เพิ่งกลับจากเที่ยวลงเครื่องปั๊บ ก็อดคิดถึง
Duty Free ขาเข้า ไม่ได้จริง ๆ อยากได้บรรยากาศเก่าๆกลับคืนมา เมื่อก่อนกลับจากเที่ยวทีไร ก่อนออกจากสนามบินต้องแวะดูของกันหน่อย จะแอล์ลกอฮอล์สักขวด น้ำหอม เครื่องสำอางสักสองสามชิ้น มันไม่ได้เป็นการวางแผนซื้ออะไรยิ่งใหญ่เลยนะ แต่เป็นอารมณ์ประมาณว่า
“ไหน ๆ ก็กลับแล้ว เงินเหลือนิดหน่อย เอาติดไม้ติดมือกลับบ้านแล้วกัน” และเชื่อว่าคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศก็น่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี เพราะเราก็ทำเหมือนกัน
ทีนี้ลองกลับด้านดูบ้างนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่งบินมาถึงประเทศไทยก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก เขาอาจเตรียมเงินมาเพื่อช้อปอยู่แล้วเขาอาจตั้งใจซื้อของบางอย่างอยู่แล้วและเขาอาจไม่ได้คิดว่า “วันนี้ฉันจะไม่ซื้อ Duty Free เพราะรัฐบาลไทยอยากให้ฉันไปเดินห้างแทน”ชีวิตจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอก
แล้วการยกเลิก Duty Free ขาเข้า ทำให้คนไปซื้อในประเทศมากขึ้นจริงหรือ?
นี่แหละคือคำถามสำคัญเพราะเหตุผลหลักที่ใช้สนับสนุนการยกเลิก Duty Free ขาเข้าคือ ต้องการให้นักท่องเที่ยวออกไปซื้อสินค้าในร้านค้าภายในประเทศแทนฟังดูเป็นเหตุเป็นผล แต่ปัญหาคือ คนแบบเราเนี่ย
การไม่ซื้อ Duty Free ไม่ได้แปลว่าจะต้องไปซื้อของในห้างกลับบ้านนอนความอยากได้ของติดไม้ติดมือก็หายไปหมดแล้วกลายเป็นว่า ไม่ได้ซื้อของเลย คนหนึ่งคนอาจเลือกซื้อของใน Duty Free เพราะมันสะดวก อยู่ตรงหน้า และอยู่ใน “โมเมนต์ของการเดินทาง” ถ้าไม่มี เขาอาจไปซื้อที่อื่นก็ได้ หรือ…
อาจไม่ซื้อเลยก็ได้ นี่คือสิ่งที่ต้องแยกให้ออกเพราะการบอกว่า “ไม่ให้ซื้อที่ Duty Free เดี๋ยวนักท่องเที่ยวก็ไปซื้อในเมืองเอง”มันเป็นสมมติฐาน ไม่ใช่กฎตายตัว และถ้าจะใช้นโยบายระดับประเทศ ก็น่าจะมีตัวเลขมารองรับมากกว่าคำว่า
“เดี๋ยวเขาก็ไปซื้อเอง”

เดี๋ยวเค้าก็ไปซื้อในห้างเอง Duty Free กับห้าง มันคนละฟีลกันนะจ๊ะ
อันนี้คนเดินทางน่าจะเข้าใจดีที่สุด Duty Free คือการซื้อในช่วงที่เรายังอยู่ใน
Tourist Mode เพิ่งลงเครื่อง กระเป๋ายังลากอยู่
ยังอินกับทริป ยังรู้สึกว่า “ฉันมาเที่ยว”เดินผ่านร้าน เห็นน้ำหอม เห็นเครื่องสำอาง เห็นแอลกอฮอล์ล เห็นของฝาก แล้วก็เกิดความคิดง่าย ๆ ว่า
“ซื้อกลับไปหน่อยดีกว่า”มันเป็นการซื้อที่เกิดขึ้นจากอารมณ์และความสะดวก ส่วนการไปห้างคืออีกเรื่องหนึ่งต้องออกจากสนามบิน ต้องเดินทาง ต้องมีเวลา ต้องมีความตั้งใจ และต้องตัดสินใจว่าจะไปซื้ออะไร มันไม่ใช่พฤติกรรมเดียวกัน จะคิดว่าถ้าตัดช่องทางแรกออก คนทั้งหมดจะย้ายไปช่องทางที่สองแบบ 100%…
มันก็ดูจะง่ายไปหน่อย และอย่าลืมว่า นักท่องเที่ยวไม่ได้มีแต่คนที่ “ยังไม่ได้เตรียมเงินมาช้อป” หลายคนวางงบ Shopping ไว้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางแล้ว
คำถามจึงไม่ควรมีแค่ว่า
“เขาจะซื้อที่ไหน?” แต่ควรถามว่า
“เราจะทำอย่างไรให้เงินก้อนที่เขาตั้งใจจะใช้ ถูกใช้ในประเทศไทยให้มากที่สุด?” นี่ต่างหากคือโจทย์เศรษฐกิจและ Duty Free ขาเข้าก็เป็นหนึ่งในจุดที่นักท่องเที่ยวสามารถควักเงินออกจากกระเป๋าได้ทันทีที่มาถึงถ้าเราบริหารให้ดี มันก็ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ขายแต่สินค้านำเข้า ทำไมจะผลักดัน
