ณัฐพงษ์ ย้อน 20 ปี 19 กันยา ปลุกล้มระบอบสีน้ำเงิน ทวงคืนอนาคตด้วย 21 ล้านเสียง
https://www.matichon.co.th/politics/news_5896320
.

.
ณัฐพงษ์ ย้อน 20 ปี 19 กันยา 2 ทศวรรษที่สูญหาย ปลุกล้มระบอบสีน้ำเงิน ทวงคืนอนาคตด้วย 21 ล้านเสียง
.
เมื่อวันที่ 19 กันยายน นาย
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว มีข้อความระบุว่า
.
ย้อนกลับไป 20 ปีที่แล้ว วันที่ 19 กันยายน 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นำโดย พลเอก
สนธิ บุญยะรัตกลิน ทำการรัฐประหาร
.
นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า นอกจากจะเป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน การรัฐประหารครั้งนั้นยังฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ว่ากันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด รัฐธรรมนูญที่พยายามสร้างระบบการเมืองที่ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง รัฐบาลมีเสถียรภาพ ขณะเดียวกันก็ออกแบบองค์กรอิสระและกลไกตรวจสอบเพื่อถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง
.
นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกอย่างมีข้อดี ก็ย่อมมีข้อเสีย รัฐธรรมนูญ 2540 ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ที่มีการเปิดช่องให้อำนาจบริหารเข้ามาแทรกแซงได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบแล้ว การรัฐประหาร 2549 ที่เป็นการเปิดประตูให้เกิดการใช้อำนาจพิเศษผ่านกระบวนการต่าง ๆ อาทิ นิติสงคราม ตุลาการภิวัฒน์ นับว่าเป็นอันตรายและส่งผลเสียหายยิ่งกว่า เหตุการณ์วันที่ 19 กันยายนจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนรัฐบาล แต่เป็นการตัดตอนกติกาที่สังคมไทยใช้เวลาหลายปีร่วมกันออกแบบ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติทางการเมืองที่ลากยาวมาถึงวันนี้
.
นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า หลังรัฐประหาร 2549 รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกจัดทำขึ้นภายใต้บริบทของการรัฐประหาร โดยโจทย์สำคัญประการหนึ่งคือการลดทอนความเข้มแข็งของฝ่ายการเมืองและเพิ่มกลไกตรวจสอบที่อยู่นอกระบบการเลือกตั้ง ขณะที่ในเวลานั้นประชาชนจำนวนหนึ่งพูดถึงการทำประชามติด้วยคำว่า “
รับ ๆ ไปก่อน ค่อยแก้ทีหลัง”
.
“
ต่อมา รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยังคงได้รับความนิยมและมีความเข้มแข็ง ความขัดแย้งจึงไม่ได้จบลงที่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ขยายไปสู่การใช้กลไกต่าง ๆ เพื่อจัดการกับรัฐบาล และพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ การยุบพรรค การตัดสิทธิทางการเมือง การย้ายขั้วทางการเมือง ตลอดจนการชุมนุมและการสลายการชุมนุม จนในที่สุดรัฐประหาร 2549 ถูกเรียกว่าเป็นรัฐประหารที่ ‘เสียของ’ เพราะไม่สามารถหยุดความต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประชาชนลงได้” นาย
ณัฐพงษ์ กล่าว
.
นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า เมื่อการยึดอำนาจครั้งแรกไม่สามารถทำให้การเมืองกลับไปอยู่ในจุดที่ผู้มีอำนาจต้องการ ประเทศไทยจึงเดินเข้าสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ และวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พลเอก
ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหารอีกครั้ง คราวนี้ คสช. ไม่ได้เพียงยึดอำนาจ แต่สร้างกลไกจำนวนมากเพื่อควบคุมการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน และวางโครงสร้างสำหรับการสืบทอดอำนาจของ ‘
ระบอบประยุทธ์’ เอาไว้ โดยมีรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นกลไกสำคัญ ซึ่งในเวลานั้นถูกนำเสนอในฐานะ ‘
รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง’ ขณะเดียวกันก็วางโครงสร้างอำนาจใหม่ที่มีผลต่อการเมืองไทยไปอีกยาวนาน
.
นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญ 2560 จึงไม่ได้เป็นเพียงผลพวงจากรัฐประหาร 2557 แต่เป็นส่วนสำคัญของการวางโครงสร้างอำนาจหลังรัฐประหารเอาไว้ต่อไป อาทิ การให้อำนาจ ส.ว. 250 คน สามารถร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีได้ใน 5 ปีแรก หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องใช้เสียงของ ส.ว. เห็นชอบด้วย 1 ใน 3
.
รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ระบอบประยุทธ์ยังคงอำนาจต่อผ่านการเลือกตั้ง 2562 แต่หลังการชุมนุมทางการเมืองช่วงปี 2563-2564 สัญญาณของความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อประชาชนลุกขึ้นรวมตัวประท้วง เป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ ความไม่พอใจบนท้องถนนกลายเป็นเสียงของประชาชนที่แสดงออกในการเลือกตั้งปี 2566 ว่าพวกเขาต้องการเห็นโครงสร้างอำนาจแบบไหน อะไรบ้างที่ถึงคราวต้องปฏิรูป
.
“
แม้พรรคก้าวไกลขณะนั้นจะไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล แต่การสืบอำนาจของพรรคที่สนับสนุนรัฐประหารก็เป็นอันสิ้นสุดลง” นาย
ณัฐพงษ์ กล่าว
.
นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า แต่ใช่ว่าความพยายามฉุดรั้งประชาธิปไตยของชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยมจะหมดไป พวกเขาพบว่า วิธีการยึดกุมอำนาจไปจากประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้กองทัพเท่านั้น แต่ยังมีการออกแบบกติกาใหม่ รวมถึงยึดกุมอำนาจที่ออกแบบกติกานั้นไปด้วย เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกินรวบทั้งหมด นั่นคือที่มาของ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่อยู่ในทุกส่วนของอำนาจรัฐ โดยเฉพาะ สว.สีน้ำเงิน ที่มาจากกระบวนการที่เราเรียกว่า ‘โกง ส.ว.’ ที่ขณะนี้ก็มีแค่ส่วนหนึ่งที่ กกต. ส่งไปยังศาล โดยบุคคที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง หรือกลุ่ม ‘น้ำเงินเข้ม’ รอดทั้งหมด
.
“
ปัญหาทุกอย่างถูกรวบไว้ที่กติกาที่กลายเป็นล็อกสำคัญไม่ให้ประเทศไทยหลุดไปจากลูปวิกฤตทางการเมือง นั่นก็คือ รัฐธรรมนูญ 2560” นาย
ณัฐพงษ์ กล่าว
.
นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้นปี 2569 วันเดียวกับการเลือกตั้ง มีการลงประชามติผ่านคำถามง่าย ๆ ว่า เราต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อมาแทนฉบับ 2560 หรือไม่ ซึ่งคำตอบคือ 21 ล้านเสียง จาก 36 ล้านเสียง ‘เห็นชอบ’ สะท้อนให้เห็นว่า เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งประเทศต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อประชาชน 21 ล้านเสียงแสดงเจตนาเช่นนั้น เราอาจพูดได้ว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ได้ถึงเวลาสิ้นสุดลงแล้วทางพฤตินัย
.
“
หลังจาก 20 ปีที่รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกฉีก หลังรัฐประหารสองครั้ง หลังการยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองหลายครั้ง นี่คือความหวังครั้งสำคัญที่ประเทศไทยจะออกจากลูปวิกฤตทางการเมือง ออกจาก 2 ทศวรรษที่สูญหาย กลับสู่เส้นทางการออกแบบกติกาสูงสุดของประเทศที่ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ผ่านมาแล้วประมาณ 7 เดือนนับจากวันที่ประชาชนลงประชามติ 21 ล้านเสียงยังไม่ได้กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และประชาชนยังมองไม่เห็นว่ารัฐบาลจะนำผลประชามติครั้งนั้นไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร” นาย
ณัฐพงษ์ กล่าว
.
