ขอระบายเรื่องความรักที่จบลงอย่างกะทันหัน และอยากขอความคิดเห็นจากทุกคนครับ
ผมอยากมาเล่าเรื่องราวความรักของผมให้ทุกคนฟังครับ ใครมีความคิดเห็นอย่างไร สามารถติเตือนหรือแนะนำผมได้เต็มที่ ผมพร้อมรับฟังและนำไปปรับปรุงตัวเอง เพราะตอนนี้ผมยังสับสนและไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ครั้งนี้กันแน่
ผมกับแฟนคบกันมา 1 ปี 2 เดือนกับอีก 4 วัน ก่อนจะตกลงคบกัน เรารู้จักกันตั้งแต่ช่วงฝึกงานประมาณ 2 เดือนกว่า ๆ ตอนแรกผมคุยกับเขาแค่เรื่องงานในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้อง เพราะตอนนั้นเขายังมีแฟนอยู่ แต่หลังจากเขาเลิกกับแฟนเก่า ผมก็เริ่มเดินหน้าจีบเขาอย่างจริงจัง
ช่วงที่เรากำลังเริ่มต้นความสัมพันธ์ เขายังอาศัยอยู่บ้านเดียวกับแฟนเก่า และในเฟซบุ๊กก็ยังมีรูปคู่กับแฟนเก่าอยู่เต็มไปหมด ผมเข้าใจว่าเขาอาจยังไม่พร้อมเปิดตัวความสัมพันธ์ใหม่ จึงไม่ได้คิดอะไรมาก กระทั่งแฟนเก่าย้ายออกไปได้ไม่นาน ช่วงปลายเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ผมก็เริ่มขนของเข้าไปอยู่บ้านเดียวกับเขา
ช่วงแรกของความรักเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากครับ
เรารักกันมาก หวานกันมาก เวลาที่แฟนมีเวลาว่างจากงานเพียงหนึ่งหรือสองนาที เขาก็มักจะทักมาหรือโทรหาผมเสมอ หากมีวันหยุดหนึ่งถึงสองวัน เขาก็จะมาหาและพาผมไปเที่ยวตลอด นี่เป็นความรักครั้งแรกในชีวิตของผม ผมจึงรู้สึกถึงความใส่ใจที่เขามีให้ และพยายามทำหน้าที่แฟนให้ดีที่สุด
ผมยอมรับว่าในตอนนั้นเขามีอายุมากกว่าและมีความสามารถหลายอย่างมากกว่าผม เพราะผมยังเรียนอยู่ จึงยังไม่สามารถช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายได้เต็มที่ แต่ผมก็พยายามทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ผมรับผิดชอบงานบ้านแทบทั้งหมด ไม่อยากให้เขาต้องเหนื่อยกับงานบ้านหลังจากทำงานมาแล้ว รวมถึงช่วยดูแลกระต่ายของเขา เพราะเขาไม่ค่อยมีเวลาดูแลเอง
เมื่อมีงานรับจ้างรายวัน ผมก็ไปรับงานแทบทุกครั้ง แม้จะต้องเรียนเต็มเวลาและแทบไม่มีวันหยุด เงินที่หามาได้ผมก็มอบให้เขา เพราะคิดว่าบ้านเป็นบ้านเช่าของเขา มีค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ผมจึงอยากช่วยแบ่งเบาภาระ แม้จะช่วยได้ไม่มากก็ตาม
ผมทำทุกอย่างเพราะรักเขา และมองว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว
แต่ระหว่างทางก็มีเรื่องที่ทำให้ผมไม่สบายใจอยู่เหมือนกัน
ช่วงหนึ่งผมไปรับงานรายวันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งแฟนทำงานประจำอยู่ที่นั่นด้วย ผมสังเกตเห็นเพื่อนผู้ชายเก่าของแฟนที่เข้ามาทำงานใหม่มีท่าทีสนิทสนมกับแฟนมากเกินไป และมีหลายครั้งที่ผมเห็นเขาเข้ามาใกล้จนมือหรือร่างกายสัมผัสบริเวณก้นของแฟน ผมเคยพูดคุยเรื่องนี้กับแฟนตรง ๆ แล้ว แต่แฟนบอกว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ
ผมไม่สบายใจ เพราะผมเห็นเหตุการณ์ลักษณะนี้หลายครั้ง แม้ผมจะไม่สามารถรู้ได้แน่ชัดว่าอีกฝ่ายมีเจตนาอย่างไร แต่ผมก็รู้สึกว่าความกังวลของตัวเองไม่ได้รับการใส่ใจมากเท่าที่ควร
