พีมูฟ ประกาศปักหลักหน้าทำเนียบฯ 28 ก.ย. หลังมติ ครม.ยุบธนาคารที่ดิน ซัดรัฐเดินสวนข้อตกลง
https://www.matichon.co.th/politics/news_5903350
.

.
พีมูฟ ประกาศปักหลักหน้าทำเนียบฯ 28 ก.ย. หลังมติ ครม.ยุบธนาคารที่ดิน ซัดรัฐเดินสวนข้อตกลง
.
เมื่อวันที่ 24 กันยายน ‘พีมูฟ’ ประกาศปักหลักหน้าทำเนียบฯ” 28 กันยายน นี้ ก่อนเส้นตาย 30 ก.ย.ใกล้เข้ามา หลังมติ ครม.ปิดฉาก “อนาคตธนาคารที่ดิน” ซัดรัฐเดินสวนข้อตกลง ขณะกลไกการแก้ปัญหายังไม่ทันได้ข้อสรุป
.
เชิญชวน ร่วมจับตา เมื่อศึก “ที่ดิน” ถูกบีบให้จบบนเส้นตาย 30 กันยายน หลังมีรายงาน มติครม.15 กันยายน 2569 เดินหน้ายุติบทบาท บจธ.กลายเป็นชนวนที่พีมูฟออกมาเคลื่อนไหวทวงคำตอบ และเพื่อส่งสัญญาณการต่อสู้ทางการเมืองบนท้องถนนให้รับรู้ว่าขณะที่กลไกที่ตั้งขึ้นเพื่อหาทางออกรองรับภารกิจยังไม่ได้ข้อสรุป เส้นตาย 30 กันยายน จึงไม่ควรเป็นวันสิ้นสุดของอนาคตธนาคารที่ดิน
.
และนี่คือ ชีวิตจริง! กับการต่อสู้ที่ยังไม่สิ้นสุด เมื่อความหวังในสิทธิที่ดินของคนจน ถูกลบด้วยมติ ครม.
.
“จาก 3 – 11 สิงหาคม สู่ 28 กันยายน ทำไมประชาชนต้องกลับมาที่ทำเนียบฯ”
.
ความขัดแย้งไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในเดือนกันยายน ซึ่งในช่วงต้นเดือนสิงหาคม
.
หากย้อนกลับไปช่วงระหว่างวันที่ 2 – 11 สิงหาคม 2569 พีมูฟเข้าปักหลักชุมนุม หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือกเพื่อคัดค้านการยุบ บจธ.และเดินหน้ากลไกเพื่อศึกษารูปแบบการจัดตั้งธนาคารที่ดินและแนวทางรองรับภารกิจเดิม กระทั่งการประชุมหาทางอออกได้มีการตั้งกลไกพิจารณาปัญหา รวมถึงคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟ และอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาการกระจายการถือครองที่ดิน ซึ่งเป็นอีกหัวใจสำคัญหนึ่งในการจัดการที่ดินทำกินและการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม
.
การชุมนุมเดินทางมาถึงวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา ขณะที่พีมูฟเคลื่อนขบวนมาปักหลักมารอฟังผลการประชุม ครม. หน้าทำเนียบฯ ได้รับการสื่อสารว่า นาย
ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟ ได้แจ้งผลการประชุม ว่าคณะรัฐมนตรีรับทราบข้อสรุปการแก้ปัญหาทุกข้อ ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าไม่มีนโยบายยุบหรือยกเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินแน่นอน พีมูฟจึงได้ออกแถลงการณ์ยุติการชุมนุม หลังปักหลักมาเป็นเวลา 9 วัน
.
การเคลื่อนไหวดังกล่าว ยังนำไปสู่การตั้งกลไกพิจารณาปัญหา รวมถึงมีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟ และคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาการกระจายการถือครองที่ดินตามแนวทางของ บจธ.ต่อมาได้มีการประชุมต่อเนื่องในวันที่ 17 สิงหาคม และ 3 กันยายน 2569 แต่ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้ายที่จะนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช.
.
เส้นตายกลับขยับเข้ามาเร็วกว่าคำตอบ หลังมีรายงานมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 สั่งยกเลิก ธนาคารที่ดิน พร้อมเร่งประกาศผ่านราชกิจจานุเบกษา
.
