ก็คือช่วงที่อาการเล็ก ๆ เพิ่งผ่านไปนี่แหละครับ

ที่มา  หมอเจด

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่