.
สว.เทวฤทธิ์ สุดมึน มีชื่อยกคำร้อง คดีฮั้วสว. เผยไม่เคยถูกแจ้งข้อหา ไม่เคยถูกเรียกสอบ
.
เมื่อวันที่ 20 กันยายน นาย
เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Tewarit Bus Maneechai” ระบุว่า
“รู้ตัวอีกทีก็ยกคำร้องไปแล้ว”
นาย
เทวฤทธิ์ระบุว่า วันนี้อยู่ ๆ กกต.ออกใบแถลงข่าวมติเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ถูกร้อง 427 คน ไม่ใช่ 229 คนตามที่ประธาน กกต.ระบุ โดยปรากฏชื่อของตนอยู่ในลำดับที่ 361 ในกลุ่มที่มี “
มติเอกฉันท์” ให้ยกคำร้อง ในข้อกล่าวหาที่ 5 และสำนวนอื่น
.
สำหรับข้อกล่าวหาที่ 5 เป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) “
เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด”
.
“
ต้องบอกว่า เรื่องนี้ผมไม่เคยรับแจ้งข้อกล่าวหา ไม่เคยถูกเรียกสอบ ไม่รู้ว่ามาจากเหตุการณ์ใด มารู้อีกทีปรากฏชื่ออยู่ในใบแถลงข่าวของ กกต.แล้ว แม้จะมีมติเอกฉันท์ก็ตาม” นาย
เทวฤทธิ์ระบุ
.
https://www.facebook.com/bus.tewarit/posts/pfbid05uMEBAY3tueLui8Tk35tGFK859sLvdbNWUpPAkQ1bwNLqpkrPUJs5oaYkXEFQxaSl
.
.
เทวฤทธิ์ ชี้ กม.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ยังเปิดช่องใช้มาตรการอื่นกับคดี ม.112 แม้ไม่ได้นิรโทษกรรม
https://www.matichon.co.th/politics/news_5897252
.
“เทวฤทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ยังเปิดช่องใช้มาตรการอื่นกับคดี ม.112 แม้ไม่ได้นิรโทษกรรม
.
เมื่อวันที่ 20 กันยายน นาย
เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “
Tewarit Bus Maneechai” ระบุว่า
.
เมื่อเห็นชื่อบอร์ดนิรโทษกรรม หรือคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขแล้ว เห็นว่ายังพอมีโอกาสผลักดันให้ผู้ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมได้รับมาตรการอื่น ผ่านการจัดทำ “
ข้อเสนอแนะ” เพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุข การออก “
ระเบียบหรือประกาศ” หรือ “
การดำเนินงานอื่นใด” ตามมาตรา 6 (4) (7) และ (8) ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
.
นาย
เทวฤทธิ์ระบุว่า โดยเฉพาะเรื่องการบริหารโทษ เช่น การคุมขังในสถานที่ที่ไม่ใช่เรือนจำ การแยกขังผู้ต้องโทษคดีมาตรา 112 หรือการกักบริเวณในบ้าน (House Arrest) ตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ข้อ 8.2 ซึ่งได้พยายามผลักดันให้บรรจุเป็นข้อสังเกตในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวในชั้นวุฒิสภา
.
ทั้งนี้ แม้มาตรา 3 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าวจะไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 แต่ไม่ได้บัญญัติว่าไม่ให้บังคับใช้กฎหมายกับคดีดังกล่าว จึงเห็นว่ายังเปิดช่องให้ใช้มาตรการอื่นเพื่อ “
สร้างเสริมสังคมสันติสุข” ได้ โดยคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขจะเป็นกลไกสำคัญในการดำเนินการ
.
นาย
เทวฤทธิ์ระบุด้วยว่า จะเสนอให้ภาคประชาชนที่ขับเคลื่อนประเด็นดังกล่าวช่วยกันส่งเสียง โดยอ้างอิงข้อสังเกตที่ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเสนอไว้
.
https://www.facebook.com/bus.tewarit/posts/10238639775066104
.
.
อนุสรณ์ ชี้ บทเรียน 20 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย. ต้องหยุดยั้งวงจร-การสืบทอดอำนาจ ด้วยการเมืองโปร่งใส
https://www.matichon.co.th/politics/news_5897239
.