หลังจากนั้น ผมรับงานรายวันต่อเนื่องในช่วงปิดเทอมประมาณเดือนครึ่ง จนเกิดอาการรองช้ำอย่างหนักและต้องหยุดพักฟื้น ประกอบกับช่วงนั้นงานเริ่มน้อยลง จึงไม่ได้มีปัญหาอะไรเพิ่มเติมมากนัก เราก็ยังรักกันดี มีทะเลาะและงอนกันบ้างตามปกติของคู่รัก
จุดเปลี่ยนเริ่มต้นขึ้นเมื่อแฟนได้งานใหม่ที่หัวหิน
แฟนต้องย้ายไปทำงานและพักอยู่หอในเมือง ช่วงก่อนเริ่มงานเขามีเวลาว่างประมาณครึ่งเดือน เราก็ยังพูดคุยกันตามปกติ วางแผนอนาคตและพูดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่อยากทำร่วมกัน ผมจึงไม่ได้คิดว่าความสัมพันธ์ของเรากำลังจะมีปัญหาอะไร
จนกระทั่งประมาณ 3-4 เดือนก่อนเกิดเรื่อง มีเหตุการณ์หนึ่งที่ผมยังคงรู้สึกผิดมาจนถึงทุกวันนี้
ตอนนั้นแฟนได้รับข้อความจากฝ่าย HR ของที่ทำงานเก่า ซึ่งถามว่าผมจะไปรับงานในช่วงเวลาที่กำหนดหรือไม่ แต่ผมปฏิเสธเพราะตรงกับวันที่มีเรียนและต้องทำงานส่งอาจารย์พอดี ผมยอมรับว่าตอนตอบแฟน ผมใช้คำพูดและน้ำเสียงที่กวนประสาทมากเกินไป หลังจากเหตุการณ์นั้น แฟนก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
จากคนที่เคยทักหาและโทรหาผมตลอด กลายเป็นคนที่ไม่ค่อยทักมาก่อนอีกเลย เวลาผมทักไปก็ไม่ตอบ ไม่อ่านแชต และไม่รับสายเป็นเวลานาน ความเปลี่ยนแปลงนี้ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงวันที่เราเลิกกัน
ผมยอมรับว่าตัวเองมีส่วนผิดในเรื่องน้ำเสียงและวิธีพูด ผมรู้สึกผิดและพยายามปรับปรุงตัวมาโดยตลอด แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกว่าแฟนเริ่มถอยห่างจากผมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ผมไม่รู้ว่าควรแก้ไขอะไรเพิ่มเติม
สิ่งที่ทำให้ผมเริ่มสงสัยและไม่เข้าใจมากขึ้น คือพฤติกรรมของแฟนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ประมาณ 3 เดือนก่อน ผมได้เห็นรูปแฟนถ่ายคู่กับผู้ชายคนอื่น ผมพยายามคิดในแง่ดีว่าอาจเป็นเรื่องงาน เพราะถ่ายกันในสถานที่สาธารณะ นอกจากนี้ ผมยังเห็นแชตที่แฟนวิดีโอคอลกับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งผมคาดว่าเป็นเพื่อนร่วมงานในตำแหน่งเดียวกัน ทั้งคู่มีการโทรและวิดีโอคอลกันหลายครั้ง บางครั้งก็คุยกันเป็นเวลานาน มีข้อความหยอกล้อ ถามไถ่กันว่ากินข้าวหรือยัง และชวนกันไปกินข้าว รวมถึงคุยเรื่องงานด้วย
ผมไม่ได้สรุปว่าแฟนมีความสัมพันธ์เกินเลยกับใคร เพราะผมไม่มีหลักฐานที่จะยืนยันเรื่องนั้น ผมเพียงแต่สงสัยและถามไปตามที่เห็นว่าเป็นการคุยเรื่องงานหรือเปล่า และทำไมถึงโทรหากันบ่อยขนาดนั้น
ตลอดระยะเวลากว่า 3 เดือน แฟนแทบไม่กลับมาหาผมเลย แม้จะมีวันหยุดหนึ่งถึงสองวัน เขาก็บอกว่าเหนื่อย ผมพยายามเข้าใจ เพราะเคยทำงานสายนี้มาก่อนและรู้ว่างานอาจหนักจริง ๆ จึงไม่ได้เรียกร้องให้เขากลับมาหาตลอดเวลา
แต่สิ่งที่ทำให้ผมเสียใจคือ ในช่วงที่ผมทักหาแล้วไม่ได้รับคำตอบ หรือโทรไปแล้วเขาไม่รับ ผมกลับเห็นว่าเขายังโพสต์เฟซบุ๊กและตอบคอมเมนต์ของเพื่อนสนิททั้งผู้ชายและผู้หญิงได้ตามปกติ