สินค้าไทย เข้าไปไม่ได้?ขนมไทย อาหารไทย เครื่องสำอางไทย แบรนด์ไทย สินค้าดีไซน์ ของฝาก สินค้า OTOPผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการไทยให้นักท่องเที่ยวเห็นตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าประเทศ
“อันนี้ของไทย ซื้อกลับไปลองดีกว่า”แบบนี้ไม่เรียกว่าแย่งยอดขายจากร้านค้าในประเทศอย่างเดียว แต่มันสามารถเป็นอีกหนึ่ง
ช่องทางขายสินค้าไทย ได้ด้วย
เพราะเศรษฐกิจวันนี้ไม่ได้อยู่ในช่วงที่เราควรตัดช่องทางขายแล้วหวังว่าเงินจะไหลไปที่อื่นเอง
ประเทศไทยกำลังเจอกับแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน เศรษฐกิจชะลอ การบริโภคในประเทศอ่อนแรง และการท่องเที่ยวเองก็ไม่ได้ช่วยพยุงเศรษฐกิจได้เต็มที่เหมือนที่หวัง โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติช่วง 1 ม.ค.–1 ส.ค. 2026 ลดลง 3.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โลกเองก็ไม่ได้ใจดีกับภาคท่องเที่ยวเท่าไร
แต่ถ้ามองในมุมของตัวเลข สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การยกเลิก Duty Free ขาเข้าไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีต้นทุน เพราะ AOT ต้องสูญเสียรายได้จากค่าผลประโยชน์ตอบแทนของพื้นที่ดังกล่าว โดยมีการประเมินไว้ราว 140–143 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อปี จากสนามบินหลัก 5 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่
แน่นอนว่าเหตุผลของนโยบายตอนนั้นคือ ต้องการให้เงินที่นักท่องเที่ยวเคยใช้ใน Duty Free ขาเข้า กระจายออกไปใช้จ่ายในร้านค้าและธุรกิจภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งฟังดูดีในทางหลักการ แต่คำถามสำคัญคือ เงินที่หายไปจากช่องทาง Duty Free ถูกเปลี่ยนเป็นการใช้จ่ายในประเทศจริง ๆ มากน้อยแค่ไหน? เพราะถ้าเราเสียรายได้จากสนามบินไปเดือนละกว่าร้อยล้านบาท แต่เงินก้อนนั้นไม่ได้ถูกนำไปใช้จ่ายในร้านค้าอื่นเพิ่มขึ้นตามที่คาดหวัง เท่ากับว่าเราอาจไม่ได้ “ย้ายเงิน” จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง แต่อาจกำลังทำให้ เงินบางส่วนหายออกจากระบบการใช้จ่ายไปเลย
และที่น่าสนใจคือ วันนี้ AOT เองก็ผลักดันแนวทางเกี่ยวกับ Duty Free อีกครั้ง โดยมองทั้งเรื่องรายได้ของ AOT การให้บริการผู้โดยสาร และประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม นั่นยิ่งทำให้คำถามเดิมกลับมาอีกครั้งว่า ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่าการมีช่องทางให้คนใช้เงินในสนามบินสร้างรายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ แล้วทำไมเราไม่ออกแบบมันให้สร้างประโยชน์กับประเทศไทยมากขึ้น แทนที่จะเลือกตัดช่องทางนั้นทิ้งไปเลย? สงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศกระทบความเชื่อมั่นและต้นทุนการเดินทาง ขณะที่หลายประเทศกำลังเจอกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อในสถานการณ์แบบนี้ ประเทศที่ต้องการเงินจากนักท่องเที่ยวควรคิดว่า
“จะเพิ่มโอกาสให้เขาใช้เงินอย่างไร?”ไม่ใช่รีบคิดว่า
“จะตัดช่องทางไหนออกได้บ้าง?”
