++ The Dog Stars เป็นหนังแนว Post-Apocalyptic ที่เล่าเรื่องความเป็นไปของโลกหลังวันสิ้นโลก เมื่ออารยธรรมของมนุษย์และโลกได้ล่มสลายลงจากเหตุการณ์หายนะครั้งใหญ่ ซึ่งในที่นี้ คือ การเกิดโรคระบาด หนังนำเสนอภาพการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ผ่านตัวละครอย่าง Hig (Jacob Elordi) อดีตช่างซ่อมเครื่องบินและนักบินหนุ่ม กับหนุ่มใหญ่อดีตนาวิกโยธินอย่าง Bangley (Josh Brolin) ทั้งคู่คือหนุ่ม 2 วัย ที่ชีวิตผ่านการสูญเสียครั้งใหญ่มาแล้วทั้งคู่ โดยทั้ง 2 คนอาศัยอยู่ร่วมกันใน Airfield ร้างแห่งหนึ่งที่เมือง Erie ใกล้ ๆ Denver ในรัฐ Colorado กับเจ้า Jasper สุนัขคู่ใจของ Hig ซึ่งนอกจาก Airfield ร้างแห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นฐานบินให้กับ Hig แล้ว มันยังเป็นคลังอาวุธสำหรับ Bangley ในการใช้โจมตีผู้รุกรานที่จะเข้ามาในอาณาเขตของพวกเขาอีกด้วย วันหนึ่ง Hig ได้ขับเครื่องบินออกไปกับ Jasper แล้วเขาได้รับสัญญาณวิทยุตอบรับจาก Grand Junction สถานที่ ๆ Hig เชื่อว่ามันคือเขตเมืองที่ยังไม่ล่มสลาย ที่นั่นจะยังคงมีความสวยงามและสมบูรณ์เต็มไปด้วยความสุขดังเช่นอดีตที่ผ่านมา เขาจึงออกบินเพื่อไปหา Grand Junction แต่ระหว่างทาง เครื่องบินของเขาเกิดมีปัญหาไปตกลงในไร่ร้างห่างไกลแห่งหนึ่ง ที่นั่นเขาได้เจอกับหญิงสาวอย่าง Cima (Margaret Qualley) และพ่อของเธอ Pops (Guy Pearce) ซึ่งทั้งคู่ก็มีอดีตที่แสนขมขื่นเช่นกัน การเริ่มต้นอย่างไม่ถูกชะตา จะนำพาคนทั้ง 3 คนเดินทางไปในทิศทางใด และ Grand Junction จะใช่คำตอบที่สวยงามหรือไม่ ต้องติดตามครับ...
++ หนังสร้างจากนวนิยายชื่อเดียวกันที่เขียนโดย Peter Heller และถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2012 ถือว่าเป็นนวนิยายที่ไม่ได้มีอายุยาวนานมาก เรื่องราวจึงค่อนข้างทันสมัย ภายใต้การกำกับของ คุณปู่ Ridley Scott ผกก.รุ่นใหญ่วัย 88 ปี!!!! (ขอกราบวันทายอมใจคุณปู่มาก แรงยังดีไม่มีตก) และเป็นงานกำกับ 2 - 3 ปีให้หลังจาก Gladiator 2 (2024) และ Napoleon (2023) ซึ่งว่ากันตามตรง งานระยะหลัง ๆ ของปู่แกก็ไม่ใช่ว่าจะเปรี้ยงปร้างมากในเรื่องรายได้ แต่ก็ยังไว้ลายมีเข้าชิงรางวัลใหญ่อยู่เรื่อย ๆ เอาเข้าจริง จขกท. ก็ยังเป็นคนที่ชอบงานของปู่แกอยู่นะครับ ส่วนตัวว่าแกทำหนังสวยดี...
