ขึ้นค่าแรง! ค่าครองชีพก็ยิ่งแพง! ไม่มีทางแซงกันได้
เป็นความจริงอันน่าเจ็บปวดของแรงงานที่ไม่ว่าจะพยายามทำงานมากแค่ไหน รายได้ก็ไม่เคยพอกับรายจ่าย เป็นกลไกที่เรียกว่า Wage-Price Spiral หรือการวิ่งไล่ระหว่างค่าแรงกับค่าครองชีพ เพราะเมื่อค่าแรงปรับเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการก็จะปรับตัวสูงตาม ทำให้นายจ้างต้องปรับราคาสินค้าขึ้น ส่งผลให้ค่าครองชีพพุ่งสูงจนแรงงานไม่รู้สึกว่าชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
การที่เงินเฟ้อมีอัตราลดลงก็ใช่จะหมายถึงว่าของถูกลง เนื่องจากเงินเฟ้อคิดจากสินค้าหลายร้อยรายการ รายได้ที่เพิ่มจากค่าแรงก็ถูกชดเชยจ่ายไปกับของที่แพงขึ้น สมมุติตัวอย่างให้เห็นภาพ ลองเปรียบเทียบกับราคาอาหารพื้นฐานพบว่า
📆ปี 2565 ค่าแรงขั้นต่ำ 353 บาท ราคาอาหารตามสั่งเฉลี่ย 45-50 บาท ซื้ออาหารได้ประมาณ 7.8 จาน
📆ปี 2567 ค่าแรงขั้นต่ำ 363 บาท ราคาอาหารตามสั่งเฉลี่ย 55-65 บาท ซื้ออาหารได้ประมาณ 5.5-6.6 จาน
📆ปี 2569 ค่าแรงขั้นต่ำ 363-400 บาท ราคาอาหารตามสั่งเฉลี่ย 65-75 บาท ซื้ออาหารได้ 4.8-5.5 จาน
คิดตัวเลขง่ายๆ หากทานอาหารวันละ 3 มื้อ มื้อละ 70 บาท = 210 บาท คิดเป็น 57.8% ของค่าแรงขั้นต่ำรายวัน (363 บาท) และแน่นอนว่าตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องมีอย่างค่าเดินทาง ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเช่า และจิปาถะต่างๆ
ซึ่งตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมามองกันที่ค่าแรงนั้นปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยสุทธิเพียง 2.8% – 13.3% (ขึ้นอยู่กับพื้นที่และอุตสาหกรรม) ในขณะที่วัตถุดิบและอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้น 40% – 50% จากปัจจัยต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบเกษตรที่เพิ่มขึ้น
ค่าแรง VS คุณภาพชีวิต! เติบโตไปพร้อมกันได้ไหม?
แนวคิดที่ว่า ต่อให้ขึ้นค่าแรงแค่ไหน ความเป็นอยู่ของแรงงานก็ไม่น่าจะดีขึ้นได้ เป็นความจริงเพียงส่วนเดียว แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ได้เน้นแค่การปรับขึ้นค่าแรงอย่างเดียวแต่มีมาตรการอื่นมารองรับเพื่อให้ค่าแรง และคุณภาพชีวิตเติบโตไปพร้อมกันได้ยกตัวอย่างเช่น
✅เพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน ไม่ใช่แค่ให้ทำงานหนักขึ้น แต่ต้อง Upskill / Reskill ให้แรงงานใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือทันสมัยเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยและได้งานที่มีคุณภาพมากขึ้น
✅ สร้างระบบสวัสดิการที่ครอบคลุม ทั้งการขนส่งมวลชน / ค่ารักษาพยาบาล / การศึกษา ซึ่งจะทำให้ดส่วนค่าใช้จ่ายคงที่ของแรงงานจะลดลงทันที ทำให้เงินค่าแรงเหลือใช้สอยมากขึ้น
อย่างไรก็ดีค่าแรงของไทยในปัจจุบันถ้าเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียนเราใกล้เคียงกับมาเลเซีย (เฉลี่ย 393 บาท) และเป็นอัตราค่าแรงที่ยังสูงกว่าของอินโดนีเซีย , ฟิลิปปินส์ , กัมพูชา แต่ถ้าเอาค่าแรงของเราไปเปรียบกับประเทศในกลุ่มยุโรปหรืออเมริกาจะต่างกันมาก ยกตัวอย่างในอเมริกา ค่าแรงขั้นต่ำประมาณ 256 - 427 บาทต่อชั่วโมง แต่ค่าแรงที่แพงกว่าของต่างประเทศก็สะท้อนถึงค่าครองชีพที่สูงด้วยเช่นกัน
ดังนั้นหากมองในแง่คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ คำว่าค่าแรงยังไงก็ไม่มีทางแซงค่าครองชีพได้ ก็ขึ้นอยู่กับวิธีบริหารจัดการของภาครัฐว่าจะทำอย่างไรให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ซึ่งการขึ้นค่าแรง = เพิ่มต้นทุนค่าครองชีพ จึงจำเป็นต้องมีวิธีที่ควบคู่กันเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Cr.
