การวิ่งเทรล (Trail Running) คือการท้าทายขีดจำกัดของร่างกายท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม แต่เบื้องหลังความงดงามและเป้าหมายในการพิชิตเส้นทาง มักมีข่าวการเสียชีวิตกะทันหันของนักวิ่งเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ อะไรคือสาเหตุที่แท้จริง และนักวิ่งอย่างเราจะป้องกันตัวเองได้อย่างไร?
3 ภัยเงียบที่ทำลายร่างกายกะทันหัน
1. ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน
สาเหตุอันดับหนึ่งของการเสียชีวิตกะทันหัน มักเกิดจาก “โรคหัวใจแฝง” ที่ไม่เคยแสดงอาการมาก่อน
กลุ่มอายุน้อยกว่า 35 ปี มักเกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ หรือระบบไฟฟ้าหัวใจลัดวงจร
กลุ่มอายุมากกว่า 35 ปี มักเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแฝง เมื่อวิ่งต่อเนื่องหลายชั่วโมง หัวใจต้องสูบฉีดเลือดอย่างหนัก จนคราบไขมันในหลอดเลือดอาจแตกออกและเกิดลิ่มเลือดอุดตันฉับพลัน
2. สภาพอากาศสุดขั้วและการปรับอุณหภูมิร่างกาย ป่าและภูเขามีสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การปรับตัวของร่างกายที่ไม่ทันท่วงทีนำไปสู่ภาวะอันตราย ได้แก่
โรคลมแดด (Heat Stroke): เมื่อวิ่งกลางแดดจัดหรืออากาศอับชื้น ร่างกายจะระบายความร้อนไม่ทัน จนอุณหภูมิแกนกลางสูงเกิน ส่งผลให้อวัยวะภายในล้มเหลวและหมดสติ
ภาวะอุณหภูมิกายต่ำ: หากต้องเผชิญฝน ลมแรง หรืออากาศเย็นบนยอดเขา โดยไม่มีเสื้อผ้ากันลมกันน้ำ ร่างกายจะสูญเสียความร้อนอย่างรวดเร็ว จนระบบทำงานล้มเหลว
3. ภาวะสมดุลน้ำและเกลือแร่ล้มเหลว การวิ่งระยะไกลทำให้ระบบในร่างกายสูญเสียความสมดุลได้ง่าย ซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะเหล่านี้
ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ: เกิดจากการดื่มน้ำเปล่ามากเกินไปเพื่อแก้กระหาย โดยไม่ได้ทดแทนเกลือแร่ ทำให้ระดับโซเดียมในเลือดจางลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สมองบวม ชัก และหมดสติ
ภาวะกล้ามเนื้อสลาย: เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อหนักเกินขีดจำกัดเป็นเวลานาน ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อแตกและปล่อยสารเคมีเข้าสู่กระแสเลือด จนส่งผลให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน
แนวทางลดความเสี่ยง: วิ่งให้ปลอดภัยถึงเส้นชัยอย่างยั่งยืน
เพื่อไม่ให้กิจกรรมที่เรารักกลายเป็นความสูญเสีย นี่คือแนวทางปฏิบัติตนที่นักวิ่งเทรลทุกคนควรถือเป็นวินัย
ประเมินและตรวจเช็กสุขภาพหัวใจ: ผู้ที่วิ่งระยะไกลหรือมีอายุเกิน 35 ปี ควรเข้ารับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) หรือการทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (EST) อย่างน้อยปีละครั้ง
ฟังสัญญาณเตือนจากร่างกาย: หากเริ่มรู้สึกแน่นหน้าอก จุกแน่น เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเหนื่อยหอบผิดปกติ ให้หยุดวิ่งทันที ไม่มีความหมายใดสำคัญไปกว่าชีวิต
วางแผนการจิบน้ำและเกลือแร่: จิบน้ำสลับกับการรับประทานผงเกลือแร่หรือเจลพลังงานที่มีโซเดียมอย่างเหมาะสม ไม่ดื่มน้ำเปล่าปริมาณมากเกินไปในครั้งเดียว
เตรียมอุปกรณ์บังคับให้พร้อม: เสื้อกันฝน นกหวีด ผ้าห่มฉุกเฉิน และโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช่แค่อุปกรณ์ตามกฎการแข่งขัน แต่คืออุปกรณ์ต่อชีวิตยามเกิดเหตุฉุกเฉิน
ไม่ฝืนร่างกายเกินขีดจำกัด: ปรับความเร็วตามสภาพอากาศและความชัน คุมอัตราการเต้นของหัวใจไม่ให้อยู่ใน Red Zone นานเกินไป
จำไว้เสมอว่า เส้นชัยรอเราอยู่เสมอ และการถอนตัวจากการแข่งขัน ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือการตัดสินใจที่กล้าหาญเพื่อรักษาชีวิตไว้กลับมาวิ่งในวันข้างหน้า
ที่มา :
https://mgronline.com/goodhealth/detail/9690000091986?tbref=hp
วิ่งเทรลอย่างไรไม่ให้สิ้นชื่อ! 3 ความเสี่ยงที่สายเทรลต้องรู้
การวิ่งเทรล (Trail Running) คือการท้าทายขีดจำกัดของร่างกายท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม แต่เบื้องหลังความงดงามและเป้าหมายในการพิชิตเส้นทาง มักมีข่าวการเสียชีวิตกะทันหันของนักวิ่งเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ อะไรคือสาเหตุที่แท้จริง และนักวิ่งอย่างเราจะป้องกันตัวเองได้อย่างไร?