และถ้าจะเอา Duty Free ขาเข้ากลับมา ก็ควรเอากลับมาแบบฉลาดกว่าเดิม
ไม่ได้หมายความว่าต้องกลับไปเปิดร้านแบบเดิมทุกอย่าง แต่สามารถออกแบบใหม่ได้เพิ่มสัดส่วนสินค้าไทย สนับสนุนแบรนด์ไทย สร้างพื้นที่ให้ SME นำเสนอสินค้า Local ทำ Gift Set สำหรับนักท่องเที่ยวเชื่อมกับการท่องเที่ยวจังหวัดต่าง ๆให้นักท่องเที่ยวเพิ่งลงเครื่องมาก็รู้เลยว่า
“ของชิ้นนี้ผลิตในประเทศไทย และฉันอยากเอากลับบ้าน” เพราะนั่นคือการเปลี่ยน Duty Free จากแค่ “ร้านขายของปลอดภาษี” ให้กลายเป็น
หน้าร้านประเทศไทย
สุดท้ายแล้ว…
ยกเลิก Duty Free ขาเข้า แล้วเศรษฐกิจไทยดีขึ้นตรงไหน? ถ้ามีข้อมูลชัดเจนว่า นักท่องเที่ยวที่ไม่ซื้อ Duty Free จะออกไปใช้เงินในร้านค้าภายในประเทศเพิ่มขึ้นเท่าไร เอาตัวเลขมาคุยกันได้เลย แต่ถ้ายังตอบไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งสรุปว่า
“ยกเลิกแล้วเงินจะไหลเข้าประเทศมากขึ้น” เพราะนักท่องเที่ยวไม่ได้มีหน้าที่ต้องช้อปเพื่อให้สมมติฐานของนโยบายเป็นจริง และในวันที่นักท่องเที่ยวก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจก็ไม่ได้ดี กำลังซื้อทั่วโลกก็ถูกกดดัน บางทีสิ่งที่ประเทศไทยควรทำอาจไม่ใช่การปิดช่องทางที่นักท่องเที่ยวเคยควักเงินซื้อของ แต่ควรคิดว่า
“ทำอย่างไรให้เขาควักเงินมากขึ้น และทำอย่างไรให้เงินก้อนนั้นไปถึงคนไทยมากขึ้น”
ส่วนตัวฉันอยากให้ Duty Free ขาเข้ากลับมา
คิดถึงบรรยากาศเดิม ๆ ที่เดินเข้ามาแล้วมีของให้เลือกเยอะ ๆ แอลกอฮออล์ล น้ำหอม เครื่องสำอาง ของฝากสารพัดอย่าง เดินเพลิน ๆ แล้วก็ได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้าน แต่พอมาคิดอีกที…
เอ๊ะ ข้อดีก็มีเหมือนกันนะ เพราะตั้งแต่ไม่มี Duty Free ฉันก็ประหยัดเงินขึ้นเยอะเลย
ไม่ต้องซื้อน้ำหอมขวดนี้ ไม่ต้องหยิบเครื่องสำอางเพิ่ม แล้วที่สำคัญ…
เพื่อน ๆ ของฉันก็อาจจะไม่ได้รับของฝากด้วย ก็ดีนะ ประหยัดขึ้นทั้งคนซื้อและคนรอของฝากเลย
แต่ถ้ามองในมุมเศรษฐกิจประเทศ…นี่ไม่ใช่เรื่องดี
การที่ฉันประหยัดเงินขึ้น กับการที่ประเทศกระตุ้นการใช้จ่ายได้มากขึ้น มันคงเป็นคนละเรื่องกัน
เพราะฉะนั้น…
ฉันยังอยากให้ Duty Free กลับมานะ
ไม่ใช่เพราะอยากเสียเงินมากขึ้นหรอกแต่เพราะอยากเห็นนักท่องเที่ยวมีเหตุผลที่จะ
“ควักเงินออกจากกระเป๋า” ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าประเทศอีกครั้งส่วนเรื่องเพื่อน ๆ จะได้ของฝากหรือไม่…อันนี้ค่อยว่ากันอีกทีค่ะ