++ ถึงแม้ จขกท. จะเลือกดูหนังเรื่องนี้ในระบบ Dolby Vision + Atmos ที่เอสพลานาด รัชดาฯ ไม่ได้ดูในโรง IMAX แต่ก็คิดว่าทั้งภาพและเสียงมีความสมบูรณ์แบบในตัวพอสมควร มีหลายซีนที่หนังมิกซ์เสียงมาค่อนข้างหนัก ทำเอาสะดุ้งได้เลยครับ งานภาพมีส่วนที่เป็น Wide Shot วิวทิวทัศน์สวย ๆ หลายฉาก มีการใช้ลูกเล่นในแบบ Smoke Transition Effect หรือการใช้ภาพฝุ่นควันจากแรงลมของเครื่องบินมาใช้ในการเปลี่ยนฉาก ตรงนี้พอดูจอที่มันชัด ๆ สีสวย ๆ มันก็ให้ภาพที่สวยงามและละเอียดดีเหมือนกันครับ ส่วนว่าจะคุ้มมั้ยถ้าจะดูในระบบ IMAX จขกท. จะมาให้ความคิดเห็นตอนช่วงท้ายครับ...
++ ต้องบอกเลยว่าหนังเรื่องนี้ผิดคาดไปจากความคิดของ จขกท. ก่อนดูแบบมาก ๆ เพราะภาพรวมหนังไม่ใช่เป็นแนว Action โหด ๆ หนัก ๆ เหมือนภาพจาก Trailer หรือเดาเอาจากแนวทางของโปสเตอร์ที่นำเสนอออกมาก่อนหน้าเลย แต่จริง ๆ หนังมีความเป็น Drama สูงมาก การดำเนินเรื่องให้เราค่อย ๆ รับรู้สัมผัสความรู้สึกนึกคิดของตัวละครไปอย่างช้า ๆ ผ่านบทพูดและการกระทำ ซึ่งแน่นอน! ภาพรวมที่ออกมาหนังจึงค่อนข้างอืดพอสมควร ยิ่งในช่วงครึ่งแรกมีช่วงที่ จขกท. แอบสัปหงกไปด้วยนิดนึง เพราะหนังเน้นบทสนทนามากจริง ๆ มากแบบมาก ๆ ถ้าใครคิดว่าจะมาดูหนังบู๊แอ็คชั่นล้างผลาญ รีบหลบไปเลยครับ! กว่าหนังจะค่อยมีซีนให้ได้เร้าใจหน่อย ก็มาถึงครึ่งหลังคล้อยมาทางท้าย ๆ แล้ว ซึ่งตรงนี้ จขกท. ก็รู้สึกเซอร์ไพรส์เหมือนกันนะ เพราะเราไม่เคยอ่านนิยายมาก่อนไง ดูแต่ Trailer ก็คิดอีกแบบนึง ไม่นึกว่าหนังจะออกมาในเวย์นี้...