นาย
ณัฐพงษ์ กล่าว 20 ปีหลัง 19 กันยา ก่อนก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของความขัดแย้ง เราอาจต้องถามกันอีกครั้งว่า จะปล่อยให้ประเทศไทยวนอยู่ในลูปเดิมต่อไป 21 ล้านเสียงที่เราต้องการทวงคืนอนาคตกำลังถูกทำให้หายไปหรือเปล่า หรือถึงเวลาที่เราต้องมาร่วมกันทวงคืนสองทศวรรษที่สูญหาย ด้วยการหยุดยั้ง ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ไม่ให้ยึดกุมอำนาจรัฐไปมากกว่านี้ และร่วมสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
.
https://www.facebook.com/natthaphong.ruengpanyawut/posts/pfbid035eiJWKxpnkYyenHvrmS3NjdM7kG95wXnEzEJzcRoCcvL36HEYc2tVBFgJpmTDRS6l
.
.
นันทนา ซัด กกต.ฆ่าตัดตอนฟ้อง 26 สว. ไม่กระทบขั้วน้ำเงิน ลั่นไม่กลัว ถูกขุดปมห้องจูปิเตอร์ ยันเปิดเผย-ไร้โพยฮั้ว
https://www.matichon.co.th/politics/news_5896371
.
สว.นันทนา โอดถูกสว.น้ำเงินเอาคืนขุดค้นห้องจูปีเตอร์ ยันรวมตัวกันเปิดเผย ไร้โพยฮั้ว ซัดกกต.ฟันแค่ 26 สว.ไม่ทำให้อะไรเปลี่ยน สีน้ำเงินยังเป็นเสียงข้างมาก เหิมเกริมต่อไป พูดดังๆ”กูไม่กลัว” เสนอบันได 4 สกัดกินรวบประเทศ เปิดโปงให้ถึง ลาสบอส
.
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 19 กันยายน ที่โรงแรมแบงค็อก มิดทาวน์ สมัชชาสภาเที่ยงธรรม ภาคีเครือข่าวเพื่อการปฏิรูปสภานิติบัญญัติ และสว.สำรอง จัดเสวนา โกงสว.จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ โดยมี นาย
พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นาย
สาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.
นันทนา นันทวโรภาส สว.นาย
ภัทรพงษ์ ศุภักอักษร หรือทนายอั๋น นาย
พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอกสาขาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นาย
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw พลตำรวจโท
คำรบ ปัญญาแก้ว สว.สำรอง และว่าที่ร้อยตรี
มนตรี เฉียบแหลม ผู้สมัครสว.ร่วมเสวนา
.
โดย น.ส.
นันทนา นันทวโรภาส สว. กล่าวว่า เราไม่ได้มาเพื่อเฉลิมฉลอง แต่เรามาเพื่อจดจำว่าการรัฐประหารทำให้ประเทศมีปัญหาขนาดไหน ประชาชนไม่มีความศรัทธากับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) หรือกกต.หค. เพราะตั้งแต่เลือกสว.ปี 67 เป็นต้นมาหลายฝ่ายส่งเสียงร้องไปที่กกต.คนที่นั่งอยู่ในสภาไม่ใช่คนที่ได้มาโดยปกติ เพราะสิ่งที่เป็นหลักฐานชัดเจนคือคะแนนที่มากันเป็นปึกๆ มาแบบล้มกระดาน พฤติกรรมการรวมกลุ่มกันเสื้อเหลือง แฟ้มดำ รถตู้มาเป็นขบวนพฤติกรรมในสภาคือโหวตไปในทางเดียวกัน ตั้งแต่วันแรกคือเลือกประธานวุฒิสภา และการลงมติหลังจากนั้นเป็นต้นมา 2 ปีเศษคือการลงมติด้วยเสียงข้างมาก 150+ + ซึ่งกกต.ควรจะมาจัดการสะสาง แต่เราก็ไม่ได้เห็นว่ากกต.จะไปสะสางแต่กลับไปส่งฟ้องสว.สอบตก 40 คดี ทั้งนี้คิดว่าถ้ากกต.จัดการสว.ที่นั่งอยู่ในสภาให้เรียบร้อย แล้วไม่มีอะไรทำ ภาษาจีนเรียกว่าเจี่ยะป้าบ่อสื่อ หรือ กินอิ่มไปอยู่ดีไม่ว่าดี ก็ไปฟ้องสว.สอบตก เพราะสิ่งที่กกต.ต้องตอนนี้แต่กกลับไม่ทำจนกระทั่งคนถามว่าตกลงแล้วกกต.สีอะไร
.