จุดนี้จึงกลายเป็นข้อโต้แย้งของพีมูฟว่า เมื่อรัฐบาลตั้งกลไกขึ้นมาเพื่อหาทางออก เหตุใดจึงตัดสินใจยุติ บจธ.ก่อนที่กลไกนั้นจะได้ข้อสรุป ทั้งที่กระบวนการหากลไกรองรับยังไม่เสร็จสิ้น ทั้งที่เป็นเรื่องของความต่อเนื่องของกระบวนการที่รัฐบาลเปิดขึ้นเพื่อหาทางออกร่วมกันในการแก้ไขปัญหาการกระจายการถือครองที่ดินและสร้างความเป็นธรรมด้านที่ดินให้กับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่ยังขาดแคลนที่ดินทำกินและต้องเผชิญกับปัญหาความไม่เป็นธรรมด้านการถือครองที่ดินมาอย่างต่อเนื่อง
.
“30 กันยายน เส้นตายขององค์กร หรือเส้นตายของคำตอบ”
.
นี่คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด หากวันที่ 30 กันยายน บจธ. สิ้นสุดลง แต่คำตอบเรื่องกลไกใหม่ยังไม่เกิดขึ้น คำถามที่ตามมาจะกลายเป็นว่า ประชาชนที่รอการแก้ไขปัญหาที่ดินจะเดินต่ออย่างไร งบประมาณและทรัพยากรจะถูกโอนต่อหน่วยงานใด ข้อมูลและกระบวนการแก้ไขปัญหาจะถูกส่งต่ออย่างไร ที่สำคัญรัฐจะทำอย่างไรไม่ให้การเปลี่ยนผ่านกลายเป็นสุญญากาศ เพราะปัญหาที่ดินไม่ได้หมดอายุไปพร้อมกับพระราชกฤษฎีกาหรือวันสิ้นสุดขององค์กร
.
รัฐบาลจึงไม่ควรปล่อยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นก่อนเส้นตาย 30 กันยายน ให้กลายเป็นวันสิ้นสุดความหวังของประชาชน แต่ควรเป็นวันที่ต้องมีคำตอบให้ชัดว่า เมื่อรัฐบาลปิดประตูบานเดิม จะเปิดประตูบานใหม่ให้ประชาชนเดินต่ออย่างไร
.
เพราะเมื่อถึงวันนั้น สิ่งที่หมดอายุหาใช่เป็นเพียงสถานะขององค์กรสิ้นสุดลง แต่กระบวนการแก้ไขปัญหาก็ยังอยู่ ความเหลื่อมล้ำการถือครองทำประโยชน์ในที่ดินก็ยังงคงเกิดขึ้นอยู่ เกษตรกรที่ไร้ที่ดินทำกินยังต้องการที่ทำกิน เสียงเรียกร้องการต่อสู้ของประชาชนก็ไม่มีวันจบ
.
.
โรม อยากสอบ อธิการ มศว เชื่อมีข้อมูลพัน ทองเจือ ชี้คนเกี่ยวโยงท้องถิ่นใหญ่กว่าอธิบดี
https://www.matichon.co.th/politics/news_5903015
.
โรม อยากสอบ อธิการ มศว เชื่อมีข้อมูลพัน ทองเจือ ชี้คนเกี่ยวโยงท้องถิ่นใหญ่กว่าอธิบดี
.
เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 24 กันยายน ที่รัฐสภา นาย
รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี กมธ.การกฏหมายฯ มีมติเสียงข้างมากใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนาจเรียกนาย
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นาย
นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และนาย
ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เข้าชี้แจงกมธ.ฯ กรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น วันที่ 8 ตุลาคมนี้ กล่าวว่า วันนี้เราพบตัวละครใหม่ค่อนข้างเยอะ เรียกว่าหากข้อกล่าวหาเป็นความจริง จะมีนักการเมืองหลายคนที่ถูกเชื่อมโยงกับการทุจริตสอบท้องถิ่น โดยข้อสรุปของกรรมาธิการคือมีมติในการใช้อำนาจเรียกโดยเรียกบุคคลดังต่อไปนี้คือ นาย
อนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรี ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นาย
อนุทินติดภารกิจไปต่างประเทศ ตนเข้าใจเรื่องภารกิจ แต่มีพฤติกรรมก่อนหน้านี้หลายครั้ง ซึ่งเราพิจารณาเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นหลายครั้ง และเชิญ
อนุทินเกือบทุกครั้ง แต่นาย
อนุทินไม่เคยมาเลย และเป็นอีกครั้งที่นายอนุทินไม่แม้กระทั่งสั่งการมอบผู้แทนมาชี้แจงแทน ดังนั้น จึงทำให้กมธ.มีมติเรียกนาย
อนุทินมาชี้แจงต่อกรรมาธิการในวันที่ 8 ตุลาคมนี้
.