++ สิ่งที่เข้ามาทดแทนแรงบู๊ระห่ำของหนัง กลับกลายเป็นเรื่องราวของเนื้อหา ที่จะโฟกัสไปที่การดิ้นรนเอาตัวรอดของผู้คนที่เหลืออยู่ ท่ามกลางซากปรักหักพังและความขาดแคลน ในเวลาที่ทุกคนพร้อมจะห้ำหั่นใส่กันให้ตายไปข้างหนึ่ง ไร้ความปราณีใด ๆ เหลืออยู่ เพื่อแย่งชิงทรัพยากรที่หลงเหลืออย่างน้อยนิด เพียงแค่กาแฟสักซอง หรือโค้กสักกระป๋อง และสารสำคัญที่หนังต้องการนำเสนอ อย่างแนวคิดเรื่องของโลกในอุดมคติ โลกพระศรีอาริย์ หรือดินแดนยูโทเปียอะไรก็ตามแต่ ตรงนี้ จขกท. มองว่าเป็น Key Message ของหนังเลย ทำให้คนดูได้คิด วิเคราะห์ ถึงความต้องการของคนเรา ดังคำกล่าวที่ว่า "สนามหญ้าข้างบ้านสวยกว่าบ้านเราเสมอ" บางครั้งคนเราก็มักจะมองไปยังความคิดเชิงอุดมคติ ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร เราทุกคนต้องการสิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่เยียวยาจิตใจที่หม่นหมอง เต็มไปด้วยความทุกข์ของเรา หากแต่การดิ้นรนไปข้างหน้านั้น มันอาจจะเจอทั้งสิ่งที่ดีกว่าหรือแย่กว่า ไม่มีใครบอกได้ การเดินทางเพื่อแสวงหาจากภายนอก จึงเหมือนการเสี่ยงโชคที่ไม่รู้อนาคตใด ๆ เหมือนเช่นการเดินทางของพระเอกและตัวละครต่าง ๆ ในเรื่อง บางครั้งสิ่งที่ดีกว่า อาจจะคือสิ่งที่เรามีในตอนนี้ เพียงปรับทัศนคติความคิด มองความสุขที่ตรงหน้า เราอาจจะไม่ต้องเดินทางไกลไปหาที่ไหนแต่อย่างใด...
++ แม้บทสรุป จขกท. อาจพูดไม่ได้เต็มปากว่าชอบหนังเรื่องนี้ แต่ในช่วงองก์สุดท้ายของหนัง ก็ได้มอบความสนุกให้ได้อย่างพอสมควร ชอบในความหลุดโลกของฉากที่ Grand Junction และบทสรุปของพระเอกที่เป็นคนดีมาก แต่ถ้าจะให้สรุปในภาพรวม หนังอาจจะดูอืดไป บทสนทนาเยอะไปหน่อย และไม่ค่อยเร้าใจเท่าที่ควร แต่ก็เป็นหนังพอดูได้ครับ สารในหนังและบทสรุปนั้นค่อนข้างดีเลย...
++ มาถึงความคิดเห็นที่ว่า ควรดูในโรง IMAX มั้ย คุ้มค่ามั้ย ขอบอกตรงนี้เลยว่า แค่โรงธรรมดาก็พอครับ หนังไม่ค่อยมีฉากหวือหวาอะไรมาก แต่ถ้าจะนิดนึง เอาเป็นโรงระบบเสียง Dolby Atmos ก็คงพอ เพราะหนังเรื่องนี้เค้ามิกซ์เสียงดีพอตัวครับ...
[ รีวิวหนังโรง ] The Dog Stars (2026)
++ The Dog Stars เป็นหนังแนว Post-Apocalyptic ที่เล่าเรื่องความเป็นไปของโลกหลังวันสิ้นโลก เมื่ออารยธรรมของมนุษย์และโลกได้ล่มสลายลงจากเหตุการณ์หายนะครั้งใหญ่ ซึ่งในที่นี้ คือ การเกิดโรคระบาด หนังนำเสนอภาพการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ผ่านตัวละครอย่าง Hig (Jacob Elordi) อดีตช่างซ่อมเครื่องบินและนักบินหนุ่ม กับหนุ่มใหญ่อดีตนาวิกโยธินอย่าง