น.ส.
นันทนา กล่าวต่อว่า การต่อสู้เรียกร้องในกรณีสว.เราต่อสู้กันทั้งในสภาและนอกสภา ตนอยู่ในสภาก็พยายามอภิปรายคัดค้านการเลือกองค์กรอิสระ ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะทำ เราควรจะชะลอไปก่อนเพราะท่านที่นั่งอยู่ในสภา 138 คนถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าได้มาโดยไม่สุจริต แม้จะยังไม่มีคำตัดสิน แต่การที่ท่านถูกกล่าวหาแล้วมาเลือกองค์กรอิสระเช่นกกต.ป.ป.ช.ศาลรัฐธรรมนูญ มาตัดสินคดีท่าน อันนี้เรียกว่าต่างตอบแทนหรือไม่ มันชัดเจนมากๆแล้ว แต่ผลที่ตนได้รับคือทุกครั้งที่ลุกขึ้นมาอภิปรายถูกปิดไมค์ ประท้วง ด่าทอ เมื่อสกัดตนไม่ได้ ก็ร้องว่าตนฝ่าฝืนจริยธรรม อย่างร้ายแรงด้วยการพูดคำว่าคนขายหมู
.
“
นี่คือความเหิมเกริมที่ใช้เสียงข้างมากลากไป ในการที่จะทำให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามที่เขาต้องการ ดิฉันอยากจะกระซิบดังๆว่า -ูไม่กลัว-ึง” น.ส.
นันทนา กล่าว
.
น.ส.
นันทนา กล่าวว่า แม้พวกเราจะส่งเสียงดังขนาดไหนกกต. ก็ไม่ได้ยินจนกระทั่งสว.สำรองได้ไปร้องกรมสอบสวนคตดีพิเศษ(ดีเอสไอ) แล้วมีการตั้งคณะที่ 26 ก็เริ่มมีการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบเป็นพันๆปากแต่ก็ยังมีสว.สีน้ำเงินไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ การตั้งคณะอนุที่ 26 ตั้งอย่างถูกต้อง เพื่อสืบสวนสอบสวน ถ้าลำพังกกต.จะไม่สามารถหาโทรศัพ หาเส้นเงินได้ การร่วมกับดีเอสไอเหมือนกับเปิดทางสว่างว่ามันกำลังจะไปถึงจุด ปรากฏว่าอนุที่ 26 ส่งเรื่องไปที่กกต.ใหญ่ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม ปี 68 บัดนี้ผ่านมาหนึ่งปีกว่า สำนวนยังนอนนิ่งอยู่ ถ้าไม่มีเสียงของฝ่ายค้านที่ลุกขึ้นมาส่งเสียง และประสานเสียงกับไอลอว์ ทำให้คดีโกงสว.จุดติด แต่ไม่รู้ว่าจะไปถึงใคร เพราะปรากฏว่าทั้งไอลอว์ และนายพริษฐ์ก็ถูกฟ้องหลายคดี
.
“
ส่วนดิฉันก็กำลังถูกเอาคืนโดยพวกสีน้ำเงิน ไปขุดเอาเรื่องห้องจูปีเตอร์ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันอย่างโปร่งใส มีการเชิญกกต.และสื่อมวลชนไป เราไม่ได้ปิดลับ ไม่ได้มีการทำลับๆล่อๆ ไปซ่อนอยู่ตามโรงแรมแล้วทำโพยกัน และที่สื่อรายงานว่า 300 คนเพราะเขาเห็นหมด อันนี้ก็พยายามที่จะสแกนหามดมาให้ได้ ช้างทั้งตัวอยู่ในห้องมองไม่เห็น” น.ส.