เวลาที่เราได้คุยโทรศัพท์กัน เขาก็ยังคุยกับผมได้ แต่ผมสัมผัสได้ว่าน้ำเสียงเปลี่ยนไป จากคนที่เคยพูดเสียงหวานและอ่อนโยน กลายเป็นน้ำเสียงที่แข็งขึ้น บางครั้งพูดเบา ๆ คล้ายไม่อยากให้ใครได้ยิน และเขาแทบไม่ถามไถ่เรื่องราวชีวิตของผมเลย มีแต่ผมที่พยายามหาเรื่องคุยและถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
แม้กระทั่งตอนที่ผมประสบอุบัติเหตุรถล้มแล้วเล่าให้เขาฟัง คำตอบที่ได้รับกลับมีเพียงคำว่า “อืม” เท่านั้น ผมเสียใจมาก แต่ก็ยังพยายามหาเหตุผลให้เขาเสมอ
ผมคิดว่าเขาอาจจะเหนื่อยจากงาน อาจมีเรื่องเครียด หรืออาจต้องการเวลาและพื้นที่ส่วนตัว ผมจึงพยายามไม่กดดันและหวังว่าสักวันทุกอย่างจะกลับมาดีเหมือนเดิม
ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าน้ำเสียงของเขาเริ่มอ่อนลงบ้าง และมีถามไถ่ผมกลับมาบ้าง เมื่อวานเราก็คุยกันค่อนข้างดี ผมจึงคิดว่าความสัมพันธ์ของเราอาจกำลังดีขึ้นแล้ว
แต่ผมไม่เคยคิดเลยว่า นั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกันตามปกติ
วันที่ผมถูกบอกเลิก คือวันที่ผมรู้สึกเหมือนทุกอย่างในชีวิตพังลงมาต่อหน้าต่อตา
เมื่อวานผมถามแฟนว่าทำงานกี่โมง เขาบอกว่า 8 โมงเช้า วันนี้ก่อนออกไปเรียน ผมเปิดแอปติดตามตำแหน่งคู่รักที่เราใช้กันเป็นประจำ แล้วเห็นว่าเขาอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ผมจึงคิดในแง่ดีว่าเขาอาจต้องไปทำงานต่างสถานที่ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีเหตุการณ์ลักษณะนี้ และเขาก็เคยอธิบายพร้อมแสดงหลักฐานให้ดู ผมจึงเชื่อใจเขา
หลังจากเรียนเสร็จ ผมกลับถึงบ้านเวลาประมาณ 12.40 น. แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้ผมช็อกมาก เพราะข้าวของของแฟนถูกขนย้ายออกไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงของใช้ของผมเองและกระรอกที่ผมเลี้ยงไว้
เมื่อเปิดแชตดู ผมก็พบข้อความบอกเลิกที่ส่งมาตอนประมาณ 12.14 น. เขาบอกเพียงว่าอยู่ด้วยกันไปก็ฝืนเปล่า ๆ และมันสายไปแล้ว จากนั้นก็ลบรูปคู่ของเราที่มีอยู่ในเฟซบุ๊ก บล็อกผมทุกช่องทาง และหายไปโดยไม่มีโอกาสให้ผมได้ถามหรือพูดคุยกันต่อหน้าเลย แม้แต่เพื่อนของเขาที่ผมเคยรู้จักก็เหมือนจะบล็อกและไม่ติดต่อกับผมอีก
สิ่งที่ทำให้ผมเจ็บปวดมากที่สุด คือการที่เขาจากไปโดยไม่เหลือคำอธิบายที่ชัดเจน ไม่มีการพูดคุยกันตรง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น หรือมีปัญหาอะไรที่ทำให้เขาตัดสินใจแบบนี้
ผมยอมรับว่าตัวเองไม่ได้เป็นแฟนที่สมบูรณ์แบบ ผมเคยพูดไม่ดี เคยใช้น้ำเสียงกวนประสาท และเคยถามจี้เขาในวันที่รู้สึกไม่สบายใจ ผมยอมรับข้อผิดพลาดเหล่านี้ และอยากปรับปรุงตัวเองจริง ๆ
แต่ตลอดเวลาที่เรามีปัญหากัน ผมพยายามเป็นฝ่ายขอโทษและชวนคุยเพื่อปรับความเข้าใจอยู่เสมอ ผมไม่เคยขึ้นเสียงใส่เขา ไม่เคยทำร้ายร่างกายหรือใช้กำลังกับเขาเลย แม้แต่ในวันที่ทะเลาะกัน ผมก็ยังพยายามถามเขาว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า มีอะไรที่ไม่สบายใจก็บอกผมได้ ผมพร้อมรับฟัง พร้อมช่วยเหลือ และพร้อมหาทางแก้ไขปัญหาไปด้วยกัน
ผมไม่เคยคิดว่าความรักจะต้องไม่มีปัญหา แต่ผมคิดเสมอว่าถ้าเรายังรักกัน เราก็ควรพูดคุยกันได้ ไม่ว่าจะมีเรื่องยากแค่ไหนก็ตาม
