JJNY : 5in1 ปชน.บุกป.ป.ช.│เท้งอัดแจกแค่โฟม │โต้น้ำท่วมไม่เกี่ยวการเมือง│จ่อสรุปญัตติซักฟอก│ท่วมใหญ่เป็นคำเตือนถึงชาวโลก

ปชน. บุกยื่นป.ป.ช. ตั้งคณะไต่สวนคดีฮั้วสว. มั่นใจหลักฐานปึ้ก ไอติม หวังบรรจุร่างแก้รธน. รายมาตรา
https://www.matichon.co.th/politics/news_5904924
.

.
‘เท้ง’ ขนทีมพลังส้มบุกยื่น ป.ป.ช. ตั้งคณะไต่สวนคดีฮั้ว สว. โวหลักฐานปึ๊ก! ตั้งแต่พฤติการณ์ยันพยานบุคคล บิ้วผู้สมัคร สว. ฟ้องอีกทางควบคู่ด้วย ด้าน ‘ไอติม’ ชำแหละคดีนี้มีช้าง 3 ตัว หวังวิปรัฐบาล-วุฒิสภา เปิดทางบรรจุวาระถกแก้ รธน.รายมาตรา ต.ค.นี้ ระยะยาว
.
เมื่อเวลา 13.25 น. วันที่ 25 กันยายน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สส.พรรคประชาชน ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตั้งคณะไต่สวนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงมติคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
.
นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องการโกงสว. มีการทำกันเป็นขบวนการ ซึ่งเราไม่ได้ยื่นคำร้องแค่ให้ตรวจสอบเพียงการลงมติของกกต. เท่านั้น โดยในคำร้องจะเป็นเรื่องพฤติการณ์ตั้งแต่ทำหน้าที่ช่วงก่อนการลงมติด้วยทั้งเรื่องการออกระเบียบ หลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เอื้อให้เกิดการโกง ทุกพฤติการณ์ที่ สส. จากพรรคประชาชนและจากภาคประชาชน ได้เปิดเผยผ่านเวทีต่างๆ รวมถึงพยานบุคคลที่ออกมาให้ความเห็น ตลอดการเปิดเผยต่อสาธารณะที่ผ่านมา
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า และที่เราพยายามชี้ให้เห็นถึงขบวนการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับนักการเมืองจริงๆ ก็อยู่ในคำร้องนี้ทั้งหมด การยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ถือเป็นช่องทางที่พรรคการเมืองสามารถทำได้ ส่วนจะพุ่งเป้ากรณีไหนเป็นพิเศษนั้น เราคงไม่สามารถดูเฉพาะเจาะจงประเด็นใดประเด็นหนึ่งได้ เพราะทั้งหมดเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการทั้งหมด ซึ่งป.ป.ช.ก็มีหน้าที่ตั้งคณะไต่สวนขึ้นมา
.
เมื่อถามว่า การมายื่นคำร้องครั้งนี้เป็นการยื่นกกต. ทั้ง 7 คน แต่มติที่ออกมาเป็น 5 ต่อ 2 กกต.เสียงข้างน้อยมีส่วนด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนเองไม่สามารถยืนยันได้ว่า กกต.รายบุคคลใครถูกหรือผิด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในฐานะองค์กรอิสระที่ต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบกระบวนการเลือก สว. ให้มีความโปร่งใส กลับมีมติเป็นแบบนี้ สิ่งที่พวกเราทำคือรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการไต่สวนเรื่องนี้ และจะดำเนินการส่งฟ้อง กกต. ต่อหรือไม่
.
เมื่อถามว่า มีหลักฐานใหม่นอกเหนือจากหลักฐานที่เคยเปิดมาก่อนหน้านี้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หลักฐานส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่เราได้รับมา และมีอยู่ในมืออยู่แล้ว แต่ต้องบอกว่าการยื่นคำร้องในครั้งนี้ ตนในฐานะผู้ร้องไม่ได้บอกว่าเราต้องมีหลักฐานทุกอย่างเพื่อจะฟันธงว่า กกต. ผิดหรือไม่ กระบวนการนี้เป็นกระบวนการยื่นเพื่อให้ป.ป.ช. ตั้งคณะไต่สวน ดังนั้น เพียงแค่เห็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น จากพยานหลักฐานทั้งหมด ก็เป็นเหตุอันควรเชื่อได้แล้วว่า การปฏิบัติหน้าที่ของกกต. กระทำโดยสุจริตหรือไม่
.
ต่อข้อถามว่า มั่นใจแค่ไหนว่า ป.ป.ช. จะตั้งคณะไต่สวน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่พวกเราเรียกร้องจริงๆ ป.ป.ช. ก็อยู่ในองค์กรอิสระ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องรับเรื่อง และตั้งคณะไต่สวนขึ้นมาดำเนินการ ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็อยู่ที่การดำเนินงานของ ป.ป.ช. เอง แน่นอนว่า หากประเมินทางการเมือง หลายคนอาจจะวิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้มากหรือน้อย ที่ ป.ป.ช. จะตั้งคณะไต่สวน แต่ตนก็ยังตอบไม่ได้ และคิดว่าอีกหนึ่งช่องทางที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ผู้เสียหายโดยตรงหรือผู้สมัคร สว. สามารถยื่นร้องต่อศาลได้โดยตรงในฐานะผู้เสียหาย ซึ่งอาจจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทวงคืนความยุติธรรม
.
เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่า กระบวนการจะใช้เวลานาน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สมมติว่ามีการตั้งคณะไต่สวนขึ้นมา ถ้าส่งฟ้องต่อ ป.ป.ช. ต้องส่งไปที่อัยการ และส่งต่อไปที่ศาล ยอมรับว่าอาจจะต้องอาศัยระยะเวลาซักนิดหนึ่ง แต่ในฐานะที่เราไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ช่องทางทางกฎหมายที่เปิดให้เราสามารถยื่นร้อง ก็คือ ป.ป.ช. ซึ่งพรรคประชาชนพร้อมที่จะใช้เครื่องมือทางกฎหมายในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต.
.
ถามต่อว่า หลังจากนี้จะมีการปฏิบัติการอย่างไรต่อ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน
.
เมื่อถามว่า จากคำร้องที่พรรคประชาชนไปยื่นต่อศาลทุจริตเอาผิด กกต. ในการจัดเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงการยื่นฟ้องต่อ ป.ป.ช. เอาผิดกรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อการเลือก สว. มองช่องทางเอาผิด หรือจะต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรใน กกต. หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราใช้สิทธิทุกช่องทางที่มี เข้าใจว่าการวิเคราะห์ของหลายคนอาจแตกต่างก็ได้ว่า ช่องทางใดมีโอกาสหรือน้อยในการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง แต่ช่องทางกฎหมายที่วันนี้มายื่น ป.ป.ช. หรือไปยื่นต่อศาลก็เดินหน้าไป อีกอย่างที่คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของรายมาตรา ซึ่งพรรคประชาชนพร้อมยื่นและเดินหน้าการทำหน้าที่ในสภา
.
เมื่อถามว่า กกต.7 คน บางคนอยู่ในยุคการเลือกตั้ง บางคนอยู่ในช่วงกระบวนการเลือก สว. หรือบางคนอยู่ในช่วงทั้งสองเหตุการณ์ อย่างหลังจะต้องโดนความผิด 2 เด้งหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่หน่วยงานในการทำหน้าที่ตรวจสอบ หากตนบอกไปก่อนว่าใครต้องถูกดำเนินคดีหรือมีความผิด อาจถูกมองว่าตัดสินไปล่วงหน้า อาจทำให้ฝั่งตรงข้ามฟ้องร้องกลับว่าไปกล่าวหาเกินจริงหรือไม่ แต่ยืนยันว่าพร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบองค์กรที่มองว่าไม่ได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทุกอย่างอยู่ที่การทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
.
ด้านนายพริษฐ์ กล่าวเสริมว่า รายละเอียดของคำร้องและกลไกในการดำเนินการตรวจสอบว่า พรรคจะอาศัยทุกกลไกเพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. นอกจากการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. และการสนับสนุนให้ผู้เสียหายฟ้องตรงต่อศาลแล้ว เรายังมีเป้าหมายในการเอาผิดผู้ถูกกล่าวหารายอื่นๆ นอกเหนือจาก 77 คนที่ กกต. มีมติสั่งฟ้องไปแล้ว โดยอาศัย 2 กลไกหลัก ได้แก่ 1.กลไกศาล หากศาลฎีกามีการไต่สวนคดีของทั้ง 77 คน แล้วพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลอื่น กกต. จะต้องมีหน้าที่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเหล่านั้นเพิ่มเติม ซึ่งจุดนี้จะยิ่งทำให้ข้อบกพร่องในการทำงานของ กกต. ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น
.
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 2.กลไกสภา การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อสร้างความรับผิดรับชอบทางการเมือง โดยเฉพาะหากพบว่ามีผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งอยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยสาระสำคัญของข้อกล่าวหาที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ว่าแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกคือการตั้งคำถามถึงมติของ กกต. ที่เปรียบเสมือนการจงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว ซึ่งช้างตัวที่ 1 มองไม่เห็นความเป็นขบวนการของการฮั้วเลือก สว. โดยมีการสั่งฟ้องเพียง 77 คน ทั้งที่มีผู้เกี่ยวข้องมากกว่านั้น
.
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ช้างตัวที่ 2 มติที่ขัดกับบรรทัดฐานของตัวเอง โดยในอดีต กกต. เคยสั่งฟ้องผู้สมัคร สว. เพียงเพราะหลักฐานแชตไลน์ 2 คน แต่กลับไม่สั่งฟ้อง สว. กว่า 130 คนที่ปรากฏหมายเลขผู้สมัครอยู่ในโพยใบสั่ง ซึ่งถือเป็นหลักฐานการแลกคะแนนอย่างเป็นระบบที่ชัดเจนกว่ามาก และช้างตัวที่ 3 จงใจมองไม่เห็นความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ทั้งที่มีหลักฐานหลายรูปแบบที่เชื่อมโยงไปถึงบุคคลจากพรรคการเมือง แต่ กกต. กลับมีมติไม่สั่งฟ้องแกนนำพรรคการเมืองดังกล่าว
.
นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับส่วนที่ 2 ของคำร้องเป็นการชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของ กกต. ก่อนที่จะมีการลงมติ โดยมีการออกระเบียบที่เอื้อต่อการทุจริต เช่น การกำหนดเปอร์เซ็นต์ผู้สมัครในรอบเช้าและรอบบ่ายให้เท่ากัน ซึ่งทำให้การทำโพยสั่งคะแนนทำได้ง่ายขึ้น รวมถึงการตรวจสอบคุณสมบัติที่หละหลวม ปล่อยให้ผู้ขาดคุณสมบัติหรือสมัครผิดกลุ่มผ่านเข้ารอบไปลงคะแนนได้จำนวนมาก รวมถึงไม่มีมาตรการในการป้องกันการทุจริตที่ดีเพียงพอ มีการค้นพบโพยใบสั่งในการเลือกระดับประเทศ รวมถึงกระบวนการที่ใช้ระยะเวลายาวถึงสองปีในการตรวจสอบคดีนี้ และข้อพิรุธเกี่ยวกับการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งมีข้อเสนอให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องใคร แม้แต่คนเดียว ซึ่งจะเป็นสิ่งที่อยู่ในคำร้องทั้งหมด
.
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เรามองถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางประเด็น เพื่อทำให้กลไกในการตรวจสอบองค์กรอิสระเข้มข้นขึ้น นอกเหนือจาก การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ต้องเดินหน้าต่อ สิ่งที่เราเสนอมาตลอดคือ ควรที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ซึ่งความจริงมีอยู่สองฉบับ ที่ได้ยื่นไปตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม โดยหนึ่งฉบับเป็นเรื่องของการคืนสิทธิให้ประชาชน ในการริเริ่มการถอดถอนองค์กรอิสระ รวมถึง กกต. ส่วนฉบับที่ 2 คือการตัดอำนาจ หรือดุลพินิจของประธานรัฐสภาในการตัดตกคำร้องของ ป.ป.ช.
.
นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า เชื่อว่าหากสามารถแก้ไข 2 ประเด็นนี้สำเร็จ จะทำให้กลไกที่พี่น้องประชาชนมีในการตรวจสอบองค์กรอิสระมีมากขึ้น ซึ่งตนได้รับความคืบหน้ามา ว่าในเดือนตุลาคมนี้ วิปรัฐบาลได้ประสานมา ว่าจะเปิดประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาพิธีสาร ที่ฝ่ายบริหารเสนอเข้ามา ซึ่งตนได้เสนอความเห็นไปว่าหากจะมีการเปิดประชุมรัฐสภา ก็ควรจะมีการบรรจุระเบียบวาระร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราทั้งสองฉบับนี้เข้าไปด้วย เพราะตั้งแต่ที่เรายื่นร่างฉบับแรกเข้าไปในเดือนมีนาคม หลายเดือนแล้ว ก็ยังไม่มีการบรรจุระเบียบวาระสักที ซึ่งยังไม่นับว่ามีร่างของภาคประชาชนที่ยื่นแก้ไขรายมาตราเกี่ยวกับการตรวจสอบองค์กรอิสระด้วย
.
“หวังว่าประธานรัฐสภา ประธานวิปรัฐบาล และวิปวุฒิสภาจะเห็นตรงกัน ในการบรรจุระเบียบวาระดังกล่าว เข้าสู่การประชุมรัฐสภาในเดือนตุลาคมนี้ และหวังว่าจะไม่มีความพยายามปิดกั้น ไม่ให้เรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณา” นายพริษฐ์ กล่าว.
.

.
“เท้ง” บุกทุ่งบางบาล-เสนา อัดรัฐแจกแค่โฟมแก้ท่วม ชาวบ้านอัดอั้นท้านายกฯ มานอนจมน้ำ
.
“เท้ง” จี้รัฐบาลเปิดแผนจัดการน้ำดีกว่าเดินแจกโฟม ชาวบ้านพรั่งพรูความอัดอั้น ตัดพ้อโดนปล่อยจมน้ำซ้ำซาก  ท้ารัฐมนตรีลงมาอยู่กินในพื้นที่จริง 
.
วันที่ 25 กันยายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ อดีต สส. พระนครศรีอยุธยา นำคณะลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์น้ำท่วมบริเวณทุ่งรับน้ำบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นด่านหน้าสำคัญก่อนน้ำไหลลงสู่ปริมณฑลและกรุงเทพมหานคร โดยเริ่มสำรวจตั้งแต่ประตูสูบน้ำเข้าทุ่งบางบาล-บ้านแพน ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ท่อลอดทุ่งบางบาล ต.บางหลวงโดด และประตูระบายน้ำคลองตานึ่ง เพื่อประเมินความพร้อมของภาครัฐในการรับมือมวลน้ำหลาก

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่