📣หมอเจตพูดในรายการ Salt & Pepper เรื่อง #ทริคดูแลสุขภาพวัย40+ ที่พลิกชีวิตจากคนไข้กลับมาแข็งแรง
เลิกโทษ "ไก่" ว่าทำเป็นเก๊าท์ และมาทำความเข้าใจใหม่ว่าโรคฮิตวัยนี้เกิดจากพฤติกรรมอะไรกันแน่
❣️แจกสูตรเด็ดที่ทำตามได้เลย ทั้งลำดับการกิน ท่าออกกำลังกายง่ายๆ และกฎ 3-2-1 ก่อนนอน
🔵 เมื่อหมอป่วยหนักเสียเอง และลุกขึ้นมาเปลี่ยนชีวิต
◼️ ลองนึกภาพตามว่า หมอเจตในวัย 34 ปี เคยปล่อยตัวจนน้ำหนักทะลุ 110 กิโลกรัม เป็นสารพัดโรคทั้งเบาหวาน (น้ำตาลสะสมพุ่งไป 13.2) ไขมันพอกตับ ความดันสูงปรี๊ด แถมยังนอนกรนหนักมาก ที่น่ากลัวคือร่างกายไม่เคยเตือนล่วงหน้าเลยสักนิด
◼️ จนกระทั่งเจอจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ คือคุณพ่อเสียชีวิตกะทันหันจากเส้นเลือดในสมองแตก หมอเจตเลยฮึดสู้ หันมาลดน้ำหนักและเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองใหม่หมด
◼️ ผลลัพธ์คือ ปัจจุบันหมอเจตสุขภาพดีขึ้นมาก และหายจากเบาหวานจนไม่ต้องกินยาอีกแล้ว
🔵 โรคฮิตวัย 40+ และตัวการร้ายที่เราอาจไม่รู้ตัว
◼️ ไขมันพอกตับ ให้คิดซะว่าเรากำลังทำ "ตับห่าน " ในร่างตัวเอง เพราะมันเกิดจากการที่เรากินแป้งกับน้ำตาลเยอะเกินไปจนมันไปพอกที่ตับ ถ้าปล่อยไว้อาจกลายเป็นตับแข็ง แต่ข่าวดีคือถ้าเราเปลี่ยนพฤติกรรม ตับมันซ่อมแซมตัวเองได้นะ
◼️ ความดันโลหิตสูง ลองนึกว่าหัวใจคือ "ปั๊มน้ำ" และเส้นเลือดคือ "ท่อประปา" พอกินหวานกินมันเยอะๆ เส้นเลือดจะอักเสบ ท่อก็จะตีบแคบลง ทำให้ปั๊มน้ำ (หัวใจ) ต้องทำงานหนักและบีบตัวแรงขึ้นเพื่อดันเลือดไปเลี้ยงร่างกาย
◼️ ภัยเงียบจากของแฝง การกินหวานจัดๆ มันทำให้เส้นเลือดเราอักเสบเรื้อรัง เปรียบง่ายๆ เหมือนเรา "เป็นสิวในเส้นเลือด" เลยทีเดียว แถมตัวการอย่างโซเดียมก็ไม่ได้มีแค่ในน้ำปลาหรือเกลือนะ แต่มันแอบซ่อนอยู่ในผงชูรสและผงฟูที่ใส่ในขนมเบเกอรี่ด้วย
◼️ แอลกอฮอล์คือศัตรู หมอย้ำชัดๆ ว่าแอลกอฮอล์ไม่มีข้อดีเลย ที่เคยได้ยินว่าจิบไวน์วันละแก้วแล้วดีต่อหัวใจ เอาจริงๆ คือไม่คุ้มกัน เพราะมันจะไปพังระบบการนอนหลับลึก (REM Sleep) ทำให้ร่างกายเราไม่ได้ซ่อมแซมตัวเองตอนนอน
🔵 ทริคจัดการ "เบาหวาน" (ชนิดที่ 2) ให้อยู่หมัด แบบไม่ต้องพึ่งยา
◼️ หยุดเติมน้ำตาล เลิกเด็ดขาดทั้งน้ำหวาน ขนม เบเกอรี่ และพวกลดคาร์บแปรรูปอย่าง "เส้นก๋วยเตี๋ยว" ถ้าอยากกินแป้งให้เลือกกิน "ข้าว" (แค่วันละ 1-2 ทัพพีพอ) หรือเน้นกินผักใบเขียวไปเลย
