JJNY : ณัฐพงษ์ย้อน 20 ปี 19 กันยา│นันทนาซัดกกต.ฆ่าตัดตอน│ส.อ.ท.เตือนภาคอุตฯรับมือ‘สองความเสี่ยงน้ำ’│รัสเซียโอนกิจการ

ณัฐพงษ์ ย้อน 20 ปี 19 กันยา ปลุกล้มระบอบสีน้ำเงิน ทวงคืนอนาคตด้วย 21 ล้านเสียง
https://www.matichon.co.th/politics/news_5896320
.

.
ณัฐพงษ์ ย้อน 20 ปี 19 กันยา 2 ทศวรรษที่สูญหาย ปลุกล้มระบอบสีน้ำเงิน ทวงคืนอนาคตด้วย 21 ล้านเสียง
.
เมื่อวันที่ 19 กันยายน นาย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว มีข้อความระบุว่า
.
ย้อนกลับไป 20 ปีที่แล้ว วันที่ 19 กันยายน 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นำโดย พลเอกสนธิ บุญยะรัตกลิน ทำการรัฐประหาร
.
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวว่า นอกจากจะเป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน การรัฐประหารครั้งนั้นยังฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ว่ากันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด รัฐธรรมนูญที่พยายามสร้างระบบการเมืองที่ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง รัฐบาลมีเสถียรภาพ ขณะเดียวกันก็ออกแบบองค์กรอิสระและกลไกตรวจสอบเพื่อถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง
.
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกอย่างมีข้อดี ก็ย่อมมีข้อเสีย รัฐธรรมนูญ 2540 ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ที่มีการเปิดช่องให้อำนาจบริหารเข้ามาแทรกแซงได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบแล้ว การรัฐประหาร 2549 ที่เป็นการเปิดประตูให้เกิดการใช้อำนาจพิเศษผ่านกระบวนการต่าง ๆ อาทิ นิติสงคราม ตุลาการภิวัฒน์ นับว่าเป็นอันตรายและส่งผลเสียหายยิ่งกว่า เหตุการณ์วันที่ 19 กันยายนจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนรัฐบาล แต่เป็นการตัดตอนกติกาที่สังคมไทยใช้เวลาหลายปีร่วมกันออกแบบ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติทางการเมืองที่ลากยาวมาถึงวันนี้
.
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า หลังรัฐประหาร 2549 รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกจัดทำขึ้นภายใต้บริบทของการรัฐประหาร โดยโจทย์สำคัญประการหนึ่งคือการลดทอนความเข้มแข็งของฝ่ายการเมืองและเพิ่มกลไกตรวจสอบที่อยู่นอกระบบการเลือกตั้ง ขณะที่ในเวลานั้นประชาชนจำนวนหนึ่งพูดถึงการทำประชามติด้วยคำว่า “รับ ๆ ไปก่อน ค่อยแก้ทีหลัง
.
ต่อมา รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยังคงได้รับความนิยมและมีความเข้มแข็ง ความขัดแย้งจึงไม่ได้จบลงที่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ขยายไปสู่การใช้กลไกต่าง ๆ เพื่อจัดการกับรัฐบาล และพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ การยุบพรรค การตัดสิทธิทางการเมือง การย้ายขั้วทางการเมือง ตลอดจนการชุมนุมและการสลายการชุมนุม จนในที่สุดรัฐประหาร 2549 ถูกเรียกว่าเป็นรัฐประหารที่ ‘เสียของ’ เพราะไม่สามารถหยุดความต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประชาชนลงได้” นาย ณัฐพงษ์ กล่าว
.
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวว่า เมื่อการยึดอำนาจครั้งแรกไม่สามารถทำให้การเมืองกลับไปอยู่ในจุดที่ผู้มีอำนาจต้องการ ประเทศไทยจึงเดินเข้าสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ และวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหารอีกครั้ง คราวนี้ คสช. ไม่ได้เพียงยึดอำนาจ แต่สร้างกลไกจำนวนมากเพื่อควบคุมการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน และวางโครงสร้างสำหรับการสืบทอดอำนาจของ ‘ระบอบประยุทธ์’ เอาไว้ โดยมีรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นกลไกสำคัญ ซึ่งในเวลานั้นถูกนำเสนอในฐานะ ‘รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง’ ขณะเดียวกันก็วางโครงสร้างอำนาจใหม่ที่มีผลต่อการเมืองไทยไปอีกยาวนาน
.
