La Tour d'Argent : ร้านเป็ดอัดซอสเลือดในตำนาน

สืบเนื่องจากกระทู้ที่ตั้งก่อนหน้านี้แล้วยังค้างในส่วนของ La Tour d'Argent เพราะไม่แน่ใจว่าจะใส่รูปทั้งหมดในความเห็นเดียวของกระทู้นั้นได้รึเปล่า เลยตั้งกระทู้แยกออกมาเผื่อว่าเพื่อนๆ สมาชิกท่านใดกำลังมองหาข้อมูลอัพเดทของ La Tour d'Argent ในปี 2026 อยู่ค่ะ

รวมดาวร้านดังในปารีส
https://m.pantip.com/topic/44233283

La Tour d'Argent เป็นร้านอาหาร 1 Michelin Star ภายใต้การควบคุมของเชฟ Yannick Franques มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปีค.ศ. 1582 โดยเริ่มจากการเปิดเป็นที่พักขนาดเล็กในสมัยพระเจ้าอองรีที่ 3 เรื่อยมาจนสมัยพระเจ้าอองรีที่ 4 ได้กลายเป็นที่แรกที่มีการนำส้อมมาใช้ในฝรั่งเศส ซึ่งพระองค์โปรดเสด็จมาเสวยที่นี่มากจนถึงกับพระราชทานตราสัญลักษณ์ให้กับทางร้าน

ผู้ที่เป็นเจ้าของสูตรเป็ดอัดซอสเลือดในตำนาน (Canard au Sang/Pressed Duck) คือ Frederic Delair ซึ่งได้ริเริ่มออกใบรับรองระบุหมายเลขเป็ดให้กับแขกที่มาตั้งแต่ปีค.ศ. 1890 ในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 เมื่อปีพ.ศ. 2450 รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จไปเสวยเป็ดที่ร้าน La Tour d'Argent ถึง 2 ครั้ง และทรงเล่าไว้ในพระราชนิพนธ์ไกลบ้านว่า

"...ที่ที่ตาเจ้าของครูเป็ดแกอยู่นั้น อยู่ฟากข้างโน้นริมแม่น้ำแซน เป็นโรงเรสเตอรองค์สามัญ ชื่อแปลเป็นภาษาไทยเรียกว่า "หอคอยเงิน" ตาผู้ที่เปนเจ้าของเรสเตอรองค์นั้นเคยเป็นคนทำครัว ไม่ใช่ทำแต่เป็ดอย่างเดียว กับเข้าต่างๆ ของแกมีมาก ที่แกนึกเองไม่มีที่ไหน ใครเลียนเอาไปทำก็ทำไม่เหมือน พ่อได้ส่งบาญชีกับเข้า ทั้งมีบทกลอนสรรเสริญ แลบอกจำนวนเป็ดตัวที่กินเป็นนัมเบอร์ที่เท่าไร เป็ดที่กินนี้สองตัว ตัวหลังที่สุดนัมเบอร์ 28348 คิดตั้งแต่แกตั้งมาดูคงมีคนกินปีละ 1,000 ตัวเศษ..."

เครดิตข้อมูล เพจ Love Thai Culture และ Thai Culture and Thai Travel



La Tour d'Argent ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแซนในเขต 5 แทบจะตรงกันข้ามกับมหาวิหารน็อทร์-ดามแห่งปารีส เจ้าของคนปัจจุบัน Andre Terrail เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูล ตัวอาคารแบ่งให้บริการหลายส่วน ชั้นล่างกับชั้นดาดฟ้าเปิดเป็นบาร์ ชั้น 5 เป็นอพาร์ทเมนท์หรูสำหรับเข้าพัก ส่วนร้านอาหารจะอยู่ชั้น 6 ที่เป็นห้องกระจกโดยรอบ