นันทนา กล่าว
JJNY : ณัฐพงษ์ย้อน 20 ปี 19 กันยา│นันทนาซัดกกต.ฆ่าตัดตอน│ส.อ.ท.เตือนภาคอุตฯรับมือ‘สองความเสี่ยงน้ำ’│รัสเซียโอนกิจการ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5896320
.
.
ณัฐพงษ์ ย้อน 20 ปี 19 กันยา 2 ทศวรรษที่สูญหาย ปลุกล้มระบอบสีน้ำเงิน ทวงคืนอนาคตด้วย 21 ล้านเสียง
.
เมื่อวันที่ 19 กันยายน นาย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว มีข้อความระบุว่า
.
ย้อนกลับไป 20 ปีที่แล้ว วันที่ 19 กันยายน 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นำโดย พลเอกสนธิ บุญยะรัตกลิน ทำการรัฐประหาร
.
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวว่า นอกจากจะเป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน การรัฐประหารครั้งนั้นยังฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ว่ากันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด รัฐธรรมนูญที่พยายามสร้างระบบการเมืองที่ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง รัฐบาลมีเสถียรภาพ ขณะเดียวกันก็ออกแบบองค์กรอิสระและกลไกตรวจสอบเพื่อถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง
.
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกอย่างมีข้อดี ก็ย่อมมีข้อเสีย รัฐธรรมนูญ 2540 ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ที่มีการเปิดช่องให้อำนาจบริหารเข้ามาแทรกแซงได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบแล้ว การรัฐประหาร 2549 ที่เป็นการเปิดประตูให้เกิดการใช้อำนาจพิเศษผ่านกระบวนการต่าง ๆ อาทิ นิติสงคราม ตุลาการภิวัฒน์ นับว่าเป็นอันตรายและส่งผลเสียหายยิ่งกว่า เหตุการณ์วันที่ 19 กันยายนจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนรัฐบาล แต่เป็นการตัดตอนกติกาที่สังคมไทยใช้เวลาหลายปีร่วมกันออกแบบ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติทางการเมืองที่ลากยาวมาถึงวันนี้
.
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า หลังรัฐประหาร 2549 รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกจัดทำขึ้นภายใต้บริบทของการรัฐประหาร โดยโจทย์สำคัญประการหนึ่งคือการลดทอนความเข้มแข็งของฝ่ายการเมืองและเพิ่มกลไกตรวจสอบที่อยู่นอกระบบการเลือกตั้ง ขณะที่ในเวลานั้นประชาชนจำนวนหนึ่งพูดถึงการทำประชามติด้วยคำว่า “รับ ๆ ไปก่อน ค่อยแก้ทีหลัง”
.
“ต่อมา รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยังคงได้รับความนิยมและมีความเข้มแข็ง ความขัดแย้งจึงไม่ได้จบลงที่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ขยายไปสู่การใช้กลไกต่าง ๆ เพื่อจัดการกับรัฐบาล และพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ การยุบพรรค การตัดสิทธิทางการเมือง การย้ายขั้วทางการเมือง ตลอดจนการชุมนุมและการสลายการชุมนุม จนในที่สุดรัฐประหาร 2549 ถูกเรียกว่าเป็นรัฐประหารที่ ‘เสียของ’ เพราะไม่สามารถหยุดความต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประชาชนลงได้” นาย ณัฐพงษ์ กล่าว
.
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวว่า เมื่อการยึดอำนาจครั้งแรกไม่สามารถทำให้การเมืองกลับไปอยู่ในจุดที่ผู้มีอำนาจต้องการ ประเทศไทยจึงเดินเข้าสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ และวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหารอีกครั้ง คราวนี้ คสช. ไม่ได้เพียงยึดอำนาจ แต่สร้างกลไกจำนวนมากเพื่อควบคุมการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน และวางโครงสร้างสำหรับการสืบทอดอำนาจของ ‘ระบอบประยุทธ์’ เอาไว้ โดยมีรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นกลไกสำคัญ ซึ่งในเวลานั้นถูกนำเสนอในฐานะ ‘รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง’ ขณะเดียวกันก็วางโครงสร้างอำนาจใหม่ที่มีผลต่อการเมืองไทยไปอีกยาวนาน
.