นาย
รังสิมันต์ กล่าวต่อว่า คนที่สองคือนาย
นฤชา ส่วนคนที่สามคือนาย
ชลวิทย์ อธิการบดี มศว ก่อนหน้านี้เราได้มีการเชิญ มศว มาหลายครั้ง เกือบทุกครั้งส่งตัวแทนมาชี้แจง โดยเราได้ข้อมูลมาคืออธิการบดีน่าจะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องของการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างนาย
ทองเจือ ชาติกิจเจริญ คณะทำงานนายกรัฐมนตรี กับการจัดสอบท้องถิ่น
.
ซึ่งก่อนหน้านี้เราได้รับข้อมูลว่ามีการประสานงานโดยคนของสถ. ไปที่นาย
ทองเจือให้ไปพูดคุยกับมศว ซึ่งมศว ปฏิเสธว่าการพูดคุยกับนาย
ทองเจือ ไม่ได้เป็นในเรื่องของการจัดสอบว่าจะเป็นการจัดสอบแบบกระจายศูนย์หรือรวมศูนย์ คำถามที่สำคัญคือการพูดคุยดังกล่าวเป็นการพูดคุยเรื่องอะไรและกระทบเกี่ยวพันกับการทุจริตสอบท้องถิ่นหรือไม่ นี่เป็นประเด็นที่เราต้องการได้คำตอบ ซึ่งอธิการบดี มศว น่าจะเป็นผู้ที่สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับกรรมาธิการได้ ส่วนบุคคลอื่นกมธ.จัดทำหนังสือเชิญเพื่อมาให้ข้อมูลกับกรรมาธิการอีกครั้ง
.
นาย
รังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 2 ที่ตนคิดว่าเป็นประเด็นใหญ่และน่าจะเป็น ประโยชน์ต่อสาธารณะคือคนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งหน่วยงานของรัฐ มีข้อมูลเส้นเงินที่เชื่อมโยงกับบุคคลต่างๆ ไม่น้อยกว่า 70 คน ซึ่งเป็นทั้งบุคคลที่เป็นระดับสูงและบุคคลทั่วไป ซึ่งบุคคลที่เราพบว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตเชื่อได้ว่าสูงกว่าระดับอธิบดีแล้วน่าจะอยู่ในกระทรวงมหาดไทย แต่ขอไม่ระบุว่าเป็นใคร ยังอยากให้โอกาสเขา จากที่ทราบน่าจะเป็นข้าราชการคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ชิดกับนายอนุทิน ไปไหนไปกัน ไปไหนไปด้วย อยู่ตลอดเวลา หากข้อกล่าวหานี้เป็นจริงก็คงจะต้องมีการดำเนินการต่อ
.
นาย
รังสิมันต์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนได้รับข้อมูลเรื่องเด็กนายมาว่ามีใครบ้าง จากที่ตรวจสอบเบื้องต้นเป็นคนนามสกุลดัง และบุคคลสำคัญหลายคน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวยืนยันโดยหน่วยงานของรัฐว่าเป็นข้อมูลที่ได้มาเช่นเดียวกัน ฉะนั้นจึงมีมูลที่กมธ.ต้องตรวจสอบต่อไปว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร รวมถึงความเชื่อมโยงนี้ยังไปถึงนักการเมือง บางคนเป็นสส. บางคนเป็นระดับประธานกรรมาธิการ บางคนอาจจะใหญ่กว่าสส. ซึ่งจะมีการตรวจสอบต่อไป
.
