JJNY : ผู้นำ IMF แนะไทยค้าขาย│แอมเนสตี้ฯ ร่าย‘ต้องถอนฟ้องยิ่งชีพ’│ชาวเน็ตสงสัย คนแห่เห็นด้วยพุ่งผิดปกติ│บัวใหญ่แล้งหนัก!

ผู้นำ IMF แนะไทย ค้าขายกับเพื่อนบ้านอาเซียนมากขึ้น ทางรอดยุคโลกผันผวน
https://www.prachachat.net/world/news-2080684
.
.
‘กอร์เกียวา’ แนะไทยและอาเซียนค้าขายกันเองมากขึ้นเพื่อไม่ให้เปราะบางต่อแรงสั่นคลอนต่าง ๆ จากภายนอก รวมถึงรับมือต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้นในอนาคต ในบริบทที่ไทยเจอหนี้ครัวเรือนสูงอยู่แล้ว ยกเทียบตัวอย่างสหภาพยุโรป (อียู) ที่ประสบความสำเร็จจากการค้าขายภายในกันเองถึง 60% ในทางตรงข้ามอาเซียนขายกันเองแค่ 22%
.
ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในระหว่างงานแถลงข่าววาระนโยบายระดับโลก นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวสิงคโปร์เกี่ยวกับผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยและต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลกที่สูงขึ้นยาวนาน ซึ่งเกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่นโยบายของประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทย ที่กำลังเผชิญกับปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงนั้น
.
ต้นทุนกู้ยืมไทยจะสูงขึ้นอีก
.
นางกอร์เกียวากล่าวตอบว่า สำหรับตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) อย่างเช่นประเทศไทย สถานการณ์ดังกล่าว หมายความว่าต้นทุนการกู้ยืมจะสูงขึ้น โดยในการประชุมใหญ่เต็มคณะที่จัดโดย IMF ในวันศุกร์นี้ ตนจะนำเสนอกราฟที่น่าสนใจมาก ซึ่งแสดงให้เห็นภาพรวมของตลาดเกิดใหม่ว่า โดยส่วนใหญ่แล้วสถานการณ์ยังค่อนข้างมีเสถียรภาพ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยถือว่าค่อนข้างทรงตัว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “ระดับฐาน” ของอัตราดอกเบี้ยกำลังขยับสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยนี้กำลังบั่นทอนผลประโยชน์ที่ตลาดเกิดใหม่เคยได้รับ เพราะทำให้ต้นทุนในการชำระหนี้หรือต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นตามไปด้วย
.
“แต่ที่จริงแล้วไม่ได้มีปัญหาอะไร ตลาดต่าง ๆ ยังคงทำงานได้ตามปกติ และภาวะทางการเงินของประเทศต่าง ๆ ก็ยังถือว่าเอื้ออำนวยอยู่พอสมควร” กอร์เกียวากล่าว
.
แล้วประเทศอย่างไทยจะทำอะไรได้บ้าง กอร์เกียวากล่าวอีกว่า สิ่งที่ควรทำคือมุ่งเน้นการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจมหภาคที่แข็งแกร่งเพื่อไม่ให้เปราะบางต่อแรงสั่นคลอนต่าง ๆ
.
แนะไทยและอาเซียนค้าขายกันเองมากขึ้น
.
ผู้นำ IMF กล่าวว่า ส่วนไทยและกลุ่มอาเซียนควรพยายามมากขึ้นเพื่อตักตวงประโยชน์จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อาเซียนเป็นภูมิภาคที่ยอดเยี่ยมและเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้คนมีจิตวิญญาณและพลังบวก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างประชากรที่ค่อนข้างอายุน้อย แต่ปัจจุบันอาเซียนยังทำการค้ากับส่วนอื่น ๆ ของโลกมากกว่าการค้ากันเองภายในกลุ่ม โดยสัดส่วนการค้าภายในอาเซียนอยู่ที่ 22% ในขณะที่สหภาพยุโรปมีสัดส่วนนี้สูงถึง 60% ดังนั้น ไทยยังมีโอกาสอีกมากในการสร้างประโยชน์จากการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน
.
อาเซียนประกอบด้วย 11 ประเทศสมาชิก ได้แก่ ไทย กัมพูชา มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ลาว เมียนมา ติมอร์-เลสเต บรูไน
“สำหรับประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในประเทศแนวหน้าที่ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการลงทุนด้าน AI นับเป็นเรื่องที่ดีมาก และไทยยังเป็นประเทศที่เริ่มพิจารณาถึงความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการลงทุนด้าน AI ตั้งแต่เนิ่น ๆ” ผู้นำ IMF กล่าว
.
นอกจากนี้ นางกอร์เกียวากล่าวกับนักข่าวสิงคโปร์ว่า สิงคโปร์ถือเป็นผู้นำด้าน AI เลยทีเดียว และแบ่งปันข้อสังเกตบางอย่างว่า ตอนที่ไปเยือนสิงคโปร์เมื่อ 7 ตุลาคม เพื่อกล่าวถ้อยแถลงอุ่นเครื่องการประชุมประจำปีนี้ ก่อนเริ่มอย่างเป็นทางการที่กรุงเทพฯ
.
“ดิฉันประทับใจมากที่เห็นว่าสิงคโปร์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI
 พวกเขาจึงก้าวล้ำหน้าและมองเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าส่วนอื่น ๆ ของโลก ว่าแม้ AI จะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีความเสี่ยงที่เราจำเป็นต้องใส่ใจและรับมือเช่นกัน”
.

.
แอมเนสตี้ฯ ร่ายเหตุผล ทำไมอนุทิน ‘ต้องถอนฟ้องยิ่งชีพ’ ปมคอมเมนต์ ฮั้ว ส.ว.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5932087
.