อนุสรณ์ ชี้ บทเรียน 20 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย. ต้องหยุดยั้งวงจรรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจ ด้วยการเมืองโปร่งใส สามารถแก้ปัญหาประชาชนได้นำ คณะรัฐประหาร เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตอบโต้ “นิติรัฐประหาร” ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน สร้างนิติรัฐนิติธรรมเข้มแข็ง
.
รศ. ดร.
อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ อดีตประธานมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย เปิดเผยว่า รัฐประหาร 19 ก.ย. ผ่านไป 20 ปี กระบวนการสืบทอดอำนาจของเครือข่ายอำมาตย์อนุรักษ์นิยมปรปักษ์ประชาธิปไตยยังคงดำรงอยู่ การจะหยุดยั้งวงจรรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจได้ต้องอาศัยความเป็นเอกภาพของขบวนการประชาธิปไตย การผนึกกำลังกันของฝ่ายเสรีนิยมและฝ่ายก้าวหน้า ร่วมกันสร้างสรรค์ระบอบการเลือกตั้งในทุกระดับให้เป็นที่ศรัทธาของประชาชน สร้างการเมืองโปร่งใส สามารถแก้ปัญหาประชาชนได้ ให้ประชาชนศรัทธาต่อสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ให้ประชาชนศรัทธาต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หยุดวงจร ซื้อเสียง ถอนทุน รัฐบาลที่มีปัญหาการทุจริตการเลือกตั้งต้องได้รับการตรวจสอบจากรัฐสภา และ ต้องพ้นหน้าที่ไปด้วยกลไกรัฐสภาตามวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ควรเรียกร้องให้มีการใช้อำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย หรือ กระบวนการนิติรัฐประหาร อีกต่อไป
.
รศ. ดร.
อนุสรณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ควรนำ คณะรัฐประหารทุกกลุ่ม เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และ มีการชำระสะสางประวัติศาสตร์เพื่อให้ประชาชนรับทราบความจริง และ บรรจุข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ชำระแล้ว เป็น บทเรียนในระบบการศึกษาที่เป็นทางการ ตอบโต้ “นิติรัฐประหาร” ขององค์กรอิสระ ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน สร้างนิติรัฐนิติธรรมเข้มแข็ง
.
รศ. ดร.
อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ผลของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นำมาสู่วิกฤติความขัดแย้งการเมืองเหลืองแดงที่รุนแรงขึ้นอีก สู่การปรามปรามประชาชนด้วยอาวุธสงครามปี 2553 สู่ การรัฐประหารปี 2557 และ การลุกขึ้นต่อต้านระบอบอำนาจนิยมของขบวนการคนรุ่นใหม่หนุ่มสาวปี 2563 คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ประเมินพัฒนาการทางเศรษฐกิจ 20 ปีหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ว่า ค่าเฉลี่ยการเติบโตของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในรอบ 20 ปีผลในมิติการเติบโตของเศรษฐกิจคือไทยเราตามหลังอินโดนีเซีย เวียดนามและฟิลิปปินส์ อยู่หลายเท่า ในยี่สิบปีมานี้หากค่าเฉลี่ยการเติบโตเศรษฐกิจประเทศอื่นๆอยู่ที่ 3% ค่าเฉลี่ยการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ที่ 2.6% การรัฐประหารมีผลโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากนานาประเทศจะทำการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการค้าแล้ว การรัฐประหารที่เกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งครั้งในระยะเวลาไม่ถึงทศวรรษสะท้อนถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ ลดแรงจูงใจในการที่ต่างชาติเข้ามาลงทุน เมื่อคณะรัฐประหารจัดตั้งรัฐบาล มักมีนโยบายรวมศูนย์การบริหาร ไม่ฟังเสียงประชาชน หนึ่งในผลพวงคือ มีการศึกษาที่ระบุว่าการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ส่วนภาคเหนือ อีสาน และใต้มีความสำคัญทางเศรษฐกิจน้อยลง ความเจริญกระจุกในเมืองหลวง: สัดส่วน GDP ของกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มจาก 44.5% เป็น 47.2% ขณะที่ภาคอีสาน+เหนือ+ใต้รวมกันลดจาก 29.5% เหลือ 24.5% — ช่องว่างเมืองกับภูมิภาคถ่างกว้างขึ้น
.