ตอนนี้ผมยังคงคาใจกับคำถามมากมายที่ไม่มีคำตอบ
ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ ทำไมถึงเลือกเดินจากไปโดยไม่พูดคุยกันดี ๆ ก่อน ทำไมถึงไม่บอกผมตรง ๆ ว่าผมทำอะไรผิด หรือมีอะไรที่เขาไม่สามารถทนต่อไปได้แล้ว
ผมไม่รู้ว่าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เขาเริ่มหมดรักตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือมีปัญหาอะไรที่เขาเก็บเอาไว้โดยไม่บอกผม ผมไม่อยากกล่าวหาว่าเขามีคนอื่น เพราะผมไม่มีหลักฐานยืนยันเรื่องนั้น แต่พฤติกรรมหลายอย่างทำให้ผมเกิดความสงสัย และยิ่งไม่ได้รับคำอธิบาย ผมก็ยิ่งคิดวนไปมา
สิ่งที่เจ็บปวดอีกอย่างคือ เขาเก็บข้าวของของตัวเองออกไปจนแทบไม่เหลืออะไรไว้เลย แม้แต่รูปถ่ายคู่กันสักใบก็ไม่เหลือให้ผมได้เก็บไว้เป็นความทรงจำ มีเพียงของใช้ของผมและของเก่าบางส่วนของเขาที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาก่อนหน้านี้
ผมเคยคิดว่าเราต่างก็ผ่านความรักที่ผิดหวังและถูกหลอกกันมาไม่น้อย เราต่างเคยเจ็บปวดจากความสัมพันธ์ในอดีต ผมจึงคิดว่าเราน่าจะเข้าใจความรู้สึกของกันและกัน และพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกว่าเดิมร่วมกันได้
ผมเคยวางแผนอนาคตกับเขาไว้มากมาย เคยคิดว่าเราจะเดินไปด้วยกันอีกนานแค่ไหน จะทำอะไรด้วยกันบ้าง และจะสร้างชีวิตร่วมกันอย่างไร
เรายังเคยมีคลิปที่ถ่ายด้วยกันใน TikTok ตอนอยู่ที่โลตัสเพชรบุรี ในช่วงที่ได้เจอณเดชด้วย ทุกครั้งที่ย้อนกลับไปเห็นภาพหรือคลิปเหล่านั้น ผมยิ่งเจ็บปวด เพราะมันทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลาที่เราเคยมีความสุขและรักกันมากขนาดไหน
ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าความสัมพันธ์ที่เคยดีขนาดนั้น ทำไมถึงจบลงแบบนี้ได้
ตอนนี้ผมเสียใจมาก สับสนมาก และยังทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ตอนที่รู้ว่าเขาบอกเลิก ผมร้องไห้อย่างหนักจนเกิดอาการตะคริวขึ้นทั้งตัว หายใจไม่ออก และหมดสติไปถึง 2 ครั้ง แม้แต่ตอนที่พิมพ์เรื่องนี้อยู่ มือของผมก็ยังสั่นอยู่เลย
ผมไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพื่อให้ทุกคนเข้าข้างผม หรือเพื่อให้ใครไปต่อว่าแฟนเก่าของผม ผมเพียงแต่อยากระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจ และอยากได้ความคิดเห็นจากคนที่มองเรื่องนี้จากภายนอก
ผมอยากรู้ว่าผมผิดพลาดตรงไหน มีอะไรที่ผมควรปรับปรุงตัวเองบ้าง และมีอะไรที่ผมอาจมองข้ามไปในความสัมพันธ์ครั้งนี้
ผมอยากเข้าใจว่าทำไมคนสองคนที่เคยรักกันมาก เคยใส่ใจและวางแผนอนาคตร่วมกัน ถึงสามารถเดินมาถึงจุดที่คนหนึ่งเลือกจากไปโดยไม่แม้แต่จะพูดคุยกันให้เข้าใจได้
ถ้าผมทำผิด ผมพร้อมยอมรับและเรียนรู้จากมัน แต่สิ่งที่ผมเสียใจที่สุดในตอนนี้ คือผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความผิดพลาดที่แท้จริงของผมคืออะไร และไม่รู้ว่าความรักที่ผมพยายามรักษามาตลอดนั้น มันจบลงตั้งแต่ตอนไหน
ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบครับ ใครมีความคิดเห็นหรือคำแนะนำอะไร สามารถบอกผมได้ตรง ๆ เลย ผมพร้อมรับฟังครับ