ยกเลิก Duty Free ขาเข้า แล้วเศรษฐกิจไทยดีขึ้นตรงไหน?
ทีนี้ลองกลับด้านดูบ้างนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่งบินมาถึงประเทศไทยก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก เขาอาจเตรียมเงินมาเพื่อช้อปอยู่แล้วเขาอาจตั้งใจซื้อของบางอย่างอยู่แล้วและเขาอาจไม่ได้คิดว่า “วันนี้ฉันจะไม่ซื้อ Duty Free เพราะรัฐบาลไทยอยากให้ฉันไปเดินห้างแทน”ชีวิตจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอก
นี่แหละคือคำถามสำคัญเพราะเหตุผลหลักที่ใช้สนับสนุนการยกเลิก Duty Free ขาเข้าคือ ต้องการให้นักท่องเที่ยวออกไปซื้อสินค้าในร้านค้าภายในประเทศแทนฟังดูเป็นเหตุเป็นผล แต่ปัญหาคือ คนแบบเราเนี่ยการไม่ซื้อ Duty Free ไม่ได้แปลว่าจะต้องไปซื้อของในห้างกลับบ้านนอนความอยากได้ของติดไม้ติดมือก็หายไปหมดแล้วกลายเป็นว่า ไม่ได้ซื้อของเลย คนหนึ่งคนอาจเลือกซื้อของใน Duty Free เพราะมันสะดวก อยู่ตรงหน้า และอยู่ใน “โมเมนต์ของการเดินทาง” ถ้าไม่มี เขาอาจไปซื้อที่อื่นก็ได้ หรือ… อาจไม่ซื้อเลยก็ได้ นี่คือสิ่งที่ต้องแยกให้ออกเพราะการบอกว่า “ไม่ให้ซื้อที่ Duty Free เดี๋ยวนักท่องเที่ยวก็ไปซื้อในเมืองเอง”มันเป็นสมมติฐาน ไม่ใช่กฎตายตัว และถ้าจะใช้นโยบายระดับประเทศ ก็น่าจะมีตัวเลขมารองรับมากกว่าคำว่า “เดี๋ยวเขาก็ไปซื้อเอง”
เดี๋ยวเค้าก็ไปซื้อในห้างเอง Duty Free กับห้าง มันคนละฟีลกันนะจ๊ะ
อันนี้คนเดินทางน่าจะเข้าใจดีที่สุด Duty Free คือการซื้อในช่วงที่เรายังอยู่ใน Tourist Mode เพิ่งลงเครื่อง กระเป๋ายังลากอยู่
ยังอินกับทริป ยังรู้สึกว่า “ฉันมาเที่ยว”เดินผ่านร้าน เห็นน้ำหอม เห็นเครื่องสำอาง เห็นแอลกอฮอล์ล เห็นของฝาก แล้วก็เกิดความคิดง่าย ๆ ว่า “ซื้อกลับไปหน่อยดีกว่า”มันเป็นการซื้อที่เกิดขึ้นจากอารมณ์และความสะดวก ส่วนการไปห้างคืออีกเรื่องหนึ่งต้องออกจากสนามบิน ต้องเดินทาง ต้องมีเวลา ต้องมีความตั้งใจ และต้องตัดสินใจว่าจะไปซื้ออะไร มันไม่ใช่พฤติกรรมเดียวกัน จะคิดว่าถ้าตัดช่องทางแรกออก คนทั้งหมดจะย้ายไปช่องทางที่สองแบบ 100%… มันก็ดูจะง่ายไปหน่อย และอย่าลืมว่า นักท่องเที่ยวไม่ได้มีแต่คนที่ “ยังไม่ได้เตรียมเงินมาช้อป” หลายคนวางงบ Shopping ไว้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางแล้ว
ประเทศไทยกำลังเจอกับแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน เศรษฐกิจชะลอ การบริโภคในประเทศอ่อนแรง และการท่องเที่ยวเองก็ไม่ได้ช่วยพยุงเศรษฐกิจได้เต็มที่เหมือนที่หวัง โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติช่วง 1 ม.ค.–1 ส.ค. 2026 ลดลง 3.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โลกเองก็ไม่ได้ใจดีกับภาคท่องเที่ยวเท่าไร
แต่ถ้ามองในมุมของตัวเลข สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การยกเลิก Duty Free ขาเข้าไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีต้นทุน เพราะ AOT ต้องสูญเสียรายได้จากค่าผลประโยชน์ตอบแทนของพื้นที่ดังกล่าว โดยมีการประเมินไว้ราว 140–143 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อปี จากสนามบินหลัก 5 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่
แน่นอนว่าเหตุผลของนโยบายตอนนั้นคือ ต้องการให้เงินที่นักท่องเที่ยวเคยใช้ใน Duty Free ขาเข้า กระจายออกไปใช้จ่ายในร้านค้าและธุรกิจภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งฟังดูดีในทางหลักการ แต่คำถามสำคัญคือ เงินที่หายไปจากช่องทาง Duty Free ถูกเปลี่ยนเป็นการใช้จ่ายในประเทศจริง ๆ มากน้อยแค่ไหน? เพราะถ้าเราเสียรายได้จากสนามบินไปเดือนละกว่าร้อยล้านบาท แต่เงินก้อนนั้นไม่ได้ถูกนำไปใช้จ่ายในร้านค้าอื่นเพิ่มขึ้นตามที่คาดหวัง เท่ากับว่าเราอาจไม่ได้ “ย้ายเงิน” จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง แต่อาจกำลังทำให้ เงินบางส่วนหายออกจากระบบการใช้จ่ายไปเลย
และที่น่าสนใจคือ วันนี้ AOT เองก็ผลักดันแนวทางเกี่ยวกับ Duty Free อีกครั้ง โดยมองทั้งเรื่องรายได้ของ AOT การให้บริการผู้โดยสาร และประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม นั่นยิ่งทำให้คำถามเดิมกลับมาอีกครั้งว่า ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่าการมีช่องทางให้คนใช้เงินในสนามบินสร้างรายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ แล้วทำไมเราไม่ออกแบบมันให้สร้างประโยชน์กับประเทศไทยมากขึ้น แทนที่จะเลือกตัดช่องทางนั้นทิ้งไปเลย? สงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศกระทบความเชื่อมั่นและต้นทุนการเดินทาง ขณะที่หลายประเทศกำลังเจอกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อในสถานการณ์แบบนี้ ประเทศที่ต้องการเงินจากนักท่องเที่ยวควรคิดว่า
“จะเพิ่มโอกาสให้เขาใช้เงินอย่างไร?”ไม่ใช่รีบคิดว่า “จะตัดช่องทางไหนออกได้บ้าง?”