รศ. ดร.
อนุสรณ์ ยังกล่าวอีกว่า คุณ
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และประธานคณะก้าวหน้า ยังได้ประเมินถึง ผลของการรัฐประหาร 2 ครั้ง ปี 2549 และ ปี 2557 อีกว่า รัฐราชการขยายตัวใหญ่ขึ้น โดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเพิ่มการตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างไร ยี่สิบปีที่ผ่านมาองค์การมหาชนเพิ่มจำนวนถึงสี่เท่าตัว หน่วยงานรัฐเพิ่มจาก 161 เป็น 225 หน่วยงาน งบประมาณรายจ่ายประจำที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการเพิ่มขึ้นสามเท่า กดงบลงทุนให้ต่ำมาก นอกจากนี้ ประธานคณะก้าวหน้า ยังได้ ประเมินผลที่มีต่อระบบการศึกษา ว่า การศึกษาผลจากสจากสถิติยี่สิบปี PISA Score ของไทยตกลงมาโดยตลอด มีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นเพราะการขาดความต่อเนื่องของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเนื่องจากโดนรัฐประหาร ส่งผลให้ไม่มีความต่อเนื่องทางนโยบายการศึกษา อีกประการหนึ่ง การรัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหารมีแนวโน้มดำเนินนโยบายศึกษาเน้นการท่องจำและเชื่อฟัง ไม่ได้เน้นทักษะใหม่ของโลกอนาคต หรือการพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์ ก็อาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งทำให้สกอร์ลดลงต่อเนื่อง
.
นอกจากนี้ คุณ
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และประธานคณะก้าวหน้า ยังได้ประเมินพัฒนการของกองทัพ ว่า กองทัพใช้งบประมาณไปพัฒนาอย่างผิดจุด ไม่ใช่หน้าที่ของกองทัพยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาเสนอให้กองทัพพัฒนาขีดความสามารถในการรบให้ทันตามยุคสมัย รวมถึงส่งเสริมการผลิตเทคโนโลยีและอาวุธยุทโธปกรณ์ในประเทศ เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐที่จะต้องไปซื้อเอาจากต่างประเทศ และที่สำคัญกองทัพต้องสร้างภาพลักษณ์และความจริงใจในการเป็นเสาหลักในการสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย แต่ยี่สิบปีที่ผ่านมาการกระทำกลับตรงกันข้าม นอกจากนี้ยัง ประเมินว่า ทรัพย์สินของกองทัพจำนวนมากเป็นภาระงบประมาณกับประเทศ และยังไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจในการป้องกันประเทศหรือรักษาความมั่นคง กองทัพมีสนามกอล์ฟ ปั๊มน้ำมัน สนามมวย โรงแรม ศูนย์ประชุม และอสังหาริมทรัพย์อื่นๆมากมาย ที่อาจจะเกิดประโยชน์มากกว่านี้หากโอนให้กรมธนารักษ์และจัดหาผู้บริหารที่เชี่ยวชาญภาคเอกชนเข้ามาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือมอบให้หน่วยงานอื่นพัฒนาเป็นพื้นที่เพื่อสาธารณะประโยชน์ แก่ประชาชนภาพรวม กองทัพถือครองสนามกอล์ฟ 71 แห่ง, ที่ดินราชพัสดุกว่า 5.8 ล้านไร่ (ราว 45% ของที่ราชพัสดุทั้งประเทศ), คลื่นวิทยุ 196 สถานี, สถานีโทรทัศน์ (ททบ.5) และทีวีดิจิทัล 2 มักซ์, อาคาร/โรงแรม 12 แห่ง, โรงกลั่นน้ำมัน, สโมสรฟุตบอล 6 แห่ง ฯลฯ หลายกิจการขาดทุนและไม่เกี่ยวกับความมั่นคง
.
รศ. ดร.