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญ 2560 จึงไม่ได้เป็นเพียงผลพวงจากรัฐประหาร 2557 แต่เป็นส่วนสำคัญของการวางโครงสร้างอำนาจหลังรัฐประหารเอาไว้ต่อไป อาทิ การให้อำนาจ ส.ว. 250 คน สามารถร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีได้ใน 5 ปีแรก หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องใช้เสียงของ ส.ว. เห็นชอบด้วย 1 ใน 3
.
รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ระบอบประยุทธ์ยังคงอำนาจต่อผ่านการเลือกตั้ง 2562 แต่หลังการชุมนุมทางการเมืองช่วงปี 2563-2564 สัญญาณของความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อประชาชนลุกขึ้นรวมตัวประท้วง เป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ ความไม่พอใจบนท้องถนนกลายเป็นเสียงของประชาชนที่แสดงออกในการเลือกตั้งปี 2566 ว่าพวกเขาต้องการเห็นโครงสร้างอำนาจแบบไหน อะไรบ้างที่ถึงคราวต้องปฏิรูป
.
“แม้พรรคก้าวไกลขณะนั้นจะไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล แต่การสืบอำนาจของพรรคที่สนับสนุนรัฐประหารก็เป็นอันสิ้นสุดลง” นาย ณัฐพงษ์ กล่าว
.
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า แต่ใช่ว่าความพยายามฉุดรั้งประชาธิปไตยของชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยมจะหมดไป พวกเขาพบว่า วิธีการยึดกุมอำนาจไปจากประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้กองทัพเท่านั้น แต่ยังมีการออกแบบกติกาใหม่ รวมถึงยึดกุมอำนาจที่ออกแบบกติกานั้นไปด้วย เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกินรวบทั้งหมด นั่นคือที่มาของ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่อยู่ในทุกส่วนของอำนาจรัฐ โดยเฉพาะ สว.สีน้ำเงิน ที่มาจากกระบวนการที่เราเรียกว่า ‘โกง ส.ว.’ ที่ขณะนี้ก็มีแค่ส่วนหนึ่งที่ กกต. ส่งไปยังศาล โดยบุคคที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง หรือกลุ่ม ‘น้ำเงินเข้ม’ รอดทั้งหมด
.
“ปัญหาทุกอย่างถูกรวบไว้ที่กติกาที่กลายเป็นล็อกสำคัญไม่ให้ประเทศไทยหลุดไปจากลูปวิกฤตทางการเมือง นั่นก็คือ รัฐธรรมนูญ 2560” นาย ณัฐพงษ์ กล่าว
.
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้นปี 2569 วันเดียวกับการเลือกตั้ง มีการลงประชามติผ่านคำถามง่าย ๆ ว่า เราต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อมาแทนฉบับ 2560 หรือไม่ ซึ่งคำตอบคือ 21 ล้านเสียง จาก 36 ล้านเสียง ‘เห็นชอบ’ สะท้อนให้เห็นว่า เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งประเทศต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อประชาชน 21 ล้านเสียงแสดงเจตนาเช่นนั้น เราอาจพูดได้ว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ได้ถึงเวลาสิ้นสุดลงแล้วทางพฤตินัย
.
“หลังจาก 20 ปีที่รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกฉีก หลังรัฐประหารสองครั้ง หลังการยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองหลายครั้ง นี่คือความหวังครั้งสำคัญที่ประเทศไทยจะออกจากลูปวิกฤตทางการเมือง ออกจาก 2 ทศวรรษที่สูญหาย กลับสู่เส้นทางการออกแบบกติกาสูงสุดของประเทศที่ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ผ่านมาแล้วประมาณ 7 เดือนนับจากวันที่ประชาชนลงประชามติ 21 ล้านเสียงยังไม่ได้กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และประชาชนยังมองไม่เห็นว่ารัฐบาลจะนำผลประชามติครั้งนั้นไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร” นาย ณัฐพงษ์ กล่าว
.
