ตอนนี้อายุ 35 ทำงานใน รพ.รัฐมา 9 ปี เงินเดือนไม่มาก เงินเก็บก็น้อย แต่รู้สึกหมดไฟในการทำงานแล้ว สาเหตุหลักก็มาจากการบริหารจัดการคนและงานของหัวหน้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีงานล้นมือ ไม่มีคนช่วยซัพพอร์ต(นอกจากหัวหน้า) ถึงรับพนักงานใหม่มาช่วยก็อยู่ได้ไม่นาน ต้องเปิดรับสมัครคนใหม่บ่อย ปีนึงเปิดรับสมัครหลายครั้ง เราต้องทำงานแบบเร่งรีบ ต้องช่วยแบกรับงานที่เพื่อนร่วมงานทำได้ไม่ดี ถูกหัวหน้าบังคับให้รับหน้าที่ซีเนียร์เพียงเพราะมีวุฒิ ป.ตรี แต่ไม่ได้ค่าตอบแทนเพิ่ม ไม่ได้มีอำนาจเพิ่ม แต่ต้องช่วยดูและรวมงานของคนในทีม ช่วยแบกรับความ ปสด. ของคนในทีม(ที่ทำงานไม่ดี) แทนหัวหน้า ต้องช่วยทำงานแทนคนแผนกอื่นที่ไม่ยอมทำ เพราะถ้าไม่มีใครทำก็จะส่งผลเสียต่องานเรา รู้สึกตัวเองเสียเปรียบ หัวหน้าก็ชอบเรียกคุยงานตอนใกล้เลิกงาน นอกเวลางานก็ชอบไลน์มาสั่งงานทิ้งไว้
นอกจากนี้งานเราต้องเข้าประชุมบ่อย ต้องทำรายงานประชุมเองด้วย และเรายังต้องทำงานส่วนรวมของหน่วย อย่างงานพัสดุ ครุภัณฑ์ งาน HR หรือจดรายงานประชุมของหน่วย แล้วนอกจากนี้เราก็โดนหัวหน้าชวนให้เขียนผลงานเพื่อเสนอขอความก้าวหน้า จะได้เลื่อนเงินเดือนขึ้น แต่พอเราเขียนผลงานเสร็จ ส่งให้หัวหน้าตรวจ หัวหน้ากลับไม่ตรวจ เพราะมัวแต่ยุ่งกับงานจนไม่จัดสรรเวลามาตรวจผลงานเรา เราก็คอยถามคอยตามหัวหน้าจนเหนื่อยใจ ตามแล้วได้แต่คำตอบที่ไม่ชวนให้มีความหวัง ตอนนี้เราก็ไม่มีความก้าวหน้า ได้ขึ้นเงินเดือนปีละแค่ 3-4% เหมือนกับคนอื่นๆ เราไม่ได้อยากถูกโปรโมทเป็นหัวหน้า ถึงได้ก็ไม่รับ แค่อยากขึ้นเงินเดือน
แต่ถึงจะหมดไฟกับที่นี่ เราก็ไม่ได้คิดจะหางานใหม่ เราชอบองค์กรที่ทำอยู่ตอนนี้ มันใกล้ที่พัก ได้พักที่เดียวกับน้อง เดินทางสะดวก และก็รู้สึกภูมิใจเวลาบอกใครๆว่าเราทำงานที่องค์กรนี้ อีกอย่างเราก็รู้สึกเบื่อกับการเป็นลูกน้องแล้ว ถ้าเปลี่ยนองค์กรก็ต้องไปปรับตัวเข้ากับสังคมและคนใหม่ๆ เราเคยเปลี่ยนงานมาหลายที่ เคยเจ็บปวดกับทุกที่ๆเคยอยู่มา เราไม่ชอบเข้าสังคม งานที่เราทำตอนนี้ไม่ต้องออกไปพบปะหน้าใคร แต่ก็ต้องประสานงานกับคนเยอะ ทางโทรศัพท์/อีเมล/ไลน์ เรารู้สึกเหนื่อยหน่าย แล้วยังต้องเจอกับนโยบายที่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆในที่ทำงาน และทุกครั้งที่เปลี่ยนแปลง ภาระงานเราก็เพิ่มขึ้นเกือบทุกครั้ง งานเพิ่ม แต่คนไม่เพิ่ม (จริงๆก็รับคนเพิ่ม แต่คนที่รับมาก็อยู่ได้ไม่นาน ต้องรับใหม่เรื่อยๆ กลายเป็นเรามีภาระงานเพิ่มเรื่องการรับสมัครคนทำงานด้วย) ทำงานเครียดจนผมหงอกขึ้นเยอะกว่าเดิมมาก