ความรักที่จากไป ไร้คำอธิบาย
ผมอยากมาเล่าเรื่องราวความรักของผมให้ทุกคนฟังครับ ใครมีความคิดเห็นอย่างไร สามารถติเตือนหรือแนะนำผมได้เต็มที่ ผมพร้อมรับฟังและนำไปปรับปรุงตัวเอง เพราะตอนนี้ผมยังสับสนและไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ครั้งนี้กันแน่
ผมกับแฟนคบกันมา 1 ปี 2 เดือนกับอีก 4 วัน ก่อนจะตกลงคบกัน เรารู้จักกันตั้งแต่ช่วงฝึกงานประมาณ 2 เดือนกว่า ๆ ตอนแรกผมคุยกับเขาแค่เรื่องงานในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้อง เพราะตอนนั้นเขายังมีแฟนอยู่ แต่หลังจากเขาเลิกกับแฟนเก่า ผมก็เริ่มเดินหน้าจีบเขาอย่างจริงจัง
ช่วงที่เรากำลังเริ่มต้นความสัมพันธ์ เขายังอาศัยอยู่บ้านเดียวกับแฟนเก่า และในเฟซบุ๊กก็ยังมีรูปคู่กับแฟนเก่าอยู่เต็มไปหมด ผมเข้าใจว่าเขาอาจยังไม่พร้อมเปิดตัวความสัมพันธ์ใหม่ จึงไม่ได้คิดอะไรมาก กระทั่งแฟนเก่าย้ายออกไปได้ไม่นาน ช่วงปลายเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ผมก็เริ่มขนของเข้าไปอยู่บ้านเดียวกับเขา
ช่วงแรกของความรักเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากครับ
เรารักกันมาก หวานกันมาก เวลาที่แฟนมีเวลาว่างจากงานเพียงหนึ่งหรือสองนาที เขาก็มักจะทักมาหรือโทรหาผมเสมอ หากมีวันหยุดหนึ่งถึงสองวัน เขาก็จะมาหาและพาผมไปเที่ยวตลอด นี่เป็นความรักครั้งแรกในชีวิตของผม ผมจึงรู้สึกถึงความใส่ใจที่เขามีให้ และพยายามทำหน้าที่แฟนให้ดีที่สุด
ผมยอมรับว่าในตอนนั้นเขามีอายุมากกว่าและมีความสามารถหลายอย่างมากกว่าผม เพราะผมยังเรียนอยู่ จึงยังไม่สามารถช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายได้เต็มที่ แต่ผมก็พยายามทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ผมรับผิดชอบงานบ้านแทบทั้งหมด ไม่อยากให้เขาต้องเหนื่อยกับงานบ้านหลังจากทำงานมาแล้ว รวมถึงช่วยดูแลกระต่ายของเขา เพราะเขาไม่ค่อยมีเวลาดูแลเอง
เมื่อมีงานรับจ้างรายวัน ผมก็ไปรับงานแทบทุกครั้ง แม้จะต้องเรียนเต็มเวลาและแทบไม่มีวันหยุด เงินที่หามาได้ผมก็มอบให้เขา เพราะคิดว่าบ้านเป็นบ้านเช่าของเขา มีค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ผมจึงอยากช่วยแบ่งเบาภาระ แม้จะช่วยได้ไม่มากก็ตาม
ผมทำทุกอย่างเพราะรักเขา และมองว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว
แต่ระหว่างทางก็มีเรื่องที่ทำให้ผมไม่สบายใจอยู่เหมือนกัน
ช่วงหนึ่งผมไปรับงานรายวันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งแฟนทำงานประจำอยู่ที่นั่นด้วย ผมสังเกตเห็นเพื่อนผู้ชายเก่าของแฟนที่เข้ามาทำงานใหม่มีท่าทีสนิทสนมกับแฟนมากเกินไป และมีหลายครั้งที่ผมเห็นเขาเข้ามาใกล้จนมือหรือร่างกายสัมผัสบริเวณก้นของแฟน ผมเคยพูดคุยเรื่องนี้กับแฟนตรง ๆ แล้ว แต่แฟนบอกว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ
ผมไม่สบายใจ เพราะผมเห็นเหตุการณ์ลักษณะนี้หลายครั้ง แม้ผมจะไม่สามารถรู้ได้แน่ชัดว่าอีกฝ่ายมีเจตนาอย่างไร แต่ผมก็รู้สึกว่าความกังวลของตัวเองไม่ได้รับการใส่ใจมากเท่าที่ควร