รูปด้านล่างนี้มาจากในเน็ทนะคะ ลืมสนิทเลยว่าควรถ่ายรูปให้เห็นทั้งตึกมาด้วย



เราจองโต๊ะล่วงหน้าในเว็บไซท์ของทางร้านตั้งแต่ช่วงสิ้นเดือนมิ.ย. ตอนจองคือเขียนอ้อนเบอร์แรงสุดว่าเป็นความฝันของแม่ที่อยากตามรอยเสด็จคิงกับควีนไปชิมเป็ดอัดซอสเลือดอันโด่งดัง เราเลยตั้งใจจะพาแม่ไปฉลองวันเกิด ถ้าทางร้านจัดโต๊ะริมกระจกวิวดีๆ ให้เราในโอกาสพิเศษนี้ได้ก็จะซึ้งใจเป็นอย่างมาก (เว่อร์ไม่ยั้ง) ที่นี่ไม่มีให้จองเค้กวันเกิดและไม่ได้ตัดบัตรทันทีเหมือน Le Jules Verne แต่จะแค่กันวงเงินในบัตรไว้ €350 หลังจากจองไปวันนึงเราก็ได้รับเมล์จากทางร้านบอกว่ายินดีมากเลยที่เราจะไปฉลองวันพิเศษกับเค้า เค้ารับทราบแล้วว่าเราอยากได้โต๊ะริมกระจกและจะพยายามเต็มที่ที่จะจัดให้เรา แต่ว่าเค้าไม่สามารถยืนยันโต๊ะล่วงหน้าได้ บลาบลา คำพูดมากมายความหมายให้รอลุ้นหน้างานนะคะคุณ

https://tourdargent.com/en/

เราไปถึงก่อนเวลาราวๆ 20 นาที หลังจากเช็คชื่อที่จองมาแล้วเค้าก็เชิญให้เราไปนั่งรอที่โต๊ะริมหน้าต่าง ใจจริงคืออยากเดินถ่ายรูปให้ทั่วบริเวณบาร์ด้านล่างแต่ก็แอบกลัวว่าจะมีผลกับโต๊ะที่เค้าจะจัดให้เรารึเปล่า (ยอมรับค่ะว่าประสาทหลอนมาก) สุดท้ายเลยจำใจเก็บอาการแล้วถ่ายรูปให้แม่แค่พอกรุบกริบ ตอนเขียนรีวิวเลยต้องไปหารูปบาร์มาจากในเว็บแทน





นั่งได้แป๊บเดียวก็เสิร์ฟน้ำ จากนั้นเป็น amuse-bouche ที่คล้ายๆ คุ้กกี้สิงคโปร์กับน้ำสมุนไพรเพื่อเปิดต่อมรับรส



พอเที่ยงตรงก็มีพนักงานมาเชิญเราไปขึ้นลิฟต์ซึ่งทางเดินต้องผ่านประตูเข้าไปชั้นนึงก่อน จากประตูไปถึงลิฟต์จะเต็มไปด้วยรูปถ่ายลายเซ็นของบรรดาพระราชวงศ์และคนดังระดับโลกที่เคยมา เห็นแล้วอยากหยุดถ่ายรูปมากๆ แต่ต้องรีบเดินตามเค้าขึ้นไปข้างบน พอลิฟต์เปิดก็เดินลุ้นตัวเกร็งว่าจะได้โต๊ะตรงไหน เราหาข้อมูลมาก่อนแล้วว่าบริเวณร้านจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ออกจากลิฟต์มาแล้วเจอเลยกับส่วนที่ต้องเดินลงบันไดไปขั้นนึงซึ่งจะเป็นส่วนที่มองเห็นวิวน็อทร์-ดามกับแม่น้ำแซนได้ใกล้กว่า ตอนแรกที่พนักงานไม่ได้นำไปโต๊ะด้านบนเราก็ดีใจแล้วนะคะ แต่พอเดินลงด้านล่างแล้วไปหยุดที่โต๊ะริมกระจกตรงข้ามกับน็อทร์-ดามนี่เราแทบร้องกรี๊ด คือพูดด้วยความมั่นใจได้เลยว่าวันนั้นแม่กับเราได้โต๊ะที่ดีที่สุดของร้านจริงๆ ^_^

จากนั้นก็เหมือนเดิมคือลืมถ่ายรูปบรรยากาศโดยรวมในร้านมาเพราะมัวแต่ถ่ายรูปที่โต๊ะให้แม่ 2 รูปด้านล่างนี้เลยต้องหามาจากในเน็ทนะคะ