และถ้าจะเอา Duty Free ขาเข้ากลับมา ก็ควรเอากลับมาแบบฉลาดกว่าเดิม
ไม่ได้หมายความว่าต้องกลับไปเปิดร้านแบบเดิมทุกอย่าง แต่สามารถออกแบบใหม่ได้เพิ่มสัดส่วนสินค้าไทย สนับสนุนแบรนด์ไทย สร้างพื้นที่ให้ SME นำเสนอสินค้า Local ทำ Gift Set สำหรับนักท่องเที่ยวเชื่อมกับการท่องเที่ยวจังหวัดต่าง ๆให้นักท่องเที่ยวเพิ่งลงเครื่องมาก็รู้เลยว่า“ของชิ้นนี้ผลิตในประเทศไทย และฉันอยากเอากลับบ้าน” เพราะนั่นคือการเปลี่ยน Duty Free จากแค่ “ร้านขายของปลอดภาษี” ให้กลายเป็น หน้าร้านประเทศไทย
สุดท้ายแล้ว… ยกเลิก Duty Free ขาเข้า แล้วเศรษฐกิจไทยดีขึ้นตรงไหน? ถ้ามีข้อมูลชัดเจนว่า นักท่องเที่ยวที่ไม่ซื้อ Duty Free จะออกไปใช้เงินในร้านค้าภายในประเทศเพิ่มขึ้นเท่าไร เอาตัวเลขมาคุยกันได้เลย แต่ถ้ายังตอบไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งสรุปว่า “ยกเลิกแล้วเงินจะไหลเข้าประเทศมากขึ้น” เพราะนักท่องเที่ยวไม่ได้มีหน้าที่ต้องช้อปเพื่อให้สมมติฐานของนโยบายเป็นจริง และในวันที่นักท่องเที่ยวก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจก็ไม่ได้ดี กำลังซื้อทั่วโลกก็ถูกกดดัน บางทีสิ่งที่ประเทศไทยควรทำอาจไม่ใช่การปิดช่องทางที่นักท่องเที่ยวเคยควักเงินซื้อของ แต่ควรคิดว่า “ทำอย่างไรให้เขาควักเงินมากขึ้น และทำอย่างไรให้เงินก้อนนั้นไปถึงคนไทยมากขึ้น”
ส่วนตัวฉันอยากให้ Duty Free ขาเข้ากลับมา
คิดถึงบรรยากาศเดิม ๆ ที่เดินเข้ามาแล้วมีของให้เลือกเยอะ ๆ แอลกอฮออล์ล น้ำหอม เครื่องสำอาง ของฝากสารพัดอย่าง เดินเพลิน ๆ แล้วก็ได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้าน แต่พอมาคิดอีกที…
เอ๊ะ ข้อดีก็มีเหมือนกันนะ เพราะตั้งแต่ไม่มี Duty Free ฉันก็ประหยัดเงินขึ้นเยอะเลย
ไม่ต้องซื้อน้ำหอมขวดนี้ ไม่ต้องหยิบเครื่องสำอางเพิ่ม แล้วที่สำคัญ… เพื่อน ๆ ของฉันก็อาจจะไม่ได้รับของฝากด้วย ก็ดีนะ ประหยัดขึ้นทั้งคนซื้อและคนรอของฝากเลย
แต่ถ้ามองในมุมเศรษฐกิจประเทศ…นี่ไม่ใช่เรื่องดี
การที่ฉันประหยัดเงินขึ้น กับการที่ประเทศกระตุ้นการใช้จ่ายได้มากขึ้น มันคงเป็นคนละเรื่องกัน
เพราะฉะนั้น… ฉันยังอยากให้ Duty Free กลับมานะ
ไม่ใช่เพราะอยากเสียเงินมากขึ้นหรอกแต่เพราะอยากเห็นนักท่องเที่ยวมีเหตุผลที่จะ “ควักเงินออกจากกระเป๋า” ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าประเทศอีกครั้งส่วนเรื่องเพื่อน ๆ จะได้ของฝากหรือไม่…อันนี้ค่อยว่ากันอีกทีค่ะ