หลังจากนั้น ผมรับงานรายวันต่อเนื่องในช่วงปิดเทอมประมาณเดือนครึ่ง จนเกิดอาการรองช้ำอย่างหนักและต้องหยุดพักฟื้น ประกอบกับช่วงนั้นงานเริ่มน้อยลง จึงไม่ได้มีปัญหาอะไรเพิ่มเติมมากนัก เราก็ยังรักกันดี มีทะเลาะและงอนกันบ้างตามปกติของคู่รัก
จุดเปลี่ยนเริ่มต้นขึ้นเมื่อแฟนได้งานใหม่ที่หัวหิน
แฟนต้องย้ายไปทำงานและพักอยู่หอในเมือง ช่วงก่อนเริ่มงานเขามีเวลาว่างประมาณครึ่งเดือน เราก็ยังพูดคุยกันตามปกติ วางแผนอนาคตและพูดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่อยากทำร่วมกัน ผมจึงไม่ได้คิดว่าความสัมพันธ์ของเรากำลังจะมีปัญหาอะไร
จนกระทั่งประมาณ 3-4 เดือนก่อนเกิดเรื่อง มีเหตุการณ์หนึ่งที่ผมยังคงรู้สึกผิดมาจนถึงทุกวันนี้
ตอนนั้นแฟนได้รับข้อความจากฝ่าย HR ของที่ทำงานเก่า ซึ่งถามว่าผมจะไปรับงานในช่วงเวลาที่กำหนดหรือไม่ แต่ผมปฏิเสธเพราะตรงกับวันที่มีเรียนและต้องทำงานส่งอาจารย์พอดี ผมยอมรับว่าตอนตอบแฟน ผมใช้คำพูดและน้ำเสียงที่กวนประสาทมากเกินไป หลังจากเหตุการณ์นั้น แฟนก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
จากคนที่เคยทักหาและโทรหาผมตลอด กลายเป็นคนที่ไม่ค่อยทักมาก่อนอีกเลย เวลาผมทักไปก็ไม่ตอบ ไม่อ่านแชต และไม่รับสายเป็นเวลานาน ความเปลี่ยนแปลงนี้ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงวันที่เราเลิกกัน
ผมยอมรับว่าตัวเองมีส่วนผิดในเรื่องน้ำเสียงและวิธีพูด ผมรู้สึกผิดและพยายามปรับปรุงตัวมาโดยตลอด แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกว่าแฟนเริ่มถอยห่างจากผมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ผมไม่รู้ว่าควรแก้ไขอะไรเพิ่มเติม
สิ่งที่ทำให้ผมเริ่มสงสัยและไม่เข้าใจมากขึ้น คือพฤติกรรมของแฟนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ประมาณ 3 เดือนก่อน ผมได้เห็นรูปแฟนถ่ายคู่กับผู้ชายคนอื่น ผมพยายามคิดในแง่ดีว่าอาจเป็นเรื่องงาน เพราะถ่ายกันในสถานที่สาธารณะ นอกจากนี้ ผมยังเห็นแชตที่แฟนวิดีโอคอลกับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งผมคาดว่าเป็นเพื่อนร่วมงานในตำแหน่งเดียวกัน ทั้งคู่มีการโทรและวิดีโอคอลกันหลายครั้ง บางครั้งก็คุยกันเป็นเวลานาน มีข้อความหยอกล้อ ถามไถ่กันว่ากินข้าวหรือยัง และชวนกันไปกินข้าว รวมถึงคุยเรื่องงานด้วย
ผมไม่ได้สรุปว่าแฟนมีความสัมพันธ์เกินเลยกับใคร เพราะผมไม่มีหลักฐานที่จะยืนยันเรื่องนั้น ผมเพียงแต่สงสัยและถามไปตามที่เห็นว่าเป็นการคุยเรื่องงานหรือเปล่า และทำไมถึงโทรหากันบ่อยขนาดนั้น
ตลอดระยะเวลากว่า 3 เดือน แฟนแทบไม่กลับมาหาผมเลย แม้จะมีวันหยุดหนึ่งถึงสองวัน เขาก็บอกว่าเหนื่อย ผมพยายามเข้าใจ เพราะเคยทำงานสายนี้มาก่อนและรู้ว่างานอาจหนักจริง ๆ จึงไม่ได้เรียกร้องให้เขากลับมาหาตลอดเวลา
แต่สิ่งที่ทำให้ผมเสียใจคือ ในช่วงที่ผมทักหาแล้วไม่ได้รับคำตอบ หรือโทรไปแล้วเขาไม่รับ ผมกลับเห็นว่าเขายังโพสต์เฟซบุ๊กและตอบคอมเมนต์ของเพื่อนสนิททั้งผู้ชายและผู้หญิงได้ตามปกติ