Bangley (Josh Brolin) ทั้งคู่คือหนุ่ม 2 วัย ที่ชีวิตผ่านการสูญเสียครั้งใหญ่มาแล้วทั้งคู่ โดยทั้ง 2 คนอาศัยอยู่ร่วมกันใน Airfield ร้างแห่งหนึ่งที่เมือง Erie ใกล้ ๆ Denver ในรัฐ Colorado กับเจ้า Jasper สุนัขคู่ใจของ Hig ซึ่งนอกจาก Airfield ร้างแห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นฐานบินให้กับ Hig แล้ว มันยังเป็นคลังอาวุธสำหรับ Bangley ในการใช้โจมตีผู้รุกรานที่จะเข้ามาในอาณาเขตของพวกเขาอีกด้วย วันหนึ่ง Hig ได้ขับเครื่องบินออกไปกับ Jasper แล้วเขาได้รับสัญญาณวิทยุตอบรับจาก Grand Junction สถานที่ ๆ Hig เชื่อว่ามันคือเขตเมืองที่ยังไม่ล่มสลาย ที่นั่นจะยังคงมีความสวยงามและสมบูรณ์เต็มไปด้วยความสุขดังเช่นอดีตที่ผ่านมา เขาจึงออกบินเพื่อไปหา Grand Junction แต่ระหว่างทาง เครื่องบินของเขาเกิดมีปัญหาไปตกลงในไร่ร้างห่างไกลแห่งหนึ่ง ที่นั่นเขาได้เจอกับหญิงสาวอย่าง Cima (Margaret Qualley) และพ่อของเธอ Pops (Guy Pearce) ซึ่งทั้งคู่ก็มีอดีตที่แสนขมขื่นเช่นกัน การเริ่มต้นอย่างไม่ถูกชะตา จะนำพาคนทั้ง 3 คนเดินทางไปในทิศทางใด และ Grand Junction จะใช่คำตอบที่สวยงามหรือไม่ ต้องติดตามครับ...
++ หนังสร้างจากนวนิยายชื่อเดียวกันที่เขียนโดย Peter Heller และถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2012 ถือว่าเป็นนวนิยายที่ไม่ได้มีอายุยาวนานมาก เรื่องราวจึงค่อนข้างทันสมัย ภายใต้การกำกับของ คุณปู่ Ridley Scott ผกก.รุ่นใหญ่วัย 88 ปี!!!! (ขอกราบวันทายอมใจคุณปู่มาก แรงยังดีไม่มีตก) และเป็นงานกำกับ 2 - 3 ปีให้หลังจาก Gladiator 2 (2024) และ Napoleon (2023) ซึ่งว่ากันตามตรง งานระยะหลัง ๆ ของปู่แกก็ไม่ใช่ว่าจะเปรี้ยงปร้างมากในเรื่องรายได้ แต่ก็ยังไว้ลายมีเข้าชิงรางวัลใหญ่อยู่เรื่อย ๆ เอาเข้าจริง จขกท. ก็ยังเป็นคนที่ชอบงานของปู่แกอยู่นะครับ ส่วนตัวว่าแกทำหนังสวยดี...
++ ถึงแม้ จขกท. จะเลือกดูหนังเรื่องนี้ในระบบ Dolby Vision + Atmos ที่เอสพลานาด รัชดาฯ ไม่ได้ดูในโรง IMAX แต่ก็คิดว่าทั้งภาพและเสียงมีความสมบูรณ์แบบในตัวพอสมควร มีหลายซีนที่หนังมิกซ์เสียงมาค่อนข้างหนัก ทำเอาสะดุ้งได้เลยครับ งานภาพมีส่วนที่เป็น Wide Shot วิวทิวทัศน์สวย ๆ หลายฉาก มีการใช้ลูกเล่นในแบบ Smoke Transition Effect หรือการใช้ภาพฝุ่นควันจากแรงลมของเครื่องบินมาใช้ในการเปลี่ยนฉาก ตรงนี้พอดูจอที่มันชัด ๆ สีสวย ๆ มันก็ให้ภาพที่สวยงามและละเอียดดีเหมือนกันครับ ส่วนว่าจะคุ้มมั้ยถ้าจะดูในระบบ IMAX จขกท. จะมาให้ความคิดเห็นตอนช่วงท้ายครับ...