นาย ณัฐพงษ์ กล่าว 20 ปีหลัง 19 กันยา ก่อนก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของความขัดแย้ง เราอาจต้องถามกันอีกครั้งว่า จะปล่อยให้ประเทศไทยวนอยู่ในลูปเดิมต่อไป 21 ล้านเสียงที่เราต้องการทวงคืนอนาคตกำลังถูกทำให้หายไปหรือเปล่า หรือถึงเวลาที่เราต้องมาร่วมกันทวงคืนสองทศวรรษที่สูญหาย ด้วยการหยุดยั้ง ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ไม่ให้ยึดกุมอำนาจรัฐไปมากกว่านี้ และร่วมสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
.
https://www.facebook.com/natthaphong.ruengpanyawut/posts/pfbid035eiJWKxpnkYyenHvrmS3NjdM7kG95wXnEzEJzcRoCcvL36HEYc2tVBFgJpmTDRS6l
.
.
นันทนา ซัด กกต.ฆ่าตัดตอนฟ้อง 26 สว. ไม่กระทบขั้วน้ำเงิน ลั่นไม่กลัว ถูกขุดปมห้องจูปิเตอร์ ยันเปิดเผย-ไร้โพยฮั้ว
https://www.matichon.co.th/politics/news_5896371
.
สว.นันทนา โอดถูกสว.น้ำเงินเอาคืนขุดค้นห้องจูปีเตอร์ ยันรวมตัวกันเปิดเผย ไร้โพยฮั้ว ซัดกกต.ฟันแค่ 26 สว.ไม่ทำให้อะไรเปลี่ยน สีน้ำเงินยังเป็นเสียงข้างมาก เหิมเกริมต่อไป พูดดังๆ”กูไม่กลัว” เสนอบันได 4 สกัดกินรวบประเทศ เปิดโปงให้ถึง ลาสบอส
.
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 19 กันยายน ที่โรงแรมแบงค็อก มิดทาวน์ สมัชชาสภาเที่ยงธรรม ภาคีเครือข่าวเพื่อการปฏิรูปสภานิติบัญญัติ และสว.สำรอง จัดเสวนา โกงสว.จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ โดยมี นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.นายภัทรพงษ์ ศุภักอักษร หรือทนายอั๋น นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอกสาขาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw พลตำรวจโทคำรบ ปัญญาแก้ว สว.สำรอง และว่าที่ร้อยตรีมนตรี เฉียบแหลม ผู้สมัครสว.ร่วมเสวนา
.
โดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. กล่าวว่า เราไม่ได้มาเพื่อเฉลิมฉลอง แต่เรามาเพื่อจดจำว่าการรัฐประหารทำให้ประเทศมีปัญหาขนาดไหน ประชาชนไม่มีความศรัทธากับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) หรือกกต.หค. เพราะตั้งแต่เลือกสว.ปี 67 เป็นต้นมาหลายฝ่ายส่งเสียงร้องไปที่กกต.คนที่นั่งอยู่ในสภาไม่ใช่คนที่ได้มาโดยปกติ เพราะสิ่งที่เป็นหลักฐานชัดเจนคือคะแนนที่มากันเป็นปึกๆ มาแบบล้มกระดาน พฤติกรรมการรวมกลุ่มกันเสื้อเหลือง แฟ้มดำ รถตู้มาเป็นขบวนพฤติกรรมในสภาคือโหวตไปในทางเดียวกัน ตั้งแต่วันแรกคือเลือกประธานวุฒิสภา และการลงมติหลังจากนั้นเป็นต้นมา 2 ปีเศษคือการลงมติด้วยเสียงข้างมาก 150+ + ซึ่งกกต.ควรจะมาจัดการสะสาง แต่เราก็ไม่ได้เห็นว่ากกต.จะไปสะสางแต่กลับไปส่งฟ้องสว.สอบตก 40 คดี ทั้งนี้คิดว่าถ้ากกต.จัดการสว.ที่นั่งอยู่ในสภาให้เรียบร้อย แล้วไม่มีอะไรทำ ภาษาจีนเรียกว่าเจี่ยะป้าบ่อสื่อ หรือ กินอิ่มไปอยู่ดีไม่ว่าดี ก็ไปฟ้องสว.สอบตก เพราะสิ่งที่กกต.ต้องตอนนี้แต่กกลับไม่ทำจนกระทั่งคนถามว่าตกลงแล้วกกต.สีอะไร
.