หย่อนก้นได้ไม่กี่นาทีพนักงานก็มาถามเลยว่าจะรับเครื่องดื่มอะไรดี รับไวน์รับแชมเปญมั้ย เลยบอกเค้าไปว่าเรา 2 คนไม่ดื่มแอลกอฮอล์ พนักงานบอกที่ร้านก็มีเครื่องดื่มนอน-แอลหลายอย่างนะ สนใจลอง sparkling tea ของเค้ามั้ย เราก็ไม่อยากปฏิเสธซะทุกอย่างเลยแบบ เอามาลองก็ได้ ถึงจะไม่มีโอกาสได้คุยกับ sommelier เลย แต่ก็ขอพูดถึงคลังไวน์ในตำนานของ La Tour d'Argent ซะหน่อยว่ามีไวน์ตั้งแต่ระดับเทพลงมาจนถึงไวน์ทั่วไปร่วม 300,000 ขวด มี wine list ที่ใหญ่และหนายิ่งกว่าคัมภีร์ไบเบิลตามที่เห็นจากรูปในเน็ทเลยค่ะ



ด้วยเหตุที่ Tour d'Argent มีความหมายว่า Silver Tower หรือ หอคอยเงิน ทางร้านเลยเลือกใช้อุปกรณ์บนโต๊ะบางส่วนเป็นเครื่องเงินรวมไปถึงการใช้วัสดุสีเงินตกแต่งเพดานร้านด้วยค่ะ



amuse-bouche ชิ้นแรกรสชาติคล้ายๆ ขนมปังอบชีส มาก่อนหน้า sparkling tea นิดเดียว จากนั้นพนักงานเอาเมนูมาให้แต่เราไม่ได้ถ่ายรูปไว้เพราะตอนนั้นเกิดจังหวะโบ๊ะบ๊ะนิดหน่อยที่พนักงานดันวางเมนูที่มีราคาให้แม่ พอเราเหลือบเห็นเลยต้องรีบบอกให้เค้าสลับเล่มกันอย่างไวว่องก่อนที่แม่จะทันเห็น



ช่วงระหว่างที่เราสั่งอาหาร amuse-bouche ก็ตามมาอีกเป็นขบวน ไม่รู้ว่าต่อมรับรสคนเรามีกี่จุดถึงได้ต้องกินเพื่อเปิดต่อมรับรสเยอะขนาดนี้ เท่าที่จำได้คือชอบทุกอย่างยกเว้นชิ้นที่เป็นมะกอกเคลือบพิสตาชิโอ





วันนั้นเราจำเป็นต้องสั่งแยกจานแรก จานหลัก และของหวานทั้งที่อยากสั่งเมนู 4 คอร์สใจแทบขาด เพราะจานเป็ดที่อยู่ในเซตเมนูราคาเป็นมิตรกับกระเป๋าตังค์ดันไม่ใช่เป็ดอัดซอสเลือดในตำนานที่แม่ใฝ่ฝันอยากมาตามรอย ถ้าใครอยากกินเป็ดอัดซอสเลือดก็ต้องสั่งเแบบเฉพาะเจาะจง เป็ด 1 ตัวสำหรับ 2 คน ซึ่งเชฟจะปรุงมาให้ 2 เมนู เริ่มแรกพนักงานผู้เชี่ยวชาญในการหั่นเป็ดจะเข็นรถนำเป็ดที่ย่างสุกแล้วมาให้เราดูที่โต๊ะว่านี่คือเป็ดของเรานะ จากนั้นเค้าก็จะหั่นสะโพกเป็ดออกทีละข้าง ตามด้วยการแล่หนังเป็ดเป็นเส้นยาวๆ โดยมีพนักงานอีกคนยืนช่วยคีบหนังเป็ดแต่ละเส้นมาวางในชามใบน้อย พอแล่หนังออกหมดเค้าก็จะหั่นเนื้อที่อกเป็ดออกเป็นชิ้นใหญ่และยาวทีละชิ้น พนักงานผู้ช่วยก็คีบเนื้อเป็ดมาวางเรียงกันในจานซึ่งนับได้ 6 ชิ้น เสร็จแล้วเค้าก็จะเอาโครงเป็ดกับเนื้อส่วนที่เหลือติดกระดูกกลับไปจัดการใส่ในเครื่องอัดรีดเลือดเพื่อเอามาทำซอส เราถ่ายคลิปตอนเค้าหั่นเป็ดไว้ทั้งหมดแต่เอามาลงในนี้ไม่ได้ อยากเขกหัวตัวเองที่ดันลืมไปขอเค้าถ่ายรูปเครื่องรีดเลือดเป็ด เลยต้องหารูปจากเน็ทมาลงอีกตามเคย





