หลายคนหันมาใส่ใจสุขภาพด้วยการเลือกกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง (Antioxidants) เพราะหวังผลเรื่องชะลอวัย ผิวพรรณสดใส และห่างไกลโรคร้าย แต่รู้หรือไม่ครับว่า? แค่วิธีการปรุงหรือการกินที่ผิดไปเพียงนิดเดียว ก็อาจทำให้ "ของดี" ที่อยู่ในอาหารเหล่านั้นสูญสลายไปอย่างน่าเสียดาย วันนี้เราจะพาไปเจาะลึก 5 สุดยอดอาหารสุขภาพที่คุณอาจกำลังกินแบบผิดวิธีอยู่!
1. เบอร์รี่สีเข้ม (บลูเบอร์รี่, มัลเบอร์รี่): แช่แข็งก็ดี ไม่ได้ด้อยกว่าสด!
เรามักเชื่อว่าผักผลไม้สดดีที่สุดเสมอ แต่สำหรับเบอร์รี่สีเข้มอย่างบลูเบอร์รี่นั้น ผลการวิจัยพบว่า
"เบอร์รี่แช่แข็ง มีประโยชน์ดีพอๆ กับเบอร์รี่สด" (ภาพที่ 2) เนื่องจากกระบวนการแช่แข็งอย่างรวดเร็วจะช่วยคงคุณค่าของสาร
"แอนโทไซยานิน" (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวเก่งไว้ได้อย่างครบถ้วน ดังนั้น ใครที่ชอบซื้อแบบแช่แข็งตุนไว้ทำสมูทตี้สบายใจได้เลยครับ ได้ประโยชน์เต็มๆ แน่นอน
2. ชาเขียว: อย่าใช้น้ำเดือดจัด! พลาดแล้วขม ประโยชน์หาย
การชงชาเขียวให้อร่อยและได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่การใช้น้ำเดือดจัดๆ พุ่งพล่าน (ภาพที่ 3) เพราะความร้อนที่สูงเกินไปจะทำลายสารโพลีฟีนอลและสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ แถมยังทำให้รสชาติของชาขมและฝาดจนดื่มยาก
อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดในการชงชาเขียวคือประมาณ 70-80 องศาเซลเซียส เพื่อดึงเอารสชาติกลมกล่อมและคงคุณค่าทางสารอาหารไว้ให้ได้มากที่สุดครับ
3. มะเขือเทศ: ยิ่งสุก ยิ่งดี! เคล็ดลับเพิ่มพลังไลโคปีน
ความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าผักสดดีกว่าเสมอ ใช้ไม่ได้กับมะเขือเทศครับ! หากคุณอยากได้ประโยชน์สูงสุดในการต้านอนุมูลอิสระ
"ควรทานมะเขือเทศแบบปรุงสุก" (ภาพที่ 4) เพราะความร้อนจะช่วยทำลายผนังเซลล์และปลดปล่อยสาร
"ไลโคปีน" (Lycopene) ออกมาได้มากกว่าการทานสดๆ และเคล็ดลับเด็ดที่ขาดไม่ได้คือ
ควรทานคู่กับน้ำมันมันเขากหรือไขมันดี เพราะไลโคปีนเป็นสารที่ละลายในไขมัน จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ดียิ่งขึ้นครับ
4. ขมิ้นชัน: กินเดี่ยวๆ ร่างกายแทบไม่ดูดซึม! ต้องมีตัวช่วย
ขมิ้นชันขึ้นชื่อเรื่องสาร
"เคอร์คูมิน" (Curcumin) ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระสูงมาก แต่จุดอ่อนคือร่างกายเราดูดซึมไปใช้ได้น้อยมากหากกินขมิ้นชันเพียงอย่างเดียว (ภาพที่ 5)
เคล็ดลับคือการเติม "พริกไทยดำ" ลงไปนิดเดียว! สารไพเพอรีน (Piperine) ในพริกไทยดำจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมเคอร์คูมินเข้าสู่ร่างกายได้ทวีคูณ รู้แบบนี้แล้ว เวลาปรุงเมนูที่มีขมิ้น อย่าลืมเหยาะพริกไทยดำลงไปด้วยนะครับ
5. บีทรูท: ต้มแล้วเทน้ำทิ้ง = ทิ้งของดี!
หลายคนนำบีทรูทไปต้มเพื่อทำสลัดหรือซุป แต่รู้หรือไม่ว่านั่นคือการสูญเสียครั้งใหญ่!
การต้มแล้วเทน้ำทิ้ง จะทำให้วิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในน้ำสลายตัวและหลุดออกไปพร้อมกับน้ำ (ภาพที่ 6) วิธีที่ดีที่สุดในการทานบีทรูทเพื่อคงคุณค่าอาหารคือ
การอบ (Roasting), การนึ่ง (Steaming) หรือการคั้นสด/ปั่นสด วิธีเหล่านี้จะช่วยรักษาสารอาหารสำคัญไว้ได้ครบถ้วนกว่าครับ
การเลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ แต่การเรียนรู้วิธีการกินและการปรุงที่ถูกต้องจะช่วยให้เราได้รับประโยชน์จากอาหารเหล่านั้นอย่างคุ้มค่าที่สุด ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้ในมื้ออาหารของคุณดูนะครับ เพื่อสุขภาพที่ดีและยั่งยืน
CR IG Matis.BKK
#Matti'sAtKingsquare #สุขภาพดี #อาหารต้านอนุมูลอิสระ #กินให้ถูกวิธี #Superfood #Tipsสุขภาพ
🛑 หยุดก่อน! ถ้าคุณยังกิน "5 อาหารต้านอนุมูลอิสระ" เหล่านี้ผิดวิธี... ประโยชน์หายไปเกินครึ่ง!