https://www.facebook.com/share/p/1PxcaGVU81/
กับดักรายได้ ของแพง ค่าแรงต่ำ กำลังซื้อหาย ยิ่งเล็กยิ่งกระทบ
ขึ้นค่าแรง! ค่าครองชีพก็ยิ่งแพง! ไม่มีทางแซงกันได้
เป็นความจริงอันน่าเจ็บปวดของแรงงานที่ไม่ว่าจะพยายามทำงานมากแค่ไหน รายได้ก็ไม่เคยพอกับรายจ่าย เป็นกลไกที่เรียกว่า Wage-Price Spiral หรือการวิ่งไล่ระหว่างค่าแรงกับค่าครองชีพ เพราะเมื่อค่าแรงปรับเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการก็จะปรับตัวสูงตาม ทำให้นายจ้างต้องปรับราคาสินค้าขึ้น ส่งผลให้ค่าครองชีพพุ่งสูงจนแรงงานไม่รู้สึกว่าชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
การที่เงินเฟ้อมีอัตราลดลงก็ใช่จะหมายถึงว่าของถูกลง เนื่องจากเงินเฟ้อคิดจากสินค้าหลายร้อยรายการ รายได้ที่เพิ่มจากค่าแรงก็ถูกชดเชยจ่ายไปกับของที่แพงขึ้น สมมุติตัวอย่างให้เห็นภาพ ลองเปรียบเทียบกับราคาอาหารพื้นฐานพบว่า
📆ปี 2565 ค่าแรงขั้นต่ำ 353 บาท ราคาอาหารตามสั่งเฉลี่ย 45-50 บาท ซื้ออาหารได้ประมาณ 7.8 จาน
📆ปี 2567 ค่าแรงขั้นต่ำ 363 บาท ราคาอาหารตามสั่งเฉลี่ย 55-65 บาท ซื้ออาหารได้ประมาณ 5.5-6.6 จาน
📆ปี 2569 ค่าแรงขั้นต่ำ 363-400 บาท ราคาอาหารตามสั่งเฉลี่ย 65-75 บาท ซื้ออาหารได้ 4.8-5.5 จาน
คิดตัวเลขง่ายๆ หากทานอาหารวันละ 3 มื้อ มื้อละ 70 บาท = 210 บาท คิดเป็น 57.8% ของค่าแรงขั้นต่ำรายวัน (363 บาท) และแน่นอนว่าตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องมีอย่างค่าเดินทาง ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเช่า และจิปาถะต่างๆ
ซึ่งตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมามองกันที่ค่าแรงนั้นปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยสุทธิเพียง 2.8% – 13.3% (ขึ้นอยู่กับพื้นที่และอุตสาหกรรม) ในขณะที่วัตถุดิบและอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้น 40% – 50% จากปัจจัยต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบเกษตรที่เพิ่มขึ้น
ค่าแรง VS คุณภาพชีวิต! เติบโตไปพร้อมกันได้ไหม?
แนวคิดที่ว่า ต่อให้ขึ้นค่าแรงแค่ไหน ความเป็นอยู่ของแรงงานก็ไม่น่าจะดีขึ้นได้ เป็นความจริงเพียงส่วนเดียว แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ได้เน้นแค่การปรับขึ้นค่าแรงอย่างเดียวแต่มีมาตรการอื่นมารองรับเพื่อให้ค่าแรง และคุณภาพชีวิตเติบโตไปพร้อมกันได้ยกตัวอย่างเช่น
✅เพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน ไม่ใช่แค่ให้ทำงานหนักขึ้น แต่ต้อง Upskill / Reskill ให้แรงงานใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือทันสมัยเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยและได้งานที่มีคุณภาพมากขึ้น
✅ สร้างระบบสวัสดิการที่ครอบคลุม ทั้งการขนส่งมวลชน / ค่ารักษาพยาบาล / การศึกษา ซึ่งจะทำให้ดส่วนค่าใช้จ่ายคงที่ของแรงงานจะลดลงทันที ทำให้เงินค่าแรงเหลือใช้สอยมากขึ้น
อย่างไรก็ดีค่าแรงของไทยในปัจจุบันถ้าเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียนเราใกล้เคียงกับมาเลเซีย (เฉลี่ย 393 บาท) และเป็นอัตราค่าแรงที่ยังสูงกว่าของอินโดนีเซีย , ฟิลิปปินส์ , กัมพูชา แต่ถ้าเอาค่าแรงของเราไปเปรียบกับประเทศในกลุ่มยุโรปหรืออเมริกาจะต่างกันมาก ยกตัวอย่างในอเมริกา ค่าแรงขั้นต่ำประมาณ 256 - 427 บาทต่อชั่วโมง แต่ค่าแรงที่แพงกว่าของต่างประเทศก็สะท้อนถึงค่าครองชีพที่สูงด้วยเช่นกัน
ดังนั้นหากมองในแง่คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ คำว่าค่าแรงยังไงก็ไม่มีทางแซงค่าครองชีพได้ ก็ขึ้นอยู่กับวิธีบริหารจัดการของภาครัฐว่าจะทำอย่างไรให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ซึ่งการขึ้นค่าแรง = เพิ่มต้นทุนค่าครองชีพ จึงจำเป็นต้องมีวิธีที่ควบคู่กันเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Cr. https://www.facebook.com/share/p/1PxcaGVU81/