◼️ ใช้ "กล้ามเนื้อ" ช่วยดูดน้ำตาล กล้ามเนื้อเราทำงานเหมือน "ฟองน้ำ" คอยดูดน้ำตาลออกจากเลือด ยิ่งถ้าเรายกเวทเทรนนิ่งสร้างกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ อย่างช่วงขาและแผ่นหลัง จะยิ่งช่วยลดน้ำตาลได้ดีสุดๆ
◼️ อย่านอนดึก การนอนดึกแถมยังไถมือถือก่อนนอน จะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียด (คอร์ติซอล) ออกมา ซึ่งเจ้านี่แหละที่ทำให้น้ำตาลในเลือดเราพุ่งปรี๊ด
◼️ ลองทำ IF ดูสิ ให้มองว่าอินซูลินคือ "คุณแม่บ้าน" ถ้าเรากินจุกจิกทั้งวัน ก็เหมือนบังคับแม่บ้านทำโอทีไม่ได้พักจนเหนื่อยล้า (นี่แหละคือภาวะดื้ออินซูลิน) ลองกำหนดเวลากินดู (เช่น กินแค่ช่วง 8 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น) แม่บ้านอินซูลินจะได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
🔵 ลบความเชื่อผิดๆ เรื่อง "โรคมะเร็ง" และ "โรคเก๊าท์"
◼️ มะเร็งเกิดจากร่างกายอักเสบเรื้อรัง ความอ้วนและการกินหวานๆ ทำให้เซลล์เราอักเสบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนภูมิคุ้มกันรวนและเพี้ยนไปหมด สุดท้ายก็อาจกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้
◼️ มะเร็งบางอย่างฉีดวัคซีนป้องกันได้นะ
- ไวรัส HPV ตัวการมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง และมะเร็งทวารหนัก/อวัยวะเพศในผู้ชาย (ฉะนั้นผู้ชายก็ควรไปฉีดป้องกันไว้)
- ไวรัสตับอักเสบบี ตัวการมะเร็งตับ ใครยังไม่มีภูมิควรไปฉีดเลย
◼️ เชื้อมะเร็งกระเพาะอาหาร (H. Pylori) ติดต่อกันง่ายมากแค่กินข้าวร่วมโต๊ะกัน หรือกินน้ำแข็งที่ไม่สะอาด ถ้าสงสัยไปขอหมอตรวจได้เลย ทั้งแบบเป่าลมหายใจ ตรวจอึ หรือส่องกล้อง
◼️ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มักไม่เตือนล่วงหน้า ระยะแรกแทบไม่มีอาการเลย แต่ถ้ารู้สึกหน้าซีดๆ อาจแปลว่ามีเลือดออกในลำไส้ ใครอายุ 45 ปีขึ้นไป ควรไปส่องกล้องตรวจเช็คได้แล้ว
◼️ เป็นเก๊าท์ เลิกโทษไก่ได้แล้ว สาเหตุจริงๆ ที่ทำใหกรดยูริกสูงปี๊ด ไม่ใช่เนื้อสัตว์ปีก แต่มาจาก "แอลกอฮอล์" (โดยเฉพาะเบียร์) และ "น้ำตาลฟรุกโตส" (พวกน้ำเชื่อมหรือน้ำผลไม้หวานๆ) พอกินเข้าไปมันจะพุ่งไปที่ตับแล้วเปลี่ยนสภาพเป็นทั้งไขมันและกรดยูริก
🔵 ทริคกิน-นอน-ขยับร่างกาย แบบฉบับคนอยากสุขภาพดี
◼️ จัดลำดับการกินใหม่ อาหารไทยหลายอย่างน้ำตาลแฝงเยอะ (อย่างข้าวมันไก่ หรือน้ำพริกกะปิที่ใส่น้ำตาลปี๊บเยอะๆ) เคล็ดลับคือกินตามลำดับนี้
1. กินผักก่อน (ไปเคลือบกระเพาะ) 2. ตามด้วยเนื้อสัตว์
3. จบด้วยข้าว วิธีนี้ผักจะช่วยชะลอไม่ให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลเร็วจนเกินไป