เมื่อถามว่า ที่มีการระบุว่าใหญ่กว่าสส. เป็นระดับรัฐมนตรีหรือไม่ และที่บอกว่าใหญ่กว่าอธิบดี คือปลัดใช่หรือไม่ นาย
รังสิมันต์ กล่าวว่า ตนยังระบุเช่นนั้นไม่ได้ เนื่องจากเส้นเรื่องของเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายคน ซึ่งอาจจะใหญ่กว่าสส. และอาจจะใหญ่กว่ารัฐมนตรี ขณะนี้ยังบอกได้เท่านี้ก่อน เพราะจำเป็นต้องตรวจสอบทางข้อเท็จจริงก่อน แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เราต้องตั้งคำถามกับตัวเราเองในฐานะคนไทยว่าเราจะปล่อยให้เรื่องนี้จบแค่เพียงข้าราชการไม่กี่คน อาจจะมีตัวใหญ่บางคนบ้าง แต่ทุกอย่างก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มูฟออนเดินหน้ากันต่อ ย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราอยู่เฉยไม่ได้
.
นาย
รังสิมันต์ กล่าวต่อว่า โดยข้อมูลของคณะทำงานที่นาย
ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ทำพบว่ามีการชี้มูลบุคคลหลายบุคคล ปรากฏว่าวันนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลนี้ได้ มีการทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ แต่ยังไม่มีการให้รายงานและเอกสารใดๆ เลย ต่อ ป.ป.ช. ซึ่งวันนี้กมธ.ก็มีมติขอเอกสารชุดนี้ไปยังนายกฯ ด้วยหวังว่าจะได้รับความร่วมมือ
.
“
สิ่งที่น่าตกใจคือวันนี้ป.ป.ช. ก็ยังไม่ได้เริ่มตรวจข้อสอบเลย ยังไม่ได้นำกระดาษคำตอบต่างๆ มาดู โดยอ้างเหตุผลว่าไม่มีเงิน ในการที่จะไปเช่าเครื่องเพื่อมาตรวจ นั่นหมายความว่ากระบวนการที่จะหาผู้กระทำผิดเรื่องนี้ มีปัญหา มีความล่าช้าแน่นอน ต้องชื่นชม ป.ป.ช. ในส่วนอื่นที่เขาทำได้และพยายามทำอยู่ แต่ในเฉพาะส่วนของข้อสอบ ต้องไปดูกันอีกครั้งว่าตกลงแล้วมีรายละเอียดอย่างไร ซึ่งมีข้อกล่าวหาว่าบางคนสมัครอย่างเดียวแต่ไม่ได้เข้าสอบด้วยซ้ำ แต่กลับมีรายชื่อสอบได้” นาย
รังสิมันต์ กล่าว
.
เมื่อถามว่า กรณีของนาย
ทองเจือนั้น นาย
อนุทินเคยบอกว่าทำหนังสือถามความเชื่อมโยงของนาย
ทองเจือกับการทุจริตสอบท้องถิ่นถึงผบ.ตร.ไปแล้ว ได้คำตอบแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยเรื่องของคำตอบได้ มองว่ามีนัยยะอะไรหรือไม่ นาย
รังสิมันต์ กล่าวว่า วันนี้นายกฯ มีหนังสือสั่งการให้กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้ามาชี้แจงต่อกรรมาธิการ ท่านทราบหรือไม่ว่าปปป. มาหรือไม่ ซึ่งปปป.ก็ไม่มา คำถามคือการที่หน่วยงานของรัฐไม่แม้แต่จะเชื่อฟังคำสั่งของนายกฯ และไม่มาตอบคำถามกับกรรมาธิการ
.
นาย
รังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าน่ากังวลต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการต่างๆ และในส่วนของการทำหนังสือถึงนาย
ทองเจือ เราเจอหลายกรณีว่าทำหนังสือถึงไปแล้ว สมมติว่าหน่วยงานไม่พบข้อมูล ท่านจะรีบสันนิษฐานหรือสรุปหรือไม่ว่าคนคนนี้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ตนมองว่าสรุปไม่ได้ เพราะข้อมูลที่มีความเชื่อมโยงระหว่างนาย
ทองเจือกับการสอบครั้งนี้ เป็นข้อมูลที่เปิดเผยผ่านกมธ.การกฏหมาย เมื่อเป็นเช่นนี้หลายหน่วยงานข้อมูลอาจจะไม่ทราบข้อมูลนี้ ส่วนหนึ่งที่ไม่ทราบคือ ท่านอาจไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสอบข้อเท็จจริงอย่างที่ควรจะเป็น นี่เป็นปัญหา
.
