เช็กตา = เช็กโรค! 7 ความผิดปกติที่ตาอาจเตือนก่อนมีอาการ!

เวลาเราพูดว่า “ตรวจตา” หลายคนนึกถึงเรื่องค่าสายตาก่อนครับ
สั้นไหม
ยาวไหม
เอียงเท่าไร
ต้องเปลี่ยนแว่นหรือยัง

แต่จริง ๆ แล้ว ตาไม่ได้บอกแค่เรื่องการมองเห็น
บางครั้งหมอส่องเข้าไปแล้วเห็นเส้นเลือดเปลี่ยน
บางครั้งดึงเปลือกตาลงแล้วเห็นว่าซีดผิดปกติ
บางครั้งตาโปนขึ้น มองซ้อน หรือแดงแบบที่ไม่เหมือนตาแดงทั่วไป
สิ่งที่เห็นตรงตา อาจพาเราไปเจอปัญหาที่อยู่ไกลกว่าตาครับ

วันนี้ลองเช็กจาก “สิ่งที่ตาแสดงให้เห็น” แล้วค่อยดูว่ามันอาจโยงไปโรคอะไรบ้าง
1. เส้นเลือดฝอยในจอประสาทตาเริ่มมีจุดเลือดออกหรือบวม → อาจพาไปเช็กเบาหวาน
สิ่งนี้คนทั่วไปมองเองไม่เห็นครับ ต้องอาศัยการตรวจจอประสาทตา
ถ้าน้ำตาลสูงเรื้อรัง เส้นเลือดเล็ก ๆ ที่จอประสาทตาอาจเริ่มเสียหาย เกิดจุดเลือดออก บวม หรือมีเส้นเลือดผิดปกติขึ้นมาได้
ปัญหาคือช่วงแรก สายตายังชัดได้
นี่แหละครับที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่า “ตายังดีอยู่”
แต่ข้างในอาจเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว
ดังนั้นคนที่เป็นเบาหวานไม่ควรรอให้ตามัวก่อนค่อยตรวจ เพราะเวลาตาเริ่มมองไม่ชัด บางครั้งโรคเดินมาไกลกว่าตอนที่ยังไม่มีอาการแล้ว

2. เส้นเลือดในตาแคบลง หรือมีจุดเลือดออก → อาจพาไปเช็กความดัน
ความดันสูงหลายคนไม่มีอาการครับ
ไม่ปวดหัว
ไม่หน้ามืด
ไม่ใจสั่น
แต่แรงดันที่สูงต่อเนื่องสามารถทำให้เส้นเลือดเล็ก ๆ ในตาเปลี่ยนได้
เวลาแพทย์ตรวจจอประสาทตา อาจเห็นเส้นเลือดแคบลง ผนังเส้นเลือดเปลี่ยน หรือมีจุดเลือดออกบางแบบ
ตรงนี้เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมตาถึงเหมือน “หน้าต่างของหลอดเลือด”
เพราะเส้นเลือดที่ตาเป็นหนึ่งในไม่กี่จุดที่เรามองเห็นได้ตรง ๆ
ถ้าเจอความผิดปกติแบบนี้ อย่าดูแค่ตาครับ
ควรกลับไปดูความดันทั้งระบบด้วย

3. เยื่อบุตาด้านในซีดกว่าปกติ → อาจพาไปเช็กภาวะโลหิตจาง
ข้อนี้หลายคนน่าจะเคยเห็นครับ
ดึงเปลือกตาล่างลง แล้วเห็นด้านในซีดมาก
อันนี้อาจเป็นหนึ่งในเบาะแสของภาวะโลหิตจางได้
โดยเฉพาะถ้ามีอาการร่วมอย่าง
เหนื่อยง่าย
ใจสั่น
เวียนหัว
หน้ามืด
เดินขึ้นบันไดแล้วหมดแรงกว่าปกติ
แต่ผมอยากให้ระวังเรื่องหนึ่งครับ
ดูตาซีดอย่างเดียว ยังวินิจฉัยไม่ได้ว่าเลือดจาง
เพราะสีเยื่อบุตาขึ้นกับแสง สีผิว และหลายปัจจัย
ถ้าสงสัยจริง คำตอบอยู่ที่การตรวจเลือดดูฮีโมโกลบินครับ

4. ตาโปน หนังตาถอย หรือมองซ้อน → อาจพาไปเช็กไทรอยด์
บางคนเริ่มจากรู้สึกว่า
“ทำไมตาดูโตขึ้น”
“เหมือนตาโปน”
“มองสองภาพ”
“ตาแห้ง แสบตาอยู่เรื่อย ๆ”
สิ่งเหล่านี้อาจสัมพันธ์กับโรคไทรอยด์บางชนิด โดยเฉพาะ Graves’ disease ครับ
โรคนี้สามารถทำให้เกิดการอักเสบบริเวณเบ้าตาและกล้ามเนื้อตา จนเกิดตาโปน หนังตาถอย หรือมองซ้อนได้
ถ้ามีใจสั่น น้ำหนักลด มือสั่น เหงื่อออกง่าย หรือขี้ร้อนร่วมด้วย ยิ่งควรคิดถึงไทรอยด์
บางคนจึงเริ่มต้นจาก “ไปหาหมอตา”
แล้วสุดท้ายได้ไปตรวจฮอร์โมนไทรอยด์ต่อครับ