หลังจากชมโชว์หั่นเป็ดแล้วก็มีซุปมาเสิร์ฟ เป็นซุปครีมใส่ถั่วขาวกับ watercress รสชาติแปลกนิดๆ เหม็นเขียวหน่อยๆ



ตามด้วยขนมปังที่มีให้เลือก 2 แบบคือ traditional กับ sunflower seed พร้อมเนยปั๊มตราสัญลักษณ์ของร้าน



ลำดับถัดมาจะเริ่มเข้าจานแรกที่เราสั่งไปคือ Foie Gras des Trois Empereurs ฟัวกราส์สามจักรพรรดิที่มีเรื่องราวยาวนานตั้งแต่ปีค.ศ. 1867 เป็นสุดยอดฟัวกราส์เนื้อเนียนละเอียดระดับ ultra smooth โดยพนักงานจะนำโถเซรามิคที่บรรจุฟัวกราส์มาเปิดให้เราดูก่อน จากนั้นใช้ช้อนแช่น้ำร้อนค่อยๆ ตักฟัวกราส์เป็น scoop คล้ายกับการตักไอติมมาวางเสิร์ฟพร้อมกับ wine jelly, truffle confit และ chutney ในจานดีไซน์พิเศษที่มีข้อความภาษาฝรั่งเศสอันเป็นคติประจำใจของ Claude Terrail ทายาทรุ่นที่ 2 ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า There is nothing more serious than pleasure.





Royal Langoustine จานนี้ขอเรียกว่าเป็นกุ้งมังกรตัวเล็กเสิร์ฟมาในซอสเนยที่เคี่ยวกับเปลือกกุ้งแล้วตีผสมกับไข่ปลาไพค์รมควัน ส่วนชิ้นด้านข้างที่ดูเหมือนขนมครกนั่นคือทาร์ตมะเขือเทศเขียวกับครีมบาวาเรียนที่เนื้อเนียนเหมือนไข่มุกและมีอะโวคาโดย่างไฟอยู่ด้านบน ฟังดูเยอะสิ่งแต่กินรวมกันแล้วก็อร่อยดีค่ะ



จากนั้นเป็นไฮไลท์ของมื้อคือ Pressed Duck หรือเป็ดอัดซอสเลือด โดยซอสที่ใช้ราดเป็ดมาจากการนำเลือดเป็ดที่รีดได้ไปผสมกับเนย เหล้าคอนยัค และไวน์แดง ซึ่งถ้าถามว่าลองแล้วเป็นยังไง ก็ต้องตอบตามตรงว่าไม่ใช่ทางจริงๆ ค่ะ ทั้งแม่ทั้งเราคิดเหมือนกันว่าแอลกอฮอล์ที่ใส่มาในซอสมันเกินเบอร์ไปเยอะ เล่นเอาปวดหัวตึ้บเลย แต่คนที่ไม่มีปัญหากับแอลกอฮอล์อาจจะชอบรสชาตินี้ก็ได้นะคะ ถึงซอสเลือดจะไม่ถูกจริตแต่เนื้อส่วนปีกที่เอาไปทำเป็นชิ้นเล็กๆ คล้ายลูกอมนั่นใช้ได้อยู่ เราติดใจปอมซูเฟล่ที่เสิร์ฟมาพร้อมเป็ดจนอยากหัดทำเลยค่ะ





จบจากเป็ดซอสเลือดก็เป็นเป็ดเมนูที่ 2 คือสะโพกเป็ดเอาไปย่างจนหนังกรอบ เสิร์ฟมาพร้อมผักสลัดคลุกน้ำมันทาร์รากอนและซอสมิโสะที่เค็มมากกกค่ะ



หลังจัดการจานเป็ดทั้ง 2 เมนูเรียบร้อยแล้ว พนักงานก็เอาใบรับรองระบุหมายเลขเป็ดที่เรากินวันนี้มาให้เป็นที่ระลึก เราอ่านเจอว่าเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2535 สมเด็จพระพันปีหลวงและรัชกาลที่ 10 ก็เคยเสด็จไปเสวยที่นี่ โดยมีหมายเลขกำกับเป็ดที่ 772301


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่