“
ผมคิดว่าเรื่องนายทองเจือ ให้นายทองเจือตอบไหม ผมว่าหากให้ดี นายกฯ ควรจะไปบอกนายทองเจือ ให้เข้ามาชี้แจงกับกรรมาธิการ ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า“นาย
รังสิมันต์ กล่าว
JJNY : 5in1 พีมูฟซัดสวนข้อตกลง│โรมอยากสอบอธิการมศว.│สส.ปชน.จี้ปมเลือกตั้ง‘สปส.’│สุรินทร์ฝนตกหนัก│UN ถก AI ภัยยุคใหม่
https://www.matichon.co.th/politics/news_5903350
.
.
พีมูฟ ประกาศปักหลักหน้าทำเนียบฯ 28 ก.ย. หลังมติ ครม.ยุบธนาคารที่ดิน ซัดรัฐเดินสวนข้อตกลง
.
เมื่อวันที่ 24 กันยายน ‘พีมูฟ’ ประกาศปักหลักหน้าทำเนียบฯ” 28 กันยายน นี้ ก่อนเส้นตาย 30 ก.ย.ใกล้เข้ามา หลังมติ ครม.ปิดฉาก “อนาคตธนาคารที่ดิน” ซัดรัฐเดินสวนข้อตกลง ขณะกลไกการแก้ปัญหายังไม่ทันได้ข้อสรุป
.
เชิญชวน ร่วมจับตา เมื่อศึก “ที่ดิน” ถูกบีบให้จบบนเส้นตาย 30 กันยายน หลังมีรายงาน มติครม.15 กันยายน 2569 เดินหน้ายุติบทบาท บจธ.กลายเป็นชนวนที่พีมูฟออกมาเคลื่อนไหวทวงคำตอบ และเพื่อส่งสัญญาณการต่อสู้ทางการเมืองบนท้องถนนให้รับรู้ว่าขณะที่กลไกที่ตั้งขึ้นเพื่อหาทางออกรองรับภารกิจยังไม่ได้ข้อสรุป เส้นตาย 30 กันยายน จึงไม่ควรเป็นวันสิ้นสุดของอนาคตธนาคารที่ดิน
.
และนี่คือ ชีวิตจริง! กับการต่อสู้ที่ยังไม่สิ้นสุด เมื่อความหวังในสิทธิที่ดินของคนจน ถูกลบด้วยมติ ครม.
.
“จาก 3 – 11 สิงหาคม สู่ 28 กันยายน ทำไมประชาชนต้องกลับมาที่ทำเนียบฯ”
.
ความขัดแย้งไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในเดือนกันยายน ซึ่งในช่วงต้นเดือนสิงหาคม
.
หากย้อนกลับไปช่วงระหว่างวันที่ 2 – 11 สิงหาคม 2569 พีมูฟเข้าปักหลักชุมนุม หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือกเพื่อคัดค้านการยุบ บจธ.และเดินหน้ากลไกเพื่อศึกษารูปแบบการจัดตั้งธนาคารที่ดินและแนวทางรองรับภารกิจเดิม กระทั่งการประชุมหาทางอออกได้มีการตั้งกลไกพิจารณาปัญหา รวมถึงคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟ และอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาการกระจายการถือครองที่ดิน ซึ่งเป็นอีกหัวใจสำคัญหนึ่งในการจัดการที่ดินทำกินและการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม
.
การชุมนุมเดินทางมาถึงวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา ขณะที่พีมูฟเคลื่อนขบวนมาปักหลักมารอฟังผลการประชุม ครม. หน้าทำเนียบฯ ได้รับการสื่อสารว่า นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟ ได้แจ้งผลการประชุม ว่าคณะรัฐมนตรีรับทราบข้อสรุปการแก้ปัญหาทุกข้อ ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าไม่มีนโยบายยุบหรือยกเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินแน่นอน พีมูฟจึงได้ออกแถลงการณ์ยุติการชุมนุม หลังปักหลักมาเป็นเวลา 9 วัน
.
การเคลื่อนไหวดังกล่าว ยังนำไปสู่การตั้งกลไกพิจารณาปัญหา รวมถึงมีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟ และคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาการกระจายการถือครองที่ดินตามแนวทางของ บจธ.ต่อมาได้มีการประชุมต่อเนื่องในวันที่ 17 สิงหาคม และ 3 กันยายน 2569 แต่ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้ายที่จะนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช.
