ช่วงที่ผ่านมา เราได้ยินเรื่อง
“กินโปรตีนให้ถึง” กันบ่อยมากค่ะ แต่ตอนนี้มีสารอาหารอีกอย่างที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น นั่นคือ
“ไฟเบอร์” จนเกิดกระแสที่เรียกว่า Fibermaxxing หรือการพยายามเพิ่มไฟเบอร์ในแต่ละวัน 🥬
แต่จริง ๆ แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่กระแสค่ะ เพราะหลายคนอาจกินไฟเบอร์ได้น้อยกว่าที่ควรโดยไม่รู้ตัว
🌱
ไฟเบอร์ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องขับถ่าย
เวลาพูดถึงไฟเบอร์ หลายคนมักนึกถึงเรื่องท้องผูกเป็นอย่างแรก แต่ไฟเบอร์มีบทบาทมากกว่านั้นค่ะ
ไฟเบอร์ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ และไฟเบอร์บางชนิดยังเป็นอาหารให้จุลินทรีย์ดีในลำไส้ นอกจากนี้ การกินอาหารที่มีไฟเบอร์เพียงพอยังสัมพันธ์กับสุขภาพหัวใจ การควบคุมน้ำตาลในเลือด และสุขภาพโดยรวมในระยะยาวค่ะ
WHO แนะนำว่า ผู้ที่อายุมากกว่า 10 ปีควรได้รับไฟเบอร์จากอาหารอย่างน้อยประมาณ 25 กรัมต่อวัน
🥗
แต่ปัญหาคือ…หลายคนคิดว่าตัวเองกินถึงแล้ว
ลองนึกดูว่า ในหนึ่งวันเรากินผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสีมากแค่ไหนค่ะ
บางคนกินครบ 3 มื้อ แต่ในจานมีผักเพียงเล็กน้อย ผลไม้แทบไม่ได้กิน และอาหารส่วนใหญ่เป็นข้าว แป้ง หรือเนื้อสัตว์
ดังนั้น ต่อให้กินอิ่มทุกมื้อ ก็ไม่ได้แปลว่า
“ไฟเบอร์ถึง” เสมอไปค่ะ
💬คำถามที่น่าถามตัวเองจึงไม่ใช่แค่
“วันนี้กินโปรตีนพอหรือยัง?”
แต่อาจต้องเพิ่มอีกคำถามว่า
“วันนี้กินไฟเบอร์พอหรือยัง?” 🥬
⚠️
แต่ไฟเบอร์ก็ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดี
ถ้าปกติกินไฟเบอร์น้อย แล้วเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป บางคนอาจท้องอืด แน่นท้อง หรือมีแก๊สมากขึ้นได้ค่ะ
วิธีที่ดีกว่าคือค่อย ๆ เพิ่มจากอาหารจริง เช่น เพิ่มผักในแต่ละมื้อ กินผลไม้ทั้งลูก เลือกธัญพืชไม่ขัดสี หรือเพิ่มถั่วและเมล็ดพืช พร้อมดื่มน้ำให้เพียงพอ
🥦
อาหารจริงยังควรมาก่อน
การกินผัก ผลไม้ และอาหารจากพืชให้หลากหลายยังเป็นวิธีหลักในการได้รับไฟเบอร์ เพราะนอกจากไฟเบอร์แล้ว เรายังได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และสารจากพืชอื่น ๆ ไปพร้อมกันค่ะ
💚
เพราะสุขภาพดีไม่ได้มีแค่ “โปรตีน”
โปรตีนสำคัญกับกล้ามเนื้อ ส่วนไฟเบอร์ก็สำคัญกับลำไส้และสุขภาพโดยรวมไม่แพ้กันค่ะ
ดังนั้น มื้อต่อไปลองมองในจานของเราสักนิดว่า นอกจากโปรตีนแล้ว วันนี้มี
“ผัก ผลไม้ และไฟเบอร์” มากพอหรือยัง
แค่เริ่มเติมสิ่งเหล่านี้ให้มากขึ้นทีละนิด ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีดูแลสุขภาพที่ทำได้ง่ายในทุกวันค่ะ 🌿