อนุสรณ์ ขยายความต่อว่า สองทศวรรษที่ผ่านมา ไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมาอย่างต่อเนื่อง มูลนิธิก้าวหน้าได้วิเคราะห์ในมิติการเติบโตทางเศรษฐกิจว่า หากเปรียบเป็นสนามแข่งวิ่ง 20 ปี (ฐานปี 2549 = 100): เวียดนามนำโด่งที่ 300, อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ~250, สิงคโปร์และมาเลเซีย 223, ค่าเฉลี่ยโลก 183 ส่วนไทยรั้งท้ายสุดที่ 162
.
รศ. ดร.
อนุสรณ์ กล่าวช่วงท้ายว่า การที่ประเทศอย่าง เกาหลีใต้ และ อินโดนีเซีย ที่เคยมีประสบการณ์ในการแทรกแซงการเมืองโดยกองทัพมาตลอดสามารถพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งมั่นคง กรณีเกาหลีใต้ หลังการรัฐประหารครั้งสุดท้ายในช่วงทศวรรษ 1980 และการลุกขึ้นสู้ของประชาชนเมืองกวางจู ประกอบกับมีการนำ “คณะผู้เผด็จการ” และ “ประธานาธิบดี” จากรัฐประหาร เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและมีการตัดสินลงโทษให้เห็นถึงความมีนิติรัฐนิติธรรมของประเทศ การมีระบบสถาบันต่างๆเข้มแข็งเป็นมาตรฐานสากล ทำให้ เกาหลีใต้ สามารถสถาปนา ระบอบประชาธิปไตยได้อย่างเข้มแข็งมั่นคง เกิดความเชื่อมั่นของนักลงทุน ประเทศพุ่งทะยานสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และ การพัฒนาทางเศรษฐกิจทำให้ “เกาหลีใต้” เป็นประเทศรายได้สูง นวัตกรรมสูง เป็นประเทศแถวหน้าของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ แม้นมีภัยคุกคามจากระบอบเผด็จการอำนาจนิยมเกาหลีเหนือ แต่ประเทศก็สามารถยืนหยัดได้อย่างมีเสถียรภาพ ประเทศไทยก็ต้องก้าวเดินไปสู่จุดนั้นได้ด้วยพลังของประชาชน.
JJNY : สว.เทวฤทธิ์ สุดมึน มีชื่อยกคำร้อง│เทวฤทธิ์ชี้กม.สังคมสันติสุขยังเปิดช่อง│อนุสรณ์ชี้บทเรียน 20 ปี│โอเพนเอไอทุ่มทุน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5897217
.
สว.เทวฤทธิ์ สุดมึน มีชื่อยกคำร้อง คดีฮั้วสว. เผยไม่เคยถูกแจ้งข้อหา ไม่เคยถูกเรียกสอบ
.
เมื่อวันที่ 20 กันยายน นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Tewarit Bus Maneechai” ระบุว่า
“รู้ตัวอีกทีก็ยกคำร้องไปแล้ว”
นายเทวฤทธิ์ระบุว่า วันนี้อยู่ ๆ กกต.ออกใบแถลงข่าวมติเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ถูกร้อง 427 คน ไม่ใช่ 229 คนตามที่ประธาน กกต.ระบุ โดยปรากฏชื่อของตนอยู่ในลำดับที่ 361 ในกลุ่มที่มี “มติเอกฉันท์” ให้ยกคำร้อง ในข้อกล่าวหาที่ 5 และสำนวนอื่น
.
สำหรับข้อกล่าวหาที่ 5 เป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) “เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด”
.
“ต้องบอกว่า เรื่องนี้ผมไม่เคยรับแจ้งข้อกล่าวหา ไม่เคยถูกเรียกสอบ ไม่รู้ว่ามาจากเหตุการณ์ใด มารู้อีกทีปรากฏชื่ออยู่ในใบแถลงข่าวของ กกต.แล้ว แม้จะมีมติเอกฉันท์ก็ตาม” นายเทวฤทธิ์ระบุ
.
https://www.facebook.com/bus.tewarit/posts/pfbid05uMEBAY3tueLui8Tk35tGFK859sLvdbNWUpPAkQ1bwNLqpkrPUJs5oaYkXEFQxaSl
.
.
เทวฤทธิ์ ชี้ กม.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ยังเปิดช่องใช้มาตรการอื่นกับคดี ม.112 แม้ไม่ได้นิรโทษกรรม
https://www.matichon.co.th/politics/news_5897252
.
“เทวฤทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ยังเปิดช่องใช้มาตรการอื่นกับคดี ม.112 แม้ไม่ได้นิรโทษกรรม
.
เมื่อวันที่ 20 กันยายน นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Tewarit Bus Maneechai” ระบุว่า
.
เมื่อเห็นชื่อบอร์ดนิรโทษกรรม หรือคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขแล้ว เห็นว่ายังพอมีโอกาสผลักดันให้ผู้ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมได้รับมาตรการอื่น ผ่านการจัดทำ “ข้อเสนอแนะ” เพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุข การออก “ระเบียบหรือประกาศ” หรือ “การดำเนินงานอื่นใด” ตามมาตรา 6 (4) (7) และ (8) ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
.
นายเทวฤทธิ์ระบุว่า โดยเฉพาะเรื่องการบริหารโทษ เช่น การคุมขังในสถานที่ที่ไม่ใช่เรือนจำ การแยกขังผู้ต้องโทษคดีมาตรา 112 หรือการกักบริเวณในบ้าน (House Arrest) ตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ข้อ 8.2 ซึ่งได้พยายามผลักดันให้บรรจุเป็นข้อสังเกตในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวในชั้นวุฒิสภา
.
ทั้งนี้ แม้มาตรา 3 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าวจะไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 แต่ไม่ได้บัญญัติว่าไม่ให้บังคับใช้กฎหมายกับคดีดังกล่าว จึงเห็นว่ายังเปิดช่องให้ใช้มาตรการอื่นเพื่อ “สร้างเสริมสังคมสันติสุข” ได้ โดยคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขจะเป็นกลไกสำคัญในการดำเนินการ
.
นายเทวฤทธิ์ระบุด้วยว่า จะเสนอให้ภาคประชาชนที่ขับเคลื่อนประเด็นดังกล่าวช่วยกันส่งเสียง โดยอ้างอิงข้อสังเกตที่ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเสนอไว้
.
https://www.facebook.com/bus.tewarit/posts/10238639775066104
.
.
อนุสรณ์ ชี้ บทเรียน 20 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย. ต้องหยุดยั้งวงจร-การสืบทอดอำนาจ ด้วยการเมืองโปร่งใส
https://www.matichon.co.th/politics/news_5897239
.
อนุสรณ์ ชี้ บทเรียน 20 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย. ต้องหยุดยั้งวงจรรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจ ด้วยการเมืองโปร่งใส สามารถแก้ปัญหาประชาชนได้นำ คณะรัฐประหาร เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตอบโต้ “นิติรัฐประหาร” ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน สร้างนิติรัฐนิติธรรมเข้มแข็ง
.
รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ อดีตประธานมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย เปิดเผยว่า รัฐประหาร 19 ก.ย. ผ่านไป 20 ปี กระบวนการสืบทอดอำนาจของเครือข่ายอำมาตย์อนุรักษ์นิยมปรปักษ์ประชาธิปไตยยังคงดำรงอยู่ การจะหยุดยั้งวงจรรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจได้ต้องอาศัยความเป็นเอกภาพของขบวนการประชาธิปไตย การผนึกกำลังกันของฝ่ายเสรีนิยมและฝ่ายก้าวหน้า ร่วมกันสร้างสรรค์ระบอบการเลือกตั้งในทุกระดับให้เป็นที่ศรัทธาของประชาชน สร้างการเมืองโปร่งใส สามารถแก้ปัญหาประชาชนได้ ให้ประชาชนศรัทธาต่อสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ให้ประชาชนศรัทธาต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หยุดวงจร ซื้อเสียง ถอนทุน รัฐบาลที่มีปัญหาการทุจริตการเลือกตั้งต้องได้รับการตรวจสอบจากรัฐสภา และ ต้องพ้นหน้าที่ไปด้วยกลไกรัฐสภาตามวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ควรเรียกร้องให้มีการใช้อำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย หรือ กระบวนการนิติรัฐประหาร อีกต่อไป
.