.
เส้นตายกลับขยับเข้ามาเร็วกว่าคำตอบ หลังมีรายงานมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 สั่งยกเลิก ธนาคารที่ดิน พร้อมเร่งประกาศผ่านราชกิจจานุเบกษา
.
จุดนี้จึงกลายเป็นข้อโต้แย้งของพีมูฟว่า เมื่อรัฐบาลตั้งกลไกขึ้นมาเพื่อหาทางออก เหตุใดจึงตัดสินใจยุติ บจธ.ก่อนที่กลไกนั้นจะได้ข้อสรุป ทั้งที่กระบวนการหากลไกรองรับยังไม่เสร็จสิ้น ทั้งที่เป็นเรื่องของความต่อเนื่องของกระบวนการที่รัฐบาลเปิดขึ้นเพื่อหาทางออกร่วมกันในการแก้ไขปัญหาการกระจายการถือครองที่ดินและสร้างความเป็นธรรมด้านที่ดินให้กับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่ยังขาดแคลนที่ดินทำกินและต้องเผชิญกับปัญหาความไม่เป็นธรรมด้านการถือครองที่ดินมาอย่างต่อเนื่อง
.
“30 กันยายน เส้นตายขององค์กร หรือเส้นตายของคำตอบ”
.
นี่คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด หากวันที่ 30 กันยายน บจธ. สิ้นสุดลง แต่คำตอบเรื่องกลไกใหม่ยังไม่เกิดขึ้น คำถามที่ตามมาจะกลายเป็นว่า ประชาชนที่รอการแก้ไขปัญหาที่ดินจะเดินต่ออย่างไร งบประมาณและทรัพยากรจะถูกโอนต่อหน่วยงานใด ข้อมูลและกระบวนการแก้ไขปัญหาจะถูกส่งต่ออย่างไร ที่สำคัญรัฐจะทำอย่างไรไม่ให้การเปลี่ยนผ่านกลายเป็นสุญญากาศ เพราะปัญหาที่ดินไม่ได้หมดอายุไปพร้อมกับพระราชกฤษฎีกาหรือวันสิ้นสุดขององค์กร
.
รัฐบาลจึงไม่ควรปล่อยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นก่อนเส้นตาย 30 กันยายน ให้กลายเป็นวันสิ้นสุดความหวังของประชาชน แต่ควรเป็นวันที่ต้องมีคำตอบให้ชัดว่า เมื่อรัฐบาลปิดประตูบานเดิม จะเปิดประตูบานใหม่ให้ประชาชนเดินต่ออย่างไร
.
เพราะเมื่อถึงวันนั้น สิ่งที่หมดอายุหาใช่เป็นเพียงสถานะขององค์กรสิ้นสุดลง แต่กระบวนการแก้ไขปัญหาก็ยังอยู่ ความเหลื่อมล้ำการถือครองทำประโยชน์ในที่ดินก็ยังงคงเกิดขึ้นอยู่ เกษตรกรที่ไร้ที่ดินทำกินยังต้องการที่ทำกิน เสียงเรียกร้องการต่อสู้ของประชาชนก็ไม่มีวันจบ
.
.
โรม อยากสอบ อธิการ มศว เชื่อมีข้อมูลพัน ทองเจือ ชี้คนเกี่ยวโยงท้องถิ่นใหญ่กว่าอธิบดี
https://www.matichon.co.th/politics/news_5903015
.
โรม อยากสอบ อธิการ มศว เชื่อมีข้อมูลพัน ทองเจือ ชี้คนเกี่ยวโยงท้องถิ่นใหญ่กว่าอธิบดี
.
เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 24 กันยายน ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี กมธ.การกฏหมายฯ มีมติเสียงข้างมากใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนาจเรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และนายชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เข้าชี้แจงกมธ.ฯ กรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น วันที่ 8 ตุลาคมนี้ กล่าวว่า วันนี้เราพบตัวละครใหม่ค่อนข้างเยอะ เรียกว่าหากข้อกล่าวหาเป็นความจริง จะมีนักการเมืองหลายคนที่ถูกเชื่อมโยงกับการทุจริตสอบท้องถิ่น โดยข้อสรุปของกรรมาธิการคือมีมติในการใช้อำนาจเรียกโดยเรียกบุคคลดังต่อไปนี้คือ นายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรี ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายอนุทินติดภารกิจไปต่างประเทศ ตนเข้าใจเรื่องภารกิจ แต่มีพฤติกรรมก่อนหน้านี้หลายครั้ง ซึ่งเราพิจารณาเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นหลายครั้ง และเชิญอนุทินเกือบทุกครั้ง แต่นายอนุทินไม่เคยมาเลย และเป็นอีกครั้งที่นายอนุทินไม่แม้กระทั่งสั่งการมอบผู้แทนมาชี้แจงแทน ดังนั้น จึงทำให้กมธ.มีมติเรียกนายอนุทินมาชี้แจงต่อกรรมาธิการในวันที่ 8 ตุลาคมนี้
.