◼️ กินเสร็จลุกเดินเลย อย่าเพิ่งทิ้งตัวลงนอนหรือนั่งแช่ ให้ลุกเดินสัก 10-15 นาที แค่นี้ก็ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดลงไปได้ถึง 20% แล้ว
◼️ ท่านั่งลดน้ำตาล (Soleus Push-up) สำหรับคนติดโต๊ะทำงาน ให้นั่งแล้วใช้ปลายนิ้วเท้าจิกพื้น จากนั้นเขย่งส้นเท้าขึ้นมา ทำรัวๆ ไปเลย 50-100 ครั้ง กล้ามเนื้อน่องจะช่วยสูบน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ดีเยี่ยม
◼️❌ ทิ้ง 3 นิสัยแย่ๆ "นิ่ง - หวาน - ดึก"❌
- อย่านิ่ง ขยับตัวบ่อยๆ ไปออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ
- ลดหวาน บอกลาน้ำตาล แป้งขัดขาว และอาหารแปรรูป
- อย่านอนดึก พยายามเข้านอนก่อนเที่ยงคืน และนอนให้ได้ 6-8 ชั่วโมง
◼️ ✅สูตรลับ 3-2-1 ก่อนนอน✅
- ก่อนนอน 3 ชั่วโมง "หยุดกิน" อาหารทุกอย่าง
- ก่อนนอน 2 ชั่วโมง "หยุดดื่มน้ำ" (จะได้หลับสนิท ไม่ต้องลุกมาฉี่กลางดึก)
- ก่อนนอน 1 ชั่วโมง "หยุดเล่นมือถือ" (ลดความเครียด ให้สมองผ่อนคลายพร้อมนอน)
เครดิต: หมอเจด และ อรรถรส - สรุปข่าว
ที่มา รู้ก่อนป่วย สุขภาพดี
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1076136335059810&id=100079903600596
#ทริคดูแลสุขภาพวัย40+ ที่พลิกชีวิตจากคนไข้กลับมาแข็งแรง เลิกโทษ "ไก่" ว่าทำเป็นเก๊าท์
เลิกโทษ "ไก่" ว่าทำเป็นเก๊าท์ และมาทำความเข้าใจใหม่ว่าโรคฮิตวัยนี้เกิดจากพฤติกรรมอะไรกันแน่
❣️แจกสูตรเด็ดที่ทำตามได้เลย ทั้งลำดับการกิน ท่าออกกำลังกายง่ายๆ และกฎ 3-2-1 ก่อนนอน
🔵 เมื่อหมอป่วยหนักเสียเอง และลุกขึ้นมาเปลี่ยนชีวิต
◼️ ลองนึกภาพตามว่า หมอเจตในวัย 34 ปี เคยปล่อยตัวจนน้ำหนักทะลุ 110 กิโลกรัม เป็นสารพัดโรคทั้งเบาหวาน (น้ำตาลสะสมพุ่งไป 13.2) ไขมันพอกตับ ความดันสูงปรี๊ด แถมยังนอนกรนหนักมาก ที่น่ากลัวคือร่างกายไม่เคยเตือนล่วงหน้าเลยสักนิด
◼️ จนกระทั่งเจอจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ คือคุณพ่อเสียชีวิตกะทันหันจากเส้นเลือดในสมองแตก หมอเจตเลยฮึดสู้ หันมาลดน้ำหนักและเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองใหม่หมด
◼️ ผลลัพธ์คือ ปัจจุบันหมอเจตสุขภาพดีขึ้นมาก และหายจากเบาหวานจนไม่ต้องกินยาอีกแล้ว
🔵 โรคฮิตวัย 40+ และตัวการร้ายที่เราอาจไม่รู้ตัว
◼️ ไขมันพอกตับ ให้คิดซะว่าเรากำลังทำ "ตับห่าน " ในร่างตัวเอง เพราะมันเกิดจากการที่เรากินแป้งกับน้ำตาลเยอะเกินไปจนมันไปพอกที่ตับ ถ้าปล่อยไว้อาจกลายเป็นตับแข็ง แต่ข่าวดีคือถ้าเราเปลี่ยนพฤติกรรม ตับมันซ่อมแซมตัวเองได้นะ