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ควรนำ คณะรัฐประหารทุกกลุ่ม เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และ มีการชำระสะสางประวัติศาสตร์เพื่อให้ประชาชนรับทราบความจริง และ บรรจุข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ชำระแล้ว เป็น บทเรียนในระบบการศึกษาที่เป็นทางการ ตอบโต้ “นิติรัฐประหาร” ขององค์กรอิสระ ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน สร้างนิติรัฐนิติธรรมเข้มแข็ง
.
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ผลของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นำมาสู่วิกฤติความขัดแย้งการเมืองเหลืองแดงที่รุนแรงขึ้นอีก สู่การปรามปรามประชาชนด้วยอาวุธสงครามปี 2553 สู่ การรัฐประหารปี 2557 และ การลุกขึ้นต่อต้านระบอบอำนาจนิยมของขบวนการคนรุ่นใหม่หนุ่มสาวปี 2563 คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ประเมินพัฒนาการทางเศรษฐกิจ 20 ปีหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ว่า ค่าเฉลี่ยการเติบโตของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในรอบ 20 ปีผลในมิติการเติบโตของเศรษฐกิจคือไทยเราตามหลังอินโดนีเซีย เวียดนามและฟิลิปปินส์ อยู่หลายเท่า ในยี่สิบปีมานี้หากค่าเฉลี่ยการเติบโตเศรษฐกิจประเทศอื่นๆอยู่ที่ 3% ค่าเฉลี่ยการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ที่ 2.6% การรัฐประหารมีผลโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากนานาประเทศจะทำการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการค้าแล้ว การรัฐประหารที่เกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งครั้งในระยะเวลาไม่ถึงทศวรรษสะท้อนถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ ลดแรงจูงใจในการที่ต่างชาติเข้ามาลงทุน เมื่อคณะรัฐประหารจัดตั้งรัฐบาล มักมีนโยบายรวมศูนย์การบริหาร ไม่ฟังเสียงประชาชน หนึ่งในผลพวงคือ มีการศึกษาที่ระบุว่าการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ส่วนภาคเหนือ อีสาน และใต้มีความสำคัญทางเศรษฐกิจน้อยลง ความเจริญกระจุกในเมืองหลวง: สัดส่วน GDP ของกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มจาก 44.5% เป็น 47.2% ขณะที่ภาคอีสาน+เหนือ+ใต้รวมกันลดจาก 29.5% เหลือ 24.5% — ช่องว่างเมืองกับภูมิภาคถ่างกว้างขึ้น
.
รศ. ดร. อนุสรณ์ ยังกล่าวอีกว่า คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และประธานคณะก้าวหน้า ยังได้ประเมินถึง ผลของการรัฐประหาร 2 ครั้ง ปี 2549 และ ปี 2557 อีกว่า รัฐราชการขยายตัวใหญ่ขึ้น โดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเพิ่มการตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างไร ยี่สิบปีที่ผ่านมาองค์การมหาชนเพิ่มจำนวนถึงสี่เท่าตัว หน่วยงานรัฐเพิ่มจาก 161 เป็น 225 หน่วยงาน งบประมาณรายจ่ายประจำที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการเพิ่มขึ้นสามเท่า กดงบลงทุนให้ต่ำมาก นอกจากนี้ ประธานคณะก้าวหน้า ยังได้ ประเมินผลที่มีต่อระบบการศึกษา ว่า การศึกษาผลจากสจากสถิติยี่สิบปี PISA Score ของไทยตกลงมาโดยตลอด มีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นเพราะการขาดความต่อเนื่องของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเนื่องจากโดนรัฐประหาร ส่งผลให้ไม่มีความต่อเนื่องทางนโยบายการศึกษา อีกประการหนึ่ง การรัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหารมีแนวโน้มดำเนินนโยบายศึกษาเน้นการท่องจำและเชื่อฟัง ไม่ได้เน้นทักษะใหม่ของโลกอนาคต หรือการพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์ ก็อาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งทำให้สกอร์ลดลงต่อเนื่อง
.