เราก็เลยคิดว่า อีก 5 ปี เราอายุ 40 เราลาออกดีกว่า จะเกษียณตัวเอง ไม่อยากทำงานในสภาพนี้จนถึงอายุ 60 ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่มีแผนว่าลาออกแล้วจะไปทำมาหากินยังไงต่อ (เพราะใจจริงคือไม่อยากทำอะไรเลย) และเงินเก็บก็ไม่ได้เพียงพอที่จะอยู่ว่างๆได้นาน แต่ก็อยากหยุดพักจากการทำงานก่อน อยากอยู่แบบสงบๆ ไม่ต้องยุ่งกับใคร แล้วอาจค่อยหาลู่ทางทำอะไรสักอย่างของตัวเองให้พออยู่ได้แบบไม่ลำบาก ตอนนี้เราสมัครเรียน ป.โท กับ ป.ตรีใบที่สองไว้ เรียนควบคู่กัน ไม่ได้คิดว่าจะเรียนเพื่อเอามาใช้ทำงาน แค่อยากเรียนเพราะอยากได้วุฒิสูงๆ (ถ้าจบ ป.โทแล้วยังต่อ ป.เอกไหวก็จะเรียนต่อ)
แต่เรากำลังคิดว่าจะบอกพ่อแม่เลยดีไหมว่าอีก 5 ปีเราจะไม่ทำงานที่ทำอยู่ตอนนี้แล้ว ใจนึงก็คิดว่าจะบอกทำไม ยังอีกตั้ง 5 ปี ไม่แน่พอถึงเวลานั้นอาจเปลี่ยนใจไม่ลาออกก็ได้ แต่อีกใจนึงคิดว่าพ่อแม่ก็รู้สึกภูมิใจอยู่ที่เราทำงานในองค์กรนี้ ถ้าเราลาออก พ่อแม่คงอายน่าดูเวลามีญาติหรือเพื่อนบ้านมาถามว่าตอนนี้ลูกทำงานที่ไหน แล้วต้องตอบไปว่าลูกตกงานหรือว่างงานอยู่ ถ้าเราบอกไว้ตอนนี้ อาจมีเวลาให้พ่อแม่ได้ทำใจ หรือบางทีพ่อแม่อาจช่วยคิดหาลู่ทางให้เราทำอะไรต่อหลังจากนั้นได้(แต่อันนี้เราไม่คาดหวังดีกว่า ที่บ้านเรามีธุรกิจส่วนตัวของพ่อ แต่พ่อตั้งใจจะยกให้น้องที่บ้านสานต่อแล้ว เราไม่เคยสนใจ) ถ้าคุณเป็นเราจะบอกพ่อแม่เรื่องความคิดที่จะลาออกจากงาน
** เพิ่มเติม : ไม่ได้ลาออกแล้วจะไปรบกวนหรือขอเงินพ่อแม่ใช้อย่างที่หลายๆคนเข้าใจ
ควรบอกพ่อแม่เลยไหม ว่าอีก 5 ปีเราจะลาออกจากงาน โดยยังไม่มีแผนจะทำอะไรต่อ
นอกจากนี้งานเราต้องเข้าประชุมบ่อย ต้องทำรายงานประชุมเองด้วย และเรายังต้องทำงานส่วนรวมของหน่วย อย่างงานพัสดุ ครุภัณฑ์ งาน HR หรือจดรายงานประชุมของหน่วย แล้วนอกจากนี้เราก็โดนหัวหน้าชวนให้เขียนผลงานเพื่อเสนอขอความก้าวหน้า จะได้เลื่อนเงินเดือนขึ้น แต่พอเราเขียนผลงานเสร็จ ส่งให้หัวหน้าตรวจ หัวหน้ากลับไม่ตรวจ เพราะมัวแต่ยุ่งกับงานจนไม่จัดสรรเวลามาตรวจผลงานเรา เราก็คอยถามคอยตามหัวหน้าจนเหนื่อยใจ ตามแล้วได้แต่คำตอบที่ไม่ชวนให้มีความหวัง ตอนนี้เราก็ไม่มีความก้าวหน้า ได้ขึ้นเงินเดือนปีละแค่ 3-4% เหมือนกับคนอื่นๆ เราไม่ได้อยากถูกโปรโมทเป็นหัวหน้า ถึงได้ก็ไม่รับ แค่อยากขึ้นเงินเดือน