◼️ ความดันโลหิตสูง ลองนึกว่าหัวใจคือ "ปั๊มน้ำ" และเส้นเลือดคือ "ท่อประปา" พอกินหวานกินมันเยอะๆ เส้นเลือดจะอักเสบ ท่อก็จะตีบแคบลง ทำให้ปั๊มน้ำ (หัวใจ) ต้องทำงานหนักและบีบตัวแรงขึ้นเพื่อดันเลือดไปเลี้ยงร่างกาย
◼️ ภัยเงียบจากของแฝง การกินหวานจัดๆ มันทำให้เส้นเลือดเราอักเสบเรื้อรัง เปรียบง่ายๆ เหมือนเรา "เป็นสิวในเส้นเลือด" เลยทีเดียว แถมตัวการอย่างโซเดียมก็ไม่ได้มีแค่ในน้ำปลาหรือเกลือนะ แต่มันแอบซ่อนอยู่ในผงชูรสและผงฟูที่ใส่ในขนมเบเกอรี่ด้วย
◼️ แอลกอฮอล์คือศัตรู หมอย้ำชัดๆ ว่าแอลกอฮอล์ไม่มีข้อดีเลย ที่เคยได้ยินว่าจิบไวน์วันละแก้วแล้วดีต่อหัวใจ เอาจริงๆ คือไม่คุ้มกัน เพราะมันจะไปพังระบบการนอนหลับลึก (REM Sleep) ทำให้ร่างกายเราไม่ได้ซ่อมแซมตัวเองตอนนอน
🔵 ทริคจัดการ "เบาหวาน" (ชนิดที่ 2) ให้อยู่หมัด แบบไม่ต้องพึ่งยา
◼️ หยุดเติมน้ำตาล เลิกเด็ดขาดทั้งน้ำหวาน ขนม เบเกอรี่ และพวกลดคาร์บแปรรูปอย่าง "เส้นก๋วยเตี๋ยว" ถ้าอยากกินแป้งให้เลือกกิน "ข้าว" (แค่วันละ 1-2 ทัพพีพอ) หรือเน้นกินผักใบเขียวไปเลย
◼️ ใช้ "กล้ามเนื้อ" ช่วยดูดน้ำตาล กล้ามเนื้อเราทำงานเหมือน "ฟองน้ำ" คอยดูดน้ำตาลออกจากเลือด ยิ่งถ้าเรายกเวทเทรนนิ่งสร้างกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ อย่างช่วงขาและแผ่นหลัง จะยิ่งช่วยลดน้ำตาลได้ดีสุดๆ
◼️ อย่านอนดึก การนอนดึกแถมยังไถมือถือก่อนนอน จะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียด (คอร์ติซอล) ออกมา ซึ่งเจ้านี่แหละที่ทำให้น้ำตาลในเลือดเราพุ่งปรี๊ด
◼️ ลองทำ IF ดูสิ ให้มองว่าอินซูลินคือ "คุณแม่บ้าน" ถ้าเรากินจุกจิกทั้งวัน ก็เหมือนบังคับแม่บ้านทำโอทีไม่ได้พักจนเหนื่อยล้า (นี่แหละคือภาวะดื้ออินซูลิน) ลองกำหนดเวลากินดู (เช่น กินแค่ช่วง 8 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น) แม่บ้านอินซูลินจะได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
🔵 ลบความเชื่อผิดๆ เรื่อง "โรคมะเร็ง" และ "โรคเก๊าท์"
◼️ มะเร็งเกิดจากร่างกายอักเสบเรื้อรัง ความอ้วนและการกินหวานๆ ทำให้เซลล์เราอักเสบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนภูมิคุ้มกันรวนและเพี้ยนไปหมด สุดท้ายก็อาจกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้
◼️ มะเร็งบางอย่างฉีดวัคซีนป้องกันได้นะ
- ไวรัส HPV ตัวการมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง และมะเร็งทวารหนัก/อวัยวะเพศในผู้ชาย (ฉะนั้นผู้ชายก็ควรไปฉีดป้องกันไว้)