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญ 2560 จึงไม่ได้เป็นเพียงผลพวงจากรัฐประหาร 2557 แต่เป็นส่วนสำคัญของการวางโครงสร้างอำนาจหลังรัฐประหารเอาไว้ต่อไป อาทิ การให้อำนาจ ส.ว. 250 คน สามารถร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีได้ใน 5 ปีแรก หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องใช้เสียงของ ส.ว. เห็นชอบด้วย 1 ใน 3
.
รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ระบอบประยุทธ์ยังคงอำนาจต่อผ่านการเลือกตั้ง 2562 แต่หลังการชุมนุมทางการเมืองช่วงปี 2563-2564 สัญญาณของความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อประชาชนลุกขึ้นรวมตัวประท้วง เป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ ความไม่พอใจบนท้องถนนกลายเป็นเสียงของประชาชนที่แสดงออกในการเลือกตั้งปี 2566 ว่าพวกเขาต้องการเห็นโครงสร้างอำนาจแบบไหน อะไรบ้างที่ถึงคราวต้องปฏิรูป
.
แม้พรรคก้าวไกลขณะนั้นจะไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล แต่การสืบอำนาจของพรรคที่สนับสนุนรัฐประหารก็เป็นอันสิ้นสุดลง” นาย ณัฐพงษ์ กล่าว
.
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า แต่ใช่ว่าความพยายามฉุดรั้งประชาธิปไตยของชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยมจะหมดไป พวกเขาพบว่า วิธีการยึดกุมอำนาจไปจากประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้กองทัพเท่านั้น แต่ยังมีการออกแบบกติกาใหม่ รวมถึงยึดกุมอำนาจที่ออกแบบกติกานั้นไปด้วย เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกินรวบทั้งหมด นั่นคือที่มาของ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่อยู่ในทุกส่วนของอำนาจรัฐ โดยเฉพาะ สว.สีน้ำเงิน ที่มาจากกระบวนการที่เราเรียกว่า ‘โกง ส.ว.’ ที่ขณะนี้ก็มีแค่ส่วนหนึ่งที่ กกต. ส่งไปยังศาล โดยบุคคที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง หรือกลุ่ม ‘น้ำเงินเข้ม’ รอดทั้งหมด
.
ปัญหาทุกอย่างถูกรวบไว้ที่กติกาที่กลายเป็นล็อกสำคัญไม่ให้ประเทศไทยหลุดไปจากลูปวิกฤตทางการเมือง นั่นก็คือ รัฐธรรมนูญ 2560” นาย ณัฐพงษ์ กล่าว
.
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้นปี 2569 วันเดียวกับการเลือกตั้ง มีการลงประชามติผ่านคำถามง่าย ๆ ว่า เราต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อมาแทนฉบับ 2560 หรือไม่ ซึ่งคำตอบคือ 21 ล้านเสียง จาก 36 ล้านเสียง ‘เห็นชอบ’ สะท้อนให้เห็นว่า เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งประเทศต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อประชาชน 21 ล้านเสียงแสดงเจตนาเช่นนั้น เราอาจพูดได้ว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ได้ถึงเวลาสิ้นสุดลงแล้วทางพฤตินัย
.
หลังจาก 20 ปีที่รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกฉีก หลังรัฐประหารสองครั้ง หลังการยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองหลายครั้ง นี่คือความหวังครั้งสำคัญที่ประเทศไทยจะออกจากลูปวิกฤตทางการเมือง ออกจาก 2 ทศวรรษที่สูญหาย กลับสู่เส้นทางการออกแบบกติกาสูงสุดของประเทศที่ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ผ่านมาแล้วประมาณ 7 เดือนนับจากวันที่ประชาชนลงประชามติ 21 ล้านเสียงยังไม่ได้กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และประชาชนยังมองไม่เห็นว่ารัฐบาลจะนำผลประชามติครั้งนั้นไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร” นาย ณัฐพงษ์ กล่าว
.