แต่ถึงจะหมดไฟกับที่นี่ เราก็ไม่ได้คิดจะหางานใหม่ เราชอบองค์กรที่ทำอยู่ตอนนี้ มันใกล้ที่พัก ได้พักที่เดียวกับน้อง เดินทางสะดวก และก็รู้สึกภูมิใจเวลาบอกใครๆว่าเราทำงานที่องค์กรนี้ อีกอย่างเราก็รู้สึกเบื่อกับการเป็นลูกน้องแล้ว ถ้าเปลี่ยนองค์กรก็ต้องไปปรับตัวเข้ากับสังคมและคนใหม่ๆ เราเคยเปลี่ยนงานมาหลายที่ เคยเจ็บปวดกับทุกที่ๆเคยอยู่มา เราไม่ชอบเข้าสังคม งานที่เราทำตอนนี้ไม่ต้องออกไปพบปะหน้าใคร แต่ก็ต้องประสานงานกับคนเยอะ ทางโทรศัพท์/อีเมล/ไลน์ เรารู้สึกเหนื่อยหน่าย แล้วยังต้องเจอกับนโยบายที่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆในที่ทำงาน และทุกครั้งที่เปลี่ยนแปลง ภาระงานเราก็เพิ่มขึ้นเกือบทุกครั้ง งานเพิ่ม แต่คนไม่เพิ่ม (จริงๆก็รับคนเพิ่ม แต่คนที่รับมาก็อยู่ได้ไม่นาน ต้องรับใหม่เรื่อยๆ กลายเป็นเรามีภาระงานเพิ่มเรื่องการรับสมัครคนทำงานด้วย) ทำงานเครียดจนผมหงอกขึ้นเยอะกว่าเดิมมาก
เราก็เลยคิดว่า อีก 5 ปี เราอายุ 40 เราลาออกดีกว่า จะเกษียณตัวเอง ไม่อยากทำงานในสภาพนี้จนถึงอายุ 60 ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่มีแผนว่าลาออกแล้วจะไปทำมาหากินยังไงต่อ (เพราะใจจริงคือไม่อยากทำอะไรเลย) และเงินเก็บก็ไม่ได้เพียงพอที่จะอยู่ว่างๆได้นาน แต่ก็อยากหยุดพักจากการทำงานก่อน อยากอยู่แบบสงบๆ ไม่ต้องยุ่งกับใคร แล้วอาจค่อยหาลู่ทางทำอะไรสักอย่างของตัวเองให้พออยู่ได้แบบไม่ลำบาก ตอนนี้เราสมัครเรียน ป.โท กับ ป.ตรีใบที่สองไว้ เรียนควบคู่กัน ไม่ได้คิดว่าจะเรียนเพื่อเอามาใช้ทำงาน แค่อยากเรียนเพราะอยากได้วุฒิสูงๆ (ถ้าจบ ป.โทแล้วยังต่อ ป.เอกไหวก็จะเรียนต่อ)
แต่เรากำลังคิดว่าจะบอกพ่อแม่เลยดีไหมว่าอีก 5 ปีเราจะไม่ทำงานที่ทำอยู่ตอนนี้แล้ว ใจนึงก็คิดว่าจะบอกทำไม ยังอีกตั้ง 5 ปี ไม่แน่พอถึงเวลานั้นอาจเปลี่ยนใจไม่ลาออกก็ได้ แต่อีกใจนึงคิดว่าพ่อแม่ก็รู้สึกภูมิใจอยู่ที่เราทำงานในองค์กรนี้ ถ้าเราลาออก พ่อแม่คงอายน่าดูเวลามีญาติหรือเพื่อนบ้านมาถามว่าตอนนี้ลูกทำงานที่ไหน แล้วต้องตอบไปว่าลูกตกงานหรือว่างงานอยู่ ถ้าเราบอกไว้ตอนนี้ อาจมีเวลาให้พ่อแม่ได้ทำใจ หรือบางทีพ่อแม่อาจช่วยคิดหาลู่ทางให้เราทำอะไรต่อหลังจากนั้นได้(แต่อันนี้เราไม่คาดหวังดีกว่า ที่บ้านเรามีธุรกิจส่วนตัวของพ่อ แต่พ่อตั้งใจจะยกให้น้องที่บ้านสานต่อแล้ว เราไม่เคยสนใจ) ถ้าคุณเป็นเราจะบอกพ่อแม่เรื่องความคิดที่จะลาออกจากงาน
** เพิ่มเติม : ไม่ได้ลาออกแล้วจะไปรบกวนหรือขอเงินพ่อแม่ใช้อย่างที่หลายๆคนเข้าใจ