ที่มา : อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ
🥬 จากยุคโปรตีน สู่ยุค “ไฟเบอร์” ทำไมคนเริ่มหันมากินกันมากขึ้น? 🔍
แต่จริง ๆ แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่กระแสค่ะ เพราะหลายคนอาจกินไฟเบอร์ได้น้อยกว่าที่ควรโดยไม่รู้ตัว
🌱 ไฟเบอร์ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องขับถ่าย
เวลาพูดถึงไฟเบอร์ หลายคนมักนึกถึงเรื่องท้องผูกเป็นอย่างแรก แต่ไฟเบอร์มีบทบาทมากกว่านั้นค่ะ
ไฟเบอร์ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ และไฟเบอร์บางชนิดยังเป็นอาหารให้จุลินทรีย์ดีในลำไส้ นอกจากนี้ การกินอาหารที่มีไฟเบอร์เพียงพอยังสัมพันธ์กับสุขภาพหัวใจ การควบคุมน้ำตาลในเลือด และสุขภาพโดยรวมในระยะยาวค่ะ
WHO แนะนำว่า ผู้ที่อายุมากกว่า 10 ปีควรได้รับไฟเบอร์จากอาหารอย่างน้อยประมาณ 25 กรัมต่อวัน
🥗 แต่ปัญหาคือ…หลายคนคิดว่าตัวเองกินถึงแล้ว
ลองนึกดูว่า ในหนึ่งวันเรากินผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสีมากแค่ไหนค่ะ
บางคนกินครบ 3 มื้อ แต่ในจานมีผักเพียงเล็กน้อย ผลไม้แทบไม่ได้กิน และอาหารส่วนใหญ่เป็นข้าว แป้ง หรือเนื้อสัตว์
ดังนั้น ต่อให้กินอิ่มทุกมื้อ ก็ไม่ได้แปลว่า “ไฟเบอร์ถึง” เสมอไปค่ะ
💬คำถามที่น่าถามตัวเองจึงไม่ใช่แค่ “วันนี้กินโปรตีนพอหรือยัง?”
แต่อาจต้องเพิ่มอีกคำถามว่า “วันนี้กินไฟเบอร์พอหรือยัง?” 🥬
⚠️ แต่ไฟเบอร์ก็ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดี
ถ้าปกติกินไฟเบอร์น้อย แล้วเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป บางคนอาจท้องอืด แน่นท้อง หรือมีแก๊สมากขึ้นได้ค่ะ
วิธีที่ดีกว่าคือค่อย ๆ เพิ่มจากอาหารจริง เช่น เพิ่มผักในแต่ละมื้อ กินผลไม้ทั้งลูก เลือกธัญพืชไม่ขัดสี หรือเพิ่มถั่วและเมล็ดพืช พร้อมดื่มน้ำให้เพียงพอ
🥦 อาหารจริงยังควรมาก่อน
การกินผัก ผลไม้ และอาหารจากพืชให้หลากหลายยังเป็นวิธีหลักในการได้รับไฟเบอร์ เพราะนอกจากไฟเบอร์แล้ว เรายังได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และสารจากพืชอื่น ๆ ไปพร้อมกันค่ะ
💚 เพราะสุขภาพดีไม่ได้มีแค่ “โปรตีน”
โปรตีนสำคัญกับกล้ามเนื้อ ส่วนไฟเบอร์ก็สำคัญกับลำไส้และสุขภาพโดยรวมไม่แพ้กันค่ะ
ดังนั้น มื้อต่อไปลองมองในจานของเราสักนิดว่า นอกจากโปรตีนแล้ว วันนี้มี “ผัก ผลไม้ และไฟเบอร์” มากพอหรือยัง
แค่เริ่มเติมสิ่งเหล่านี้ให้มากขึ้นทีละนิด ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีดูแลสุขภาพที่ทำได้ง่ายในทุกวันค่ะ 🌿
ที่มา : อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