นาย ณัฐพงษ์ กล่าว 20 ปีหลัง 19 กันยา ก่อนก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของความขัดแย้ง เราอาจต้องถามกันอีกครั้งว่า จะปล่อยให้ประเทศไทยวนอยู่ในลูปเดิมต่อไป 21 ล้านเสียงที่เราต้องการทวงคืนอนาคตกำลังถูกทำให้หายไปหรือเปล่า หรือถึงเวลาที่เราต้องมาร่วมกันทวงคืนสองทศวรรษที่สูญหาย ด้วยการหยุดยั้ง ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ไม่ให้ยึดกุมอำนาจรัฐไปมากกว่านี้ และร่วมสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
.
https://www.facebook.com/natthaphong.ruengpanyawut/posts/pfbid035eiJWKxpnkYyenHvrmS3NjdM7kG95wXnEzEJzcRoCcvL36HEYc2tVBFgJpmTDRS6l
.

.
นันทนา ซัด กกต.ฆ่าตัดตอนฟ้อง 26 สว. ไม่กระทบขั้วน้ำเงิน ลั่นไม่กลัว ถูกขุดปมห้องจูปิเตอร์ ยันเปิดเผย-ไร้โพยฮั้ว
https://www.matichon.co.th/politics/news_5896371
.
สว.นันทนา โอดถูกสว.น้ำเงินเอาคืนขุดค้นห้องจูปีเตอร์ ยันรวมตัวกันเปิดเผย ไร้โพยฮั้ว ซัดกกต.ฟันแค่ 26 สว.ไม่ทำให้อะไรเปลี่ยน สีน้ำเงินยังเป็นเสียงข้างมาก เหิมเกริมต่อไป พูดดังๆ”กูไม่กลัว” เสนอบันได 4 สกัดกินรวบประเทศ เปิดโปงให้ถึง ลาสบอส
.
เมื่อเวลา​ 13.00 น.​ วันที่ 19 กันยายน ที่โรงแรมแบงค็อก มิดทาวน์ สมัชชาสภาเที่ยงธรรม​ ภาคีเครือข่าวเพื่อการปฏิรูปสภานิติบัญญัติ​ และสว.สำรอง​ จัดเสวนา​ โกงสว.จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ​ โดยมี​ นายพริษฐ์​ วั​ชร​สินธุ​ ​สส.บัญชี​รายชื่อ ​พรรค​ประชาชน​ นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส ​สว.​นายภัทรพงษ์​ ศุภักอักษร​ หรือทนายอั๋น นาย​พิชาย​ รั​ตน​ดิลก​ ณ​ ภูเก็ต​ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอกสาขาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw พลตำรวจโท​คำรบ​ ปัญญาแก้ว​ สว.สำรอง​ และว่าที่ร้อยตรีมนตรี​ เฉียบแหลม​ ผู้สมัครสว.​ร่วมเสวนา
.
โดย ​น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. กล่าวว่า เราไม่ได้มาเพื่อเฉลิมฉลอง แต่เรามาเพื่อจดจำว่าการรัฐประหารทำให้ประเทศมีปัญหาขนาดไหน ประชาชนไม่มีความศรัทธากับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) หรือกกต.หค. เพราะตั้งแต่เลือกสว.ปี 67 เป็นต้นมาหลายฝ่ายส่งเสียงร้องไปที่กกต.คนที่นั่งอยู่ในสภาไม่ใช่คนที่ได้มาโดยปกติ เพราะสิ่งที่เป็นหลักฐานชัดเจนคือคะแนนที่มากันเป็นปึกๆ มาแบบล้มกระดาน พฤติกรรมการรวมกลุ่มกันเสื้อเหลือง แฟ้มดำ รถตู้มาเป็นขบวนพฤติกรรมในสภาคือโหวตไปในทางเดียวกัน ตั้งแต่วันแรกคือเลือกประธานวุฒิสภา และการลงมติหลังจากนั้นเป็นต้นมา 2 ปีเศษคือการลงมติด้วยเสียงข้างมาก 150+ + ซึ่งกกต.ควรจะมาจัดการสะสาง แต่เราก็ไม่ได้เห็นว่ากกต.จะไปสะสางแต่กลับไปส่งฟ้องสว.สอบตก 40 คดี ทั้งนี้คิดว่าถ้ากกต.จัดการสว.ที่นั่งอยู่ในสภาให้เรียบร้อย แล้วไม่มีอะไรทำ ภาษาจีนเรียกว่าเจี่ยะป้าบ่อสื่อ หรือ กินอิ่มไปอยู่ดีไม่ว่าดี ก็ไปฟ้องสว.สอบตก เพราะสิ่งที่กกต.ต้องตอนนี้แต่กกลับไม่ทำจนกระทั่งคนถามว่าตกลงแล้วกกต.สีอะไร
.