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า คนที่สองคือนายนฤชา ส่วนคนที่สามคือนายชลวิทย์ อธิการบดี มศว ก่อนหน้านี้เราได้มีการเชิญ มศว มาหลายครั้ง เกือบทุกครั้งส่งตัวแทนมาชี้แจง โดยเราได้ข้อมูลมาคืออธิการบดีน่าจะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องของการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ คณะทำงานนายกรัฐมนตรี กับการจัดสอบท้องถิ่น
.
ซึ่งก่อนหน้านี้เราได้รับข้อมูลว่ามีการประสานงานโดยคนของสถ. ไปที่นายทองเจือให้ไปพูดคุยกับมศว ซึ่งมศว ปฏิเสธว่าการพูดคุยกับนายทองเจือ ไม่ได้เป็นในเรื่องของการจัดสอบว่าจะเป็นการจัดสอบแบบกระจายศูนย์หรือรวมศูนย์ คำถามที่สำคัญคือการพูดคุยดังกล่าวเป็นการพูดคุยเรื่องอะไรและกระทบเกี่ยวพันกับการทุจริตสอบท้องถิ่นหรือไม่ นี่เป็นประเด็นที่เราต้องการได้คำตอบ ซึ่งอธิการบดี มศว น่าจะเป็นผู้ที่สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับกรรมาธิการได้ ส่วนบุคคลอื่นกมธ.จัดทำหนังสือเชิญเพื่อมาให้ข้อมูลกับกรรมาธิการอีกครั้ง
.
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 2 ที่ตนคิดว่าเป็นประเด็นใหญ่และน่าจะเป็น ประโยชน์ต่อสาธารณะคือคนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งหน่วยงานของรัฐ มีข้อมูลเส้นเงินที่เชื่อมโยงกับบุคคลต่างๆ ไม่น้อยกว่า 70 คน ซึ่งเป็นทั้งบุคคลที่เป็นระดับสูงและบุคคลทั่วไป ซึ่งบุคคลที่เราพบว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตเชื่อได้ว่าสูงกว่าระดับอธิบดีแล้วน่าจะอยู่ในกระทรวงมหาดไทย แต่ขอไม่ระบุว่าเป็นใคร ยังอยากให้โอกาสเขา จากที่ทราบน่าจะเป็นข้าราชการคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ชิดกับนายอนุทิน ไปไหนไปกัน ไปไหนไปด้วย อยู่ตลอดเวลา หากข้อกล่าวหานี้เป็นจริงก็คงจะต้องมีการดำเนินการต่อ
.
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนได้รับข้อมูลเรื่องเด็กนายมาว่ามีใครบ้าง จากที่ตรวจสอบเบื้องต้นเป็นคนนามสกุลดัง และบุคคลสำคัญหลายคน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวยืนยันโดยหน่วยงานของรัฐว่าเป็นข้อมูลที่ได้มาเช่นเดียวกัน ฉะนั้นจึงมีมูลที่กมธ.ต้องตรวจสอบต่อไปว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร รวมถึงความเชื่อมโยงนี้ยังไปถึงนักการเมือง บางคนเป็นสส. บางคนเป็นระดับประธานกรรมาธิการ บางคนอาจจะใหญ่กว่าสส. ซึ่งจะมีการตรวจสอบต่อไป
.