เวลาที่เราได้คุยโทรศัพท์กัน เขาก็ยังคุยกับผมได้ แต่ผมสัมผัสได้ว่าน้ำเสียงเปลี่ยนไป จากคนที่เคยพูดเสียงหวานและอ่อนโยน กลายเป็นน้ำเสียงที่แข็งขึ้น บางครั้งพูดเบา ๆ คล้ายไม่อยากให้ใครได้ยิน และเขาแทบไม่ถามไถ่เรื่องราวชีวิตของผมเลย มีแต่ผมที่พยายามหาเรื่องคุยและถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
แม้กระทั่งตอนที่ผมประสบอุบัติเหตุรถล้มแล้วเล่าให้เขาฟัง คำตอบที่ได้รับกลับมีเพียงคำว่า “อืม” เท่านั้น ผมเสียใจมาก แต่ก็ยังพยายามหาเหตุผลให้เขาเสมอ
ผมคิดว่าเขาอาจจะเหนื่อยจากงาน อาจมีเรื่องเครียด หรืออาจต้องการเวลาและพื้นที่ส่วนตัว ผมจึงพยายามไม่กดดันและหวังว่าสักวันทุกอย่างจะกลับมาดีเหมือนเดิม
ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าน้ำเสียงของเขาเริ่มอ่อนลงบ้าง และมีถามไถ่ผมกลับมาบ้าง เมื่อวานเราก็คุยกันค่อนข้างดี ผมจึงคิดว่าความสัมพันธ์ของเราอาจกำลังดีขึ้นแล้ว
แต่ผมไม่เคยคิดเลยว่า นั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกันตามปกติ
วันที่ผมถูกบอกเลิก คือวันที่ผมรู้สึกเหมือนทุกอย่างในชีวิตพังลงมาต่อหน้าต่อตา
เมื่อวานผมถามแฟนว่าทำงานกี่โมง เขาบอกว่า 8 โมงเช้า วันนี้ก่อนออกไปเรียน ผมเปิดแอปติดตามตำแหน่งคู่รักที่เราใช้กันเป็นประจำ แล้วเห็นว่าเขาอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ผมจึงคิดในแง่ดีว่าเขาอาจต้องไปทำงานต่างสถานที่ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีเหตุการณ์ลักษณะนี้ และเขาก็เคยอธิบายพร้อมแสดงหลักฐานให้ดู ผมจึงเชื่อใจเขา
หลังจากเรียนเสร็จ ผมกลับถึงบ้านเวลาประมาณ 12.40 น. แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้ผมช็อกมาก เพราะข้าวของของแฟนถูกขนย้ายออกไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงของใช้ของผมเองและกระรอกที่ผมเลี้ยงไว้
เมื่อเปิดแชตดู ผมก็พบข้อความบอกเลิกที่ส่งมาตอนประมาณ 12.14 น. เขาบอกเพียงว่าอยู่ด้วยกันไปก็ฝืนเปล่า ๆ และมันสายไปแล้ว จากนั้นก็ลบรูปคู่ของเราที่มีอยู่ในเฟซบุ๊ก บล็อกผมทุกช่องทาง และหายไปโดยไม่มีโอกาสให้ผมได้ถามหรือพูดคุยกันต่อหน้าเลย แม้แต่เพื่อนของเขาที่ผมเคยรู้จักก็เหมือนจะบล็อกและไม่ติดต่อกับผมอีก
สิ่งที่ทำให้ผมเจ็บปวดมากที่สุด คือการที่เขาจากไปโดยไม่เหลือคำอธิบายที่ชัดเจน ไม่มีการพูดคุยกันตรง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น หรือมีปัญหาอะไรที่ทำให้เขาตัดสินใจแบบนี้
ผมยอมรับว่าตัวเองไม่ได้เป็นแฟนที่สมบูรณ์แบบ ผมเคยพูดไม่ดี เคยใช้น้ำเสียงกวนประสาท และเคยถามจี้เขาในวันที่รู้สึกไม่สบายใจ ผมยอมรับข้อผิดพลาดเหล่านี้ และอยากปรับปรุงตัวเองจริง ๆ
แต่ตลอดเวลาที่เรามีปัญหากัน ผมพยายามเป็นฝ่ายขอโทษและชวนคุยเพื่อปรับความเข้าใจอยู่เสมอ ผมไม่เคยขึ้นเสียงใส่เขา ไม่เคยทำร้ายร่างกายหรือใช้กำลังกับเขาเลย แม้แต่ในวันที่ทะเลาะกัน ผมก็ยังพยายามถามเขาว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า มีอะไรที่ไม่สบายใจก็บอกผมได้ ผมพร้อมรับฟัง พร้อมช่วยเหลือ และพร้อมหาทางแก้ไขปัญหาไปด้วยกัน
ผมไม่เคยคิดว่าความรักจะต้องไม่มีปัญหา แต่ผมคิดเสมอว่าถ้าเรายังรักกัน เราก็ควรพูดคุยกันได้ ไม่ว่าจะมีเรื่องยากแค่ไหนก็ตาม