น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า การต่อสู้เรียกร้องในกรณีสว.เราต่อสู้กันทั้งในสภาและนอกสภา ตนอยู่ในสภาก็พยายามอภิปรายคัดค้านการเลือกองค์กรอิสระ ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะทำ เราควรจะชะลอไปก่อนเพราะท่านที่นั่งอยู่ในสภา 138 คนถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าได้มาโดยไม่สุจริต แม้จะยังไม่มีคำตัดสิน แต่การที่ท่านถูกกล่าวหาแล้วมาเลือกองค์กรอิสระเช่นกกต.ป.ป.ช.ศาลรัฐธรรมนูญ มาตัดสินคดีท่าน อันนี้เรียกว่าต่างตอบแทนหรือไม่ มันชัดเจนมากๆแล้ว แต่ผลที่ตนได้รับคือทุกครั้งที่ลุกขึ้นมาอภิปรายถูกปิดไมค์ ประท้วง ด่าทอ เมื่อสกัดตนไม่ได้ ก็ร้องว่าตนฝ่าฝืนจริยธรรม อย่างร้ายแรงด้วยการพูดคำว่าคนขายหมู
.
นี่คือความเหิมเกริมที่ใช้เสียงข้างมากลากไป ในการที่จะทำให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามที่เขาต้องการ ดิฉันอยากจะกระซิบดังๆว่า -ูไม่กลัว-ึง” น.ส.นันทนา กล่าว
.
น.ส.นันทนา กล่าวว่า แม้พวกเราจะส่งเสียงดังขนาดไหนกกต. ก็ไม่ได้ยินจนกระทั่งสว.สำรองได้ไปร้องกรมสอบสวนคตดีพิเศษ(ดีเอสไอ) แล้วมีการตั้งคณะที่ 26 ก็เริ่มมีการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบเป็นพันๆปากแต่ก็ยังมีสว.สีน้ำเงินไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ การตั้งคณะอนุที่ 26 ตั้งอย่างถูกต้อง เพื่อสืบสวนสอบสวน ถ้าลำพังกกต.จะไม่สามารถหาโทรศัพ หาเส้นเงินได้ การร่วมกับดีเอสไอเหมือนกับเปิดทางสว่างว่ามันกำลังจะไปถึงจุด ปรากฏว่าอนุที่ 26 ส่งเรื่องไปที่กกต.ใหญ่ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม ปี 68 บัดนี้ผ่านมาหนึ่งปีกว่า สำนวนยังนอนนิ่งอยู่ ถ้าไม่มีเสียงของฝ่ายค้านที่ลุกขึ้นมาส่งเสียง และประสานเสียงกับไอลอว์ ทำให้คดีโกงสว.จุดติด แต่ไม่รู้ว่าจะไปถึงใคร เพราะปรากฏว่าทั้งไอลอว์ และนายพริษฐ์ก็ถูกฟ้องหลายคดี
.
ส่วนดิฉันก็กำลังถูกเอาคืนโดยพวกสีน้ำเงิน ไปขุดเอาเรื่องห้องจูปีเตอร์ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันอย่างโปร่งใส มีการเชิญกกต.และสื่อมวลชนไป เราไม่ได้ปิดลับ ไม่ได้มีการทำลับๆล่อๆ ไปซ่อนอยู่ตามโรงแรมแล้วทำโพยกัน และที่สื่อรายงานว่า 300 คนเพราะเขาเห็นหมด อันนี้ก็พยายามที่จะสแกนหามดมาให้ได้ ช้างทั้งตัวอยู่ในห้องมองไม่เห็น” น.ส.นันทนา กล่าว

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่