1. เบอร์รี่สีเข้ม (บลูเบอร์รี่, มัลเบอร์รี่): แช่แข็งก็ดี ไม่ได้ด้อยกว่าสด!
เรามักเชื่อว่าผักผลไม้สดดีที่สุดเสมอ แต่สำหรับเบอร์รี่สีเข้มอย่างบลูเบอร์รี่นั้น ผลการวิจัยพบว่า "เบอร์รี่แช่แข็ง มีประโยชน์ดีพอๆ กับเบอร์รี่สด" (ภาพที่ 2) เนื่องจากกระบวนการแช่แข็งอย่างรวดเร็วจะช่วยคงคุณค่าของสาร "แอนโทไซยานิน" (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวเก่งไว้ได้อย่างครบถ้วน ดังนั้น ใครที่ชอบซื้อแบบแช่แข็งตุนไว้ทำสมูทตี้สบายใจได้เลยครับ ได้ประโยชน์เต็มๆ แน่นอน
2. ชาเขียว: อย่าใช้น้ำเดือดจัด! พลาดแล้วขม ประโยชน์หาย
การชงชาเขียวให้อร่อยและได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่การใช้น้ำเดือดจัดๆ พุ่งพล่าน (ภาพที่ 3) เพราะความร้อนที่สูงเกินไปจะทำลายสารโพลีฟีนอลและสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ แถมยังทำให้รสชาติของชาขมและฝาดจนดื่มยาก อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดในการชงชาเขียวคือประมาณ 70-80 องศาเซลเซียส เพื่อดึงเอารสชาติกลมกล่อมและคงคุณค่าทางสารอาหารไว้ให้ได้มากที่สุดครับ
3. มะเขือเทศ: ยิ่งสุก ยิ่งดี! เคล็ดลับเพิ่มพลังไลโคปีน
ความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าผักสดดีกว่าเสมอ ใช้ไม่ได้กับมะเขือเทศครับ! หากคุณอยากได้ประโยชน์สูงสุดในการต้านอนุมูลอิสระ "ควรทานมะเขือเทศแบบปรุงสุก" (ภาพที่ 4) เพราะความร้อนจะช่วยทำลายผนังเซลล์และปลดปล่อยสาร "ไลโคปีน" (Lycopene) ออกมาได้มากกว่าการทานสดๆ และเคล็ดลับเด็ดที่ขาดไม่ได้คือ ควรทานคู่กับน้ำมันมันเขากหรือไขมันดี เพราะไลโคปีนเป็นสารที่ละลายในไขมัน จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ดียิ่งขึ้นครับ
4. ขมิ้นชัน: กินเดี่ยวๆ ร่างกายแทบไม่ดูดซึม! ต้องมีตัวช่วย
ขมิ้นชันขึ้นชื่อเรื่องสาร "เคอร์คูมิน" (Curcumin) ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระสูงมาก แต่จุดอ่อนคือร่างกายเราดูดซึมไปใช้ได้น้อยมากหากกินขมิ้นชันเพียงอย่างเดียว (ภาพที่ 5) เคล็ดลับคือการเติม "พริกไทยดำ" ลงไปนิดเดียว! สารไพเพอรีน (Piperine) ในพริกไทยดำจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมเคอร์คูมินเข้าสู่ร่างกายได้ทวีคูณ รู้แบบนี้แล้ว เวลาปรุงเมนูที่มีขมิ้น อย่าลืมเหยาะพริกไทยดำลงไปด้วยนะครับ
5. บีทรูท: ต้มแล้วเทน้ำทิ้ง = ทิ้งของดี!
หลายคนนำบีทรูทไปต้มเพื่อทำสลัดหรือซุป แต่รู้หรือไม่ว่านั่นคือการสูญเสียครั้งใหญ่! การต้มแล้วเทน้ำทิ้ง จะทำให้วิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในน้ำสลายตัวและหลุดออกไปพร้อมกับน้ำ (ภาพที่ 6) วิธีที่ดีที่สุดในการทานบีทรูทเพื่อคงคุณค่าอาหารคือ การอบ (Roasting), การนึ่ง (Steaming) หรือการคั้นสด/ปั่นสด วิธีเหล่านี้จะช่วยรักษาสารอาหารสำคัญไว้ได้ครบถ้วนกว่าครับ
การเลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ แต่การเรียนรู้วิธีการกินและการปรุงที่ถูกต้องจะช่วยให้เราได้รับประโยชน์จากอาหารเหล่านั้นอย่างคุ้มค่าที่สุด ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้ในมื้ออาหารของคุณดูนะครับ เพื่อสุขภาพที่ดีและยั่งยืน
CR IG Matis.BKK
#Matti'sAtKingsquare #สุขภาพดี #อาหารต้านอนุมูลอิสระ #กินให้ถูกวิธี #Superfood #Tipsสุขภาพ