- ไวรัสตับอักเสบบี ตัวการมะเร็งตับ ใครยังไม่มีภูมิควรไปฉีดเลย
◼️ เชื้อมะเร็งกระเพาะอาหาร (H. Pylori) ติดต่อกันง่ายมากแค่กินข้าวร่วมโต๊ะกัน หรือกินน้ำแข็งที่ไม่สะอาด ถ้าสงสัยไปขอหมอตรวจได้เลย ทั้งแบบเป่าลมหายใจ ตรวจอึ หรือส่องกล้อง
◼️ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มักไม่เตือนล่วงหน้า ระยะแรกแทบไม่มีอาการเลย แต่ถ้ารู้สึกหน้าซีดๆ อาจแปลว่ามีเลือดออกในลำไส้ ใครอายุ 45 ปีขึ้นไป ควรไปส่องกล้องตรวจเช็คได้แล้ว
◼️ เป็นเก๊าท์ เลิกโทษไก่ได้แล้ว สาเหตุจริงๆ ที่ทำใหกรดยูริกสูงปี๊ด ไม่ใช่เนื้อสัตว์ปีก แต่มาจาก "แอลกอฮอล์" (โดยเฉพาะเบียร์) และ "น้ำตาลฟรุกโตส" (พวกน้ำเชื่อมหรือน้ำผลไม้หวานๆ) พอกินเข้าไปมันจะพุ่งไปที่ตับแล้วเปลี่ยนสภาพเป็นทั้งไขมันและกรดยูริก
🔵 ทริคกิน-นอน-ขยับร่างกาย แบบฉบับคนอยากสุขภาพดี
◼️ จัดลำดับการกินใหม่ อาหารไทยหลายอย่างน้ำตาลแฝงเยอะ (อย่างข้าวมันไก่ หรือน้ำพริกกะปิที่ใส่น้ำตาลปี๊บเยอะๆ) เคล็ดลับคือกินตามลำดับนี้
1. กินผักก่อน (ไปเคลือบกระเพาะ) 2. ตามด้วยเนื้อสัตว์
3. จบด้วยข้าว วิธีนี้ผักจะช่วยชะลอไม่ให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลเร็วจนเกินไป
◼️ กินเสร็จลุกเดินเลย อย่าเพิ่งทิ้งตัวลงนอนหรือนั่งแช่ ให้ลุกเดินสัก 10-15 นาที แค่นี้ก็ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดลงไปได้ถึง 20% แล้ว
◼️ ท่านั่งลดน้ำตาล (Soleus Push-up) สำหรับคนติดโต๊ะทำงาน ให้นั่งแล้วใช้ปลายนิ้วเท้าจิกพื้น จากนั้นเขย่งส้นเท้าขึ้นมา ทำรัวๆ ไปเลย 50-100 ครั้ง กล้ามเนื้อน่องจะช่วยสูบน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ดีเยี่ยม
◼️❌ ทิ้ง 3 นิสัยแย่ๆ "นิ่ง - หวาน - ดึก"❌
- อย่านิ่ง ขยับตัวบ่อยๆ ไปออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ
- ลดหวาน บอกลาน้ำตาล แป้งขัดขาว และอาหารแปรรูป
- อย่านอนดึก พยายามเข้านอนก่อนเที่ยงคืน และนอนให้ได้ 6-8 ชั่วโมง
◼️ ✅สูตรลับ 3-2-1 ก่อนนอน✅
- ก่อนนอน 3 ชั่วโมง "หยุดกิน" อาหารทุกอย่าง
- ก่อนนอน 2 ชั่วโมง "หยุดดื่มน้ำ" (จะได้หลับสนิท ไม่ต้องลุกมาฉี่กลางดึก)
- ก่อนนอน 1 ชั่วโมง "หยุดเล่นมือถือ" (ลดความเครียด ให้สมองผ่อนคลายพร้อมนอน)
เครดิต: หมอเจด และ อรรถรส - สรุปข่าว
ที่มา รู้ก่อนป่วย สุขภาพดี
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1076136335059810&id=100079903600596