น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า การต่อสู้เรียกร้องในกรณีสว.เราต่อสู้กันทั้งในสภาและนอกสภา ตนอยู่ในสภาก็พยายามอภิปรายคัดค้านการเลือกองค์กรอิสระ ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะทำ เราควรจะชะลอไปก่อนเพราะท่านที่นั่งอยู่ในสภา 138 คนถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าได้มาโดยไม่สุจริต แม้จะยังไม่มีคำตัดสิน แต่การที่ท่านถูกกล่าวหาแล้วมาเลือกองค์กรอิสระเช่นกกต.ป.ป.ช.ศาลรัฐธรรมนูญ มาตัดสินคดีท่าน อันนี้เรียกว่าต่างตอบแทนหรือไม่ มันชัดเจนมากๆแล้ว แต่ผลที่ตนได้รับคือทุกครั้งที่ลุกขึ้นมาอภิปรายถูกปิดไมค์ ประท้วง ด่าทอ เมื่อสกัดตนไม่ได้ ก็ร้องว่าตนฝ่าฝืนจริยธรรม อย่างร้ายแรงด้วยการพูดคำว่าคนขายหมู
.
“นี่คือความเหิมเกริมที่ใช้เสียงข้างมากลากไป ในการที่จะทำให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามที่เขาต้องการ ดิฉันอยากจะกระซิบดังๆว่า -ูไม่กลัว-ึง” น.ส.นันทนา กล่าว
.
น.ส.นันทนา กล่าวว่า แม้พวกเราจะส่งเสียงดังขนาดไหนกกต. ก็ไม่ได้ยินจนกระทั่งสว.สำรองได้ไปร้องกรมสอบสวนคตดีพิเศษ(ดีเอสไอ) แล้วมีการตั้งคณะที่ 26 ก็เริ่มมีการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบเป็นพันๆปากแต่ก็ยังมีสว.สีน้ำเงินไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ การตั้งคณะอนุที่ 26 ตั้งอย่างถูกต้อง เพื่อสืบสวนสอบสวน ถ้าลำพังกกต.จะไม่สามารถหาโทรศัพ หาเส้นเงินได้ การร่วมกับดีเอสไอเหมือนกับเปิดทางสว่างว่ามันกำลังจะไปถึงจุด ปรากฏว่าอนุที่ 26 ส่งเรื่องไปที่กกต.ใหญ่ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม ปี 68 บัดนี้ผ่านมาหนึ่งปีกว่า สำนวนยังนอนนิ่งอยู่ ถ้าไม่มีเสียงของฝ่ายค้านที่ลุกขึ้นมาส่งเสียง และประสานเสียงกับไอลอว์ ทำให้คดีโกงสว.จุดติด แต่ไม่รู้ว่าจะไปถึงใคร เพราะปรากฏว่าทั้งไอลอว์ และนายพริษฐ์ก็ถูกฟ้องหลายคดี
.
“ส่วนดิฉันก็กำลังถูกเอาคืนโดยพวกสีน้ำเงิน ไปขุดเอาเรื่องห้องจูปีเตอร์ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันอย่างโปร่งใส มีการเชิญกกต.และสื่อมวลชนไป เราไม่ได้ปิดลับ ไม่ได้มีการทำลับๆล่อๆ ไปซ่อนอยู่ตามโรงแรมแล้วทำโพยกัน และที่สื่อรายงานว่า 300 คนเพราะเขาเห็นหมด อันนี้ก็พยายามที่จะสแกนหามดมาให้ได้ ช้างทั้งตัวอยู่ในห้องมองไม่เห็น” น.ส.นันทนา กล่าว