
เวลาพูดถึงการท่องเที่ยว เรามักให้ความสำคัญกับจำนวนผู้เดินทาง
นักท่องเที่ยวเข้าประเทศกี่ล้านคน?
เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์?
ลดลงกี่เปอร์เซ็นต์?
แต่สำหรับเศรษฐกิจ จำนวนคนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “นักท่องเที่ยวแต่ละคนใช้เงินเท่าไร และใช้เงินที่ไหน?”
นักท่องเที่ยวหนึ่งคนอาจสร้างรายได้ให้ประเทศไทยผ่านโรงแรม
ร้านอาหาร
การเดินทาง
กิจกรรมท่องเที่ยว
การซื้อสินค้า
ของฝาก
บริการสุขภาพ
และความบันเทิง
ดังนั้นการบริหารเศรษฐกิจท่องเที่ยวจึงไม่ควรมองเฉพาะจำนวนหัว
แต่ต้องมอง “เส้นทางของเงิน” ด้วย
Duty Free ขาเข้าก็อยู่ในระบบนี้
เมื่อรัฐบาลยกเลิก Duty Free ขาเข้า เป้าหมายหนึ่งคือการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายให้กลับเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ
แต่การเปลี่ยนสถานที่ซื้อสินค้าไม่เท่ากับการเพิ่มการใช้จ่าย
นี่เป็นประเด็นสำคัญ
ถ้านักท่องเที่ยวเคยซื้อของ 5,000 บาทที่สนามบิน แล้วหลังยกเลิกไปซื้อ 5,000 บาทในห้าง เงินอาจเพียงย้ายช่องทาง
แต่ถ้าจาก 5,000 บาท กลายเป็น 8,000 บาท เพราะนักท่องเที่ยวเห็นสินค้าไทยที่น่าสนใจและเกิดการซื้อเพิ่ม นั่นคือการสร้างการใช้จ่ายใหม่
ดังนั้นตัวชี้วัดที่ควรสนใจคือ
ยอดใช้จ่ายต่อคน
ระยะเวลาพำนัก
จำนวนธุรกรรม
ประเภทสินค้า
สัดส่วนสินค้าไทย
สัดส่วน SME
และการกระจายรายได้ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ
หากในอนาคต Duty Free ขาเข้ากลับมา การประเมินจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ยอดขายของร้าน Duty Free
แต่ควรวัดด้วยว่า
นักท่องเที่ยวใช้เงินในประเทศรวมเพิ่มขึ้นหรือลดลง?
สินค้าไทยขายเพิ่มหรือไม่?
SME ได้ประโยชน์หรือไม่?
และรายได้กระจายออกจากสนามบินไปสู่เมืองและชุมชนมากขึ้นหรือไม่?
เพราะสุดท้ายแล้ว เป้าหมายของประเทศไม่ควรเป็นเพียงการทำให้ “ร้านหนึ่งขายดี”
แต่ควรเป็นการทำให้ระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวทั้งระบบสร้างมูลค่าได้มากขึ้น
หลังยกเลิก duty free ขาเข้า เงินของนักท่องเที่ยวไปอยู่ที่ไหน
เวลาพูดถึงการท่องเที่ยว เรามักให้ความสำคัญกับจำนวนผู้เดินทาง
นักท่องเที่ยวเข้าประเทศกี่ล้านคน?
เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์?
ลดลงกี่เปอร์เซ็นต์?
แต่สำหรับเศรษฐกิจ จำนวนคนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “นักท่องเที่ยวแต่ละคนใช้เงินเท่าไร และใช้เงินที่ไหน?”
นักท่องเที่ยวหนึ่งคนอาจสร้างรายได้ให้ประเทศไทยผ่านโรงแรม
ร้านอาหาร
การเดินทาง
กิจกรรมท่องเที่ยว
การซื้อสินค้า
ของฝาก
บริการสุขภาพ
และความบันเทิง
ดังนั้นการบริหารเศรษฐกิจท่องเที่ยวจึงไม่ควรมองเฉพาะจำนวนหัว
แต่ต้องมอง “เส้นทางของเงิน” ด้วย
Duty Free ขาเข้าก็อยู่ในระบบนี้
เมื่อรัฐบาลยกเลิก Duty Free ขาเข้า เป้าหมายหนึ่งคือการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายให้กลับเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ
แต่การเปลี่ยนสถานที่ซื้อสินค้าไม่เท่ากับการเพิ่มการใช้จ่าย
นี่เป็นประเด็นสำคัญ
ถ้านักท่องเที่ยวเคยซื้อของ 5,000 บาทที่สนามบิน แล้วหลังยกเลิกไปซื้อ 5,000 บาทในห้าง เงินอาจเพียงย้ายช่องทาง
แต่ถ้าจาก 5,000 บาท กลายเป็น 8,000 บาท เพราะนักท่องเที่ยวเห็นสินค้าไทยที่น่าสนใจและเกิดการซื้อเพิ่ม นั่นคือการสร้างการใช้จ่ายใหม่
ดังนั้นตัวชี้วัดที่ควรสนใจคือ
ยอดใช้จ่ายต่อคน
ระยะเวลาพำนัก
จำนวนธุรกรรม
ประเภทสินค้า
สัดส่วนสินค้าไทย
สัดส่วน SME
และการกระจายรายได้ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ
หากในอนาคต Duty Free ขาเข้ากลับมา การประเมินจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ยอดขายของร้าน Duty Free
แต่ควรวัดด้วยว่า
นักท่องเที่ยวใช้เงินในประเทศรวมเพิ่มขึ้นหรือลดลง?
สินค้าไทยขายเพิ่มหรือไม่?
SME ได้ประโยชน์หรือไม่?
และรายได้กระจายออกจากสนามบินไปสู่เมืองและชุมชนมากขึ้นหรือไม่?
เพราะสุดท้ายแล้ว เป้าหมายของประเทศไม่ควรเป็นเพียงการทำให้ “ร้านหนึ่งขายดี”
แต่ควรเป็นการทำให้ระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวทั้งระบบสร้างมูลค่าได้มากขึ้น