ตอนนี้ผมยังคงคาใจกับคำถามมากมายที่ไม่มีคำตอบ
ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ ทำไมถึงเลือกเดินจากไปโดยไม่พูดคุยกันดี ๆ ก่อน ทำไมถึงไม่บอกผมตรง ๆ ว่าผมทำอะไรผิด หรือมีอะไรที่เขาไม่สามารถทนต่อไปได้แล้ว
ผมไม่รู้ว่าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เขาเริ่มหมดรักตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือมีปัญหาอะไรที่เขาเก็บเอาไว้โดยไม่บอกผม ผมไม่อยากกล่าวหาว่าเขามีคนอื่น เพราะผมไม่มีหลักฐานยืนยันเรื่องนั้น แต่พฤติกรรมหลายอย่างทำให้ผมเกิดความสงสัย และยิ่งไม่ได้รับคำอธิบาย ผมก็ยิ่งคิดวนไปมา
สิ่งที่เจ็บปวดอีกอย่างคือ เขาเก็บข้าวของของตัวเองออกไปจนแทบไม่เหลืออะไรไว้เลย แม้แต่รูปถ่ายคู่กันสักใบก็ไม่เหลือให้ผมได้เก็บไว้เป็นความทรงจำ มีเพียงของใช้ของผมและของเก่าบางส่วนของเขาที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาก่อนหน้านี้
ผมเคยคิดว่าเราต่างก็ผ่านความรักที่ผิดหวังและถูกหลอกกันมาไม่น้อย เราต่างเคยเจ็บปวดจากความสัมพันธ์ในอดีต ผมจึงคิดว่าเราน่าจะเข้าใจความรู้สึกของกันและกัน และพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกว่าเดิมร่วมกันได้
ผมเคยวางแผนอนาคตกับเขาไว้มากมาย เคยคิดว่าเราจะเดินไปด้วยกันอีกนานแค่ไหน จะทำอะไรด้วยกันบ้าง และจะสร้างชีวิตร่วมกันอย่างไร
เรายังเคยมีคลิปที่ถ่ายด้วยกันใน TikTok ตอนอยู่ที่โลตัสเพชรบุรี ในช่วงที่ได้เจอณเดชด้วย ทุกครั้งที่ย้อนกลับไปเห็นภาพหรือคลิปเหล่านั้น ผมยิ่งเจ็บปวด เพราะมันทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลาที่เราเคยมีความสุขและรักกันมากขนาดไหน
ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าความสัมพันธ์ที่เคยดีขนาดนั้น ทำไมถึงจบลงแบบนี้ได้
ตอนนี้ผมเสียใจมาก สับสนมาก และยังทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ตอนที่รู้ว่าเขาบอกเลิก ผมร้องไห้อย่างหนักจนเกิดอาการตะคริวขึ้นทั้งตัว หายใจไม่ออก และหมดสติไปถึง 2 ครั้ง แม้แต่ตอนที่พิมพ์เรื่องนี้อยู่ มือของผมก็ยังสั่นอยู่เลย
ผมไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพื่อให้ทุกคนเข้าข้างผม หรือเพื่อให้ใครไปต่อว่าแฟนเก่าของผม ผมเพียงแต่อยากระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจ และอยากได้ความคิดเห็นจากคนที่มองเรื่องนี้จากภายนอก
ผมอยากรู้ว่าผมผิดพลาดตรงไหน มีอะไรที่ผมควรปรับปรุงตัวเองบ้าง และมีอะไรที่ผมอาจมองข้ามไปในความสัมพันธ์ครั้งนี้
ผมอยากเข้าใจว่าทำไมคนสองคนที่เคยรักกันมาก เคยใส่ใจและวางแผนอนาคตร่วมกัน ถึงสามารถเดินมาถึงจุดที่คนหนึ่งเลือกจากไปโดยไม่แม้แต่จะพูดคุยกันให้เข้าใจได้
ถ้าผมทำผิด ผมพร้อมยอมรับและเรียนรู้จากมัน แต่สิ่งที่ผมเสียใจที่สุดในตอนนี้ คือผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความผิดพลาดที่แท้จริงของผมคืออะไร และไม่รู้ว่าความรักที่ผมพยายามรักษามาตลอดนั้น มันจบลงตั้งแต่ตอนไหน
ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบครับ ใครมีความคิดเห็นหรือคำแนะนำอะไร สามารถบอกผมได้ตรง ๆ เลย ผมพร้อมรับฟังครับ