เมื่อถามว่า ที่มีการระบุว่าใหญ่กว่าสส. เป็นระดับรัฐมนตรีหรือไม่ และที่บอกว่าใหญ่กว่าอธิบดี คือปลัดใช่หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนยังระบุเช่นนั้นไม่ได้ เนื่องจากเส้นเรื่องของเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายคน ซึ่งอาจจะใหญ่กว่าสส. และอาจจะใหญ่กว่ารัฐมนตรี ขณะนี้ยังบอกได้เท่านี้ก่อน เพราะจำเป็นต้องตรวจสอบทางข้อเท็จจริงก่อน แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เราต้องตั้งคำถามกับตัวเราเองในฐานะคนไทยว่าเราจะปล่อยให้เรื่องนี้จบแค่เพียงข้าราชการไม่กี่คน อาจจะมีตัวใหญ่บางคนบ้าง แต่ทุกอย่างก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มูฟออนเดินหน้ากันต่อ ย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราอยู่เฉยไม่ได้
.
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า โดยข้อมูลของคณะทำงานที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ทำพบว่ามีการชี้มูลบุคคลหลายบุคคล ปรากฏว่าวันนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลนี้ได้ มีการทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ แต่ยังไม่มีการให้รายงานและเอกสารใดๆ เลย ต่อ ป.ป.ช. ซึ่งวันนี้กมธ.ก็มีมติขอเอกสารชุดนี้ไปยังนายกฯ ด้วยหวังว่าจะได้รับความร่วมมือ
.
“สิ่งที่น่าตกใจคือวันนี้ป.ป.ช. ก็ยังไม่ได้เริ่มตรวจข้อสอบเลย ยังไม่ได้นำกระดาษคำตอบต่างๆ มาดู โดยอ้างเหตุผลว่าไม่มีเงิน ในการที่จะไปเช่าเครื่องเพื่อมาตรวจ นั่นหมายความว่ากระบวนการที่จะหาผู้กระทำผิดเรื่องนี้ มีปัญหา มีความล่าช้าแน่นอน ต้องชื่นชม ป.ป.ช. ในส่วนอื่นที่เขาทำได้และพยายามทำอยู่ แต่ในเฉพาะส่วนของข้อสอบ ต้องไปดูกันอีกครั้งว่าตกลงแล้วมีรายละเอียดอย่างไร ซึ่งมีข้อกล่าวหาว่าบางคนสมัครอย่างเดียวแต่ไม่ได้เข้าสอบด้วยซ้ำ แต่กลับมีรายชื่อสอบได้” นายรังสิมันต์ กล่าว
.
เมื่อถามว่า กรณีของนายทองเจือนั้น นายอนุทินเคยบอกว่าทำหนังสือถามความเชื่อมโยงของนายทองเจือกับการทุจริตสอบท้องถิ่นถึงผบ.ตร.ไปแล้ว ได้คำตอบแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยเรื่องของคำตอบได้ มองว่ามีนัยยะอะไรหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า วันนี้นายกฯ มีหนังสือสั่งการให้กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้ามาชี้แจงต่อกรรมาธิการ ท่านทราบหรือไม่ว่าปปป. มาหรือไม่ ซึ่งปปป.ก็ไม่มา คำถามคือการที่หน่วยงานของรัฐไม่แม้แต่จะเชื่อฟังคำสั่งของนายกฯ และไม่มาตอบคำถามกับกรรมาธิการ
.
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าน่ากังวลต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการต่างๆ และในส่วนของการทำหนังสือถึงนายทองเจือ เราเจอหลายกรณีว่าทำหนังสือถึงไปแล้ว สมมติว่าหน่วยงานไม่พบข้อมูล ท่านจะรีบสันนิษฐานหรือสรุปหรือไม่ว่าคนคนนี้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ตนมองว่าสรุปไม่ได้ เพราะข้อมูลที่มีความเชื่อมโยงระหว่างนายทองเจือกับการสอบครั้งนี้ เป็นข้อมูลที่เปิดเผยผ่านกมธ.การกฏหมาย เมื่อเป็นเช่นนี้หลายหน่วยงานข้อมูลอาจจะไม่ทราบข้อมูลนี้ ส่วนหนึ่งที่ไม่ทราบคือ ท่านอาจไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสอบข้อเท็จจริงอย่างที่ควรจะเป็น นี่เป็นปัญหา
.
“ผมคิดว่าเรื่องนายทองเจือ ให้นายทองเจือตอบไหม ผมว่าหากให้ดี นายกฯ ควรจะไปบอกนายทองเจือ ให้เข้ามาชี้แจงกับกรรมาธิการ ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า“นายรังสิมันต์ กล่าว