5. ตาแดงแบบปวดลึก สู้แสงไม่ได้ หรือมัวลง → อาจพาไปเช็กโรคอักเสบหรือภูมิคุ้มกัน
ตาแดงธรรมดามีเยอะครับ
ภูมิแพ้ก็แดง
ติดเชื้อก็แดง
ขยี้ตาก็แดง
แต่ถ้าตาแดงแล้วมี ปวดลึก สู้แสงไม่ได้ มองมัว หรือเป็นซ้ำ ๆ
ตรงนี้ต้องระวังภาวะอักเสบในลูกตา เช่น uveitis
ภาวะนี้บางครั้งสัมพันธ์กับโรคอักเสบหรือโรคภูมิคุ้มกันในส่วนอื่นของร่างกาย เช่น โรคข้ออักเสบบางชนิด หรือโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
นี่คือเหตุผลว่าทำไม “ตาแดง” บางแบบถึงไม่ได้จบที่ยาหยอดตาธรรมดา
และอย่าซื้อยาสเตียรอยด์หยอดตาใช้เองครับ
ถ้าใช้ผิดโรค ปัญหาอาจหนักกว่าเดิม

6. เห็นคราบไขมันรอบกระจกตา หรือความผิดปกติของหลอดเลือดในตา → อาจพาไปเช็กไขมันและหลอดเลือด
บางคนส่องกระจกแล้วเห็นวงสีขาวหรือเทารอบกระจกตา
ในผู้สูงอายุ สิ่งนี้อาจเกิดได้ตามวัยและไม่ได้หมายความว่าต้องมีไขมันสูงทุกคน
แต่ถ้าเกิดในคนอายุน้อยกว่าที่ควร หรือมีประวัติครอบครัวไขมันสูงมากและโรคหัวใจเร็ว ก็ควรประเมินไขมันในเลือดครับ
อีกอย่างคือความผิดปกติของเส้นเลือดจอประสาทตาบางแบบ สามารถสะท้อนภาพของระบบหลอดเลือดได้
แต่ต้องย้ำว่า
ตาไม่ได้บอกว่าหลอดเลือดหัวใจตันกี่เปอร์เซ็นต์
มันเป็นเพียงเบาะแสหนึ่งให้เรากลับไปดู LDL, ApoB, น้ำตาล ความดัน การสูบบุหรี่ และความเสี่ยงโดยรวมครับ

7. มองไม่เห็นบางส่วน ภาพซ้อนทันที หรือหนังตาตกใหม่ → อาจพาไปเช็กสมองและระบบประสาท
ข้อนี้สำคัญมากครับ
เพราะบางครั้งเรารู้สึกว่า “ตาน่าจะมีปัญหา”
แต่ต้นทางจริง ๆ อยู่ที่สมองหรือเส้นประสาท
ถ้าอยู่ดี ๆ แล้ว
มองเห็นภาพซ้อน
มองไม่เห็นครึ่งหนึ่งของภาพ
ตามัวข้างเดียวแบบเฉียบพลัน
หนังตาตกใหม่
รูม่านตาสองข้างไม่เท่ากันร่วมกับอาการอื่น
โดยเฉพาะถ้ามีหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด เดินเซ หรือปวดศีรษะรุนแรงร่วมด้วย
อันนี้อย่ารอครับ
เพราะอาจเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองหรือความผิดปกติของระบบประสาทที่ต้องประเมินเร็ว
ตรงนี้ตาไม่ได้แค่ “เตือน”
บางครั้งมันกำลังช่วยบอกว่า เรื่องใหญ่กว่าอยู่ข้างหลัง
แล้วเราต้องมานั่งส่องตาตัวเองทุกวันไหม?
ไม่ต้องครับ

ผมไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นว่า ทุกเช้าต้องดึงตา ส่องรูม่านตา แล้วนั่งกังวลกับตัวเอง
สิ่งที่อยากให้รู้คือ
อะไรคือ “ความเปลี่ยนแปลงใหม่”
ตาโปนขึ้นไหม
มองซ้อนใหม่ไหม
ตาแดงแบบปวดลึกหรือเปล่า
เห็นภาพหายบางส่วนไหม
มีความผิดปกติที่เกิดขึ้นเฉียบพลันไหม
ส่วนโรคอย่างเบาหวานและความดัน สิ่งสำคัญกว่าการมองตาตัวเอง คือ การตรวจจอประสาทตาตามความเสี่ยงครับ

ถ้ามีอาการแบบนี้ อย่ารอนัดตรวจประจำปีเพี้ยนปักหมุด
• ตามัวหรือมองไม่เห็นเฉียบพลัน
• มองเห็นครึ่งภาพหายไป
• ภาพซ้อนที่เพิ่งเกิดใหม่
• ตาแดงร่วมกับปวดมากและสู้แสงไม่ได้
• เห็นแสงแฟลชหรือจุดดำจำนวนมากขึ้นทันที
• หนังตาตก รูม่านตาผิดปกติ ร่วมกับอาการทางระบบประสาท

พวกนี้ควรประเมินเร็วครับ
ตาไม่ได้มีไว้บอกแค่ว่า
“ควรเปลี่ยนแว่นหรือยัง”
บางครั้งมันบอกให้เราไปเช็ก
น้ำตาล
ความดัน
เลือดจาง
ไทรอยด์
การอักเสบ
ไขมันและหลอดเลือด
รวมถึงสมองและระบบประสาท

สิ่งที่ผมอยากให้จำคือ
ตาอาจเป็นจุดแรกที่ร่างกายฝากเบาะแสไว้
ถ้ามีอะไรใหม่เกิดขึ้น อย่ารีบคิดว่าเป็นแค่เรื่องตาอย่างเดียวครับ
เพราะบางครั้ง การไปตรวจตาหนึ่งครั้ง อาจพาเราไปเจอโรคที่ยังไม่ทันมีอาการจากส่วนอื่นของร่างกายเลยก็ได้

Cr. FBหมอเจด


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่