แอมเนสตี้ฯ ร่ายเหตุผล ทำไมนายกฯ อนุทิน ‘ต้องถอนฟ้อง ยิ่งชีพ’ ปมคอมเมนต์ ‘ฮั้ว ส.ว.’
.
สืบเนื่องกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญาต่อ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) จากการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องความผิดปกติในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ปี 2567
.
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เรียกร้องให้ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญาต่อ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ กรณีแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงทางการเมืองในกระบวนการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อปี 2567 พร้อมเตือนว่า การดำเนินคดีดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจ
.
ยูฮานี เจ๊ะกา ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะควรได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่ถูกลงโทษ การที่ประเทศไทยยึดมั่นในหลักนิติธรรมจะสะท้อนให้เห็นได้จากการที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิและแสดงความคิดเห็นได้อย่างปลอดภัย แม้ว่าความคิดเห็นเหล่านั้นจะเป็นการตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศก็ตาม รัฐไทยต้องรับประกันว่าจะไม่มีใครถูกดำเนินคดีอาญาเพียงเพราะเขาออกมาแสดงความคิดเห็นหรือตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและสังคม
.
“นักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างยิ่งชีพ มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประชาชนเข้าใจสิทธิของตนเอง มีส่วนร่วมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะ และตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจ เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง พวกเขาต้องสามารถทำงานเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกตอบโต้
.
“เมื่อผู้นำรัฐบาลใช้การฟ้องคดีอาญากับผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ถูกฟ้องเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้ประชาชนคนอื่นๆ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นหรือตั้งคำถามในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนมีสิทธิรับรู้”
.
นายยิ่งชีพ ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน การปฏิรูปกฎหมาย และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยคดีนี้สืบเนื่องจากการแถลงข่าวที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ขณะยื่นข้อมูลต่อประธานวิปฝ่ายค้าน เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดปกติในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 ซึ่งมีการกล่าวถึงนักการเมือง 9 คน รวมถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดปกติดังกล่าว
.
ด้าน นายอนุทินปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าข้อความที่ยิ่งชีพกล่าวในการแถลงข่าวเป็นเท็จและทำให้ตนเสียชื่อเสียง ก่อนจะยื่นฟ้องยิ่งชีพต่อศาลเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ในข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 โดยศาลกำหนดวันไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 14 ธันวาคม 2569 เพื่อพิจารณาว่าคดีมีมูลเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่ หากศาลตัดสินว่ามีความผิด ยิ่งชีพอาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
.
ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับ นายอนุทินยังเคยเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนคณะที่ 26 ของ กกต. เคยมีความเห็นว่าควรดำเนินคดีกับอนุทินต่อศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญากับ นายอนุทิน ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการแทรกแซงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โดยมีกรรมการ กกต. 2 คนที่เห็นว่าควรส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา การที่ข้อกล่าวหาดังกล่าวเคยเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ แสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ และประชาชนสามารถนำมาพูดคุยหรือตั้งคำถามได้ อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบไม่ได้หมายความว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง
.
คดีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการใช้กระบวนการยุติธรรมโดยมิชอบเพื่อดำเนินคดีกับผู้วิพากษ์วิจารณ์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องยาวนานและเป็นแบบแผน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้บันทึกข้อมูลการดำเนินคดีหมิ่นประมาททางอาญาต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เปิดเผยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำผิดของหน่วยงานรัฐและภาคธุรกิจ การดำเนินคดีเช่นนี้อาจสร้างภาระทางการเงินและแรงกดดันด้านจิตใจอย่างมากต่อผู้ถูกดำเนินคดี
.
ประเทศไทยมีมาตรการป้องกันการใช้คดีความเพื่อกลั่นแกล้งหรือปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นอยู่แล้วบางส่วน โดยมาตรา 161/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีอาญาที่ประชาชนเป็นผู้ฟ้อง หากพบว่าเป็นการฟ้องโดยไม่สุจริต ขณะที่คำแนะนำของประธานศาลฎีกา ซึ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ก็ได้กำหนดแนวทางให้ศาลใช้พิจารณาคดีในลักษณะดังกล่าว
.
นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมยังอยู่ระหว่างจัดทำร่างกฎหมายเพื่อป้องกันการฟ้องคดีปิดปาก หรือ SLAPPs ซึ่งหมายถึงการใช้คดีความเป็นเครื่องมือข่มขู่หรือปิดกั้นไม่ให้ประชาชนออกมาแสดงความคิดเห็น ตรวจสอบการใช้อำนาจ หรือมีส่วนร่วมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ การที่นายกรัฐมนตรีฟ้องยิ่งชีพในข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา จึงถูกมองว่าสวนทางกับความพยายามในการปฏิรูปกฎหมายเพื่อป้องกันการฟ้องคดีปิดปากดังกล่าว
.
ข้อที่ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองทำหนดให้การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกต้องมีกฏหมายรองรับงมีวัตถุประสงค์ที่ชอบธรรม จำเป็นและได้สัดส่วน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติย้ำว่า บุคคลสาธารณะ รวมถึงผู้นำรัฐบาล ย่อมถูกวิจารณ์ได้ และควรยอมรับประโยชน์สาธารณะของประเด็นที่วิจารณ์เป็นข้อต่อสู้ในคดีหมิ่นประมาท พร้อมเรียกร้องให้รัฐพิจารณายกเลิกความผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาท โดยการจำคุกไม่ใช่บทลงโทษที่เหมาะสมไม่ว่าในกรณีใด
.
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และเตรียมเข้ารับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายใต้กลไก Universal Periodic Review รอบที่ 4 ในเดือนพฤศจิกายน 2569 ซึ่งเป็นกระบวนการของสหประชาชาติที่เปิดให้ประเทศสมาชิกตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของแต่ละประเทศ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและยกระดับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่