3 ภัยเงียบที่ทำลายร่างกายกะทันหัน
1. ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน
สาเหตุอันดับหนึ่งของการเสียชีวิตกะทันหัน มักเกิดจาก “โรคหัวใจแฝง” ที่ไม่เคยแสดงอาการมาก่อนกลุ่มอายุน้อยกว่า 35 ปี มักเกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ หรือระบบไฟฟ้าหัวใจลัดวงจร
กลุ่มอายุมากกว่า 35 ปี มักเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแฝง เมื่อวิ่งต่อเนื่องหลายชั่วโมง หัวใจต้องสูบฉีดเลือดอย่างหนัก จนคราบไขมันในหลอดเลือดอาจแตกออกและเกิดลิ่มเลือดอุดตันฉับพลัน
2. สภาพอากาศสุดขั้วและการปรับอุณหภูมิร่างกาย ป่าและภูเขามีสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การปรับตัวของร่างกายที่ไม่ทันท่วงทีนำไปสู่ภาวะอันตราย ได้แก่
โรคลมแดด (Heat Stroke): เมื่อวิ่งกลางแดดจัดหรืออากาศอับชื้น ร่างกายจะระบายความร้อนไม่ทัน จนอุณหภูมิแกนกลางสูงเกิน ส่งผลให้อวัยวะภายในล้มเหลวและหมดสติ
ภาวะอุณหภูมิกายต่ำ: หากต้องเผชิญฝน ลมแรง หรืออากาศเย็นบนยอดเขา โดยไม่มีเสื้อผ้ากันลมกันน้ำ ร่างกายจะสูญเสียความร้อนอย่างรวดเร็ว จนระบบทำงานล้มเหลว
3. ภาวะสมดุลน้ำและเกลือแร่ล้มเหลว การวิ่งระยะไกลทำให้ระบบในร่างกายสูญเสียความสมดุลได้ง่าย ซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะเหล่านี้
ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ: เกิดจากการดื่มน้ำเปล่ามากเกินไปเพื่อแก้กระหาย โดยไม่ได้ทดแทนเกลือแร่ ทำให้ระดับโซเดียมในเลือดจางลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สมองบวม ชัก และหมดสติ
ภาวะกล้ามเนื้อสลาย: เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อหนักเกินขีดจำกัดเป็นเวลานาน ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อแตกและปล่อยสารเคมีเข้าสู่กระแสเลือด จนส่งผลให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน
แนวทางลดความเสี่ยง: วิ่งให้ปลอดภัยถึงเส้นชัยอย่างยั่งยืน
เพื่อไม่ให้กิจกรรมที่เรารักกลายเป็นความสูญเสีย นี่คือแนวทางปฏิบัติตนที่นักวิ่งเทรลทุกคนควรถือเป็นวินัย
ประเมินและตรวจเช็กสุขภาพหัวใจ: ผู้ที่วิ่งระยะไกลหรือมีอายุเกิน 35 ปี ควรเข้ารับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) หรือการทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (EST) อย่างน้อยปีละครั้ง
ฟังสัญญาณเตือนจากร่างกาย: หากเริ่มรู้สึกแน่นหน้าอก จุกแน่น เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเหนื่อยหอบผิดปกติ ให้หยุดวิ่งทันที ไม่มีความหมายใดสำคัญไปกว่าชีวิต
วางแผนการจิบน้ำและเกลือแร่: จิบน้ำสลับกับการรับประทานผงเกลือแร่หรือเจลพลังงานที่มีโซเดียมอย่างเหมาะสม ไม่ดื่มน้ำเปล่าปริมาณมากเกินไปในครั้งเดียว
เตรียมอุปกรณ์บังคับให้พร้อม: เสื้อกันฝน นกหวีด ผ้าห่มฉุกเฉิน และโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช่แค่อุปกรณ์ตามกฎการแข่งขัน แต่คืออุปกรณ์ต่อชีวิตยามเกิดเหตุฉุกเฉิน
ไม่ฝืนร่างกายเกินขีดจำกัด: ปรับความเร็วตามสภาพอากาศและความชัน คุมอัตราการเต้นของหัวใจไม่ให้อยู่ใน Red Zone นานเกินไป
จำไว้เสมอว่า เส้นชัยรอเราอยู่เสมอ และการถอนตัวจากการแข่งขัน ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือการตัดสินใจที่กล้าหาญเพื่อรักษาชีวิตไว้กลับมาวิ่งในวันข้างหน้า
ที่มา : https://mgronline.com/goodhealth/detail/9690000091986?tbref=hp