นอกจากนี้ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และประธานคณะก้าวหน้า ยังได้ประเมินพัฒนการของกองทัพ ว่า กองทัพใช้งบประมาณไปพัฒนาอย่างผิดจุด ไม่ใช่หน้าที่ของกองทัพยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาเสนอให้กองทัพพัฒนาขีดความสามารถในการรบให้ทันตามยุคสมัย รวมถึงส่งเสริมการผลิตเทคโนโลยีและอาวุธยุทโธปกรณ์ในประเทศ เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐที่จะต้องไปซื้อเอาจากต่างประเทศ และที่สำคัญกองทัพต้องสร้างภาพลักษณ์และความจริงใจในการเป็นเสาหลักในการสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย แต่ยี่สิบปีที่ผ่านมาการกระทำกลับตรงกันข้าม นอกจากนี้ยัง ประเมินว่า ทรัพย์สินของกองทัพจำนวนมากเป็นภาระงบประมาณกับประเทศ และยังไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจในการป้องกันประเทศหรือรักษาความมั่นคง กองทัพมีสนามกอล์ฟ ปั๊มน้ำมัน สนามมวย โรงแรม ศูนย์ประชุม และอสังหาริมทรัพย์อื่นๆมากมาย ที่อาจจะเกิดประโยชน์มากกว่านี้หากโอนให้กรมธนารักษ์และจัดหาผู้บริหารที่เชี่ยวชาญภาคเอกชนเข้ามาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือมอบให้หน่วยงานอื่นพัฒนาเป็นพื้นที่เพื่อสาธารณะประโยชน์ แก่ประชาชนภาพรวม กองทัพถือครองสนามกอล์ฟ 71 แห่ง, ที่ดินราชพัสดุกว่า 5.8 ล้านไร่ (ราว 45% ของที่ราชพัสดุทั้งประเทศ), คลื่นวิทยุ 196 สถานี, สถานีโทรทัศน์ (ททบ.5) และทีวีดิจิทัล 2 มักซ์, อาคาร/โรงแรม 12 แห่ง, โรงกลั่นน้ำมัน, สโมสรฟุตบอล 6 แห่ง ฯลฯ หลายกิจการขาดทุนและไม่เกี่ยวกับความมั่นคง
.
รศ. ดร. อนุสรณ์ ขยายความต่อว่า สองทศวรรษที่ผ่านมา ไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมาอย่างต่อเนื่อง มูลนิธิก้าวหน้าได้วิเคราะห์ในมิติการเติบโตทางเศรษฐกิจว่า หากเปรียบเป็นสนามแข่งวิ่ง 20 ปี (ฐานปี 2549 = 100): เวียดนามนำโด่งที่ 300, อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ~250, สิงคโปร์และมาเลเซีย 223, ค่าเฉลี่ยโลก 183 ส่วนไทยรั้งท้ายสุดที่ 162
.
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวช่วงท้ายว่า การที่ประเทศอย่าง เกาหลีใต้ และ อินโดนีเซีย ที่เคยมีประสบการณ์ในการแทรกแซงการเมืองโดยกองทัพมาตลอดสามารถพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งมั่นคง กรณีเกาหลีใต้ หลังการรัฐประหารครั้งสุดท้ายในช่วงทศวรรษ 1980 และการลุกขึ้นสู้ของประชาชนเมืองกวางจู ประกอบกับมีการนำ “คณะผู้เผด็จการ” และ “ประธานาธิบดี” จากรัฐประหาร เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและมีการตัดสินลงโทษให้เห็นถึงความมีนิติรัฐนิติธรรมของประเทศ การมีระบบสถาบันต่างๆเข้มแข็งเป็นมาตรฐานสากล ทำให้ เกาหลีใต้ สามารถสถาปนา ระบอบประชาธิปไตยได้อย่างเข้มแข็งมั่นคง เกิดความเชื่อมั่นของนักลงทุน ประเทศพุ่งทะยานสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และ การพัฒนาทางเศรษฐกิจทำให้ “เกาหลีใต้” เป็นประเทศรายได้สูง นวัตกรรมสูง เป็นประเทศแถวหน้าของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ แม้นมีภัยคุกคามจากระบอบเผด็จการอำนาจนิยมเกาหลีเหนือ แต่ประเทศก็สามารถยืนหยัดได้อย่างมีเสถียรภาพ ประเทศไทยก็ต้องก้าวเดินไปสู่จุดนั้นได้ด้วยพลังของประชาชน.