++ ต้องบอกเลยว่าหนังเรื่องนี้ผิดคาดไปจากความคิดของ จขกท. ก่อนดูแบบมาก ๆ เพราะภาพรวมหนังไม่ใช่เป็นแนว Action โหด ๆ หนัก ๆ เหมือนภาพจาก Trailer หรือเดาเอาจากแนวทางของโปสเตอร์ที่นำเสนอออกมาก่อนหน้าเลย แต่จริง ๆ หนังมีความเป็น Drama สูงมาก การดำเนินเรื่องให้เราค่อย ๆ รับรู้สัมผัสความรู้สึกนึกคิดของตัวละครไปอย่างช้า ๆ ผ่านบทพูดและการกระทำ ซึ่งแน่นอน! ภาพรวมที่ออกมาหนังจึงค่อนข้างอืดพอสมควร ยิ่งในช่วงครึ่งแรกมีช่วงที่ จขกท. แอบสัปหงกไปด้วยนิดนึง เพราะหนังเน้นบทสนทนามากจริง ๆ มากแบบมาก ๆ ถ้าใครคิดว่าจะมาดูหนังบู๊แอ็คชั่นล้างผลาญ รีบหลบไปเลยครับ! กว่าหนังจะค่อยมีซีนให้ได้เร้าใจหน่อย ก็มาถึงครึ่งหลังคล้อยมาทางท้าย ๆ แล้ว ซึ่งตรงนี้ จขกท. ก็รู้สึกเซอร์ไพรส์เหมือนกันนะ เพราะเราไม่เคยอ่านนิยายมาก่อนไง ดูแต่ Trailer ก็คิดอีกแบบนึง ไม่นึกว่าหนังจะออกมาในเวย์นี้...
++ สิ่งที่เข้ามาทดแทนแรงบู๊ระห่ำของหนัง กลับกลายเป็นเรื่องราวของเนื้อหา ที่จะโฟกัสไปที่การดิ้นรนเอาตัวรอดของผู้คนที่เหลืออยู่ ท่ามกลางซากปรักหักพังและความขาดแคลน ในเวลาที่ทุกคนพร้อมจะห้ำหั่นใส่กันให้ตายไปข้างหนึ่ง ไร้ความปราณีใด ๆ เหลืออยู่ เพื่อแย่งชิงทรัพยากรที่หลงเหลืออย่างน้อยนิด เพียงแค่กาแฟสักซอง หรือโค้กสักกระป๋อง และสารสำคัญที่หนังต้องการนำเสนอ อย่างแนวคิดเรื่องของโลกในอุดมคติ โลกพระศรีอาริย์ หรือดินแดนยูโทเปียอะไรก็ตามแต่ ตรงนี้ จขกท. มองว่าเป็น Key Message ของหนังเลย ทำให้คนดูได้คิด วิเคราะห์ ถึงความต้องการของคนเรา ดังคำกล่าวที่ว่า "สนามหญ้าข้างบ้านสวยกว่าบ้านเราเสมอ" บางครั้งคนเราก็มักจะมองไปยังความคิดเชิงอุดมคติ ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร เราทุกคนต้องการสิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่เยียวยาจิตใจที่หม่นหมอง เต็มไปด้วยความทุกข์ของเรา หากแต่การดิ้นรนไปข้างหน้านั้น มันอาจจะเจอทั้งสิ่งที่ดีกว่าหรือแย่กว่า ไม่มีใครบอกได้ การเดินทางเพื่อแสวงหาจากภายนอก จึงเหมือนการเสี่ยงโชคที่ไม่รู้อนาคตใด ๆ เหมือนเช่นการเดินทางของพระเอกและตัวละครต่าง ๆ ในเรื่อง บางครั้งสิ่งที่ดีกว่า อาจจะคือสิ่งที่เรามีในตอนนี้ เพียงปรับทัศนคติความคิด มองความสุขที่ตรงหน้า เราอาจจะไม่ต้องเดินทางไกลไปหาที่ไหนแต่อย่างใด...
++ แม้บทสรุป จขกท. อาจพูดไม่ได้เต็มปากว่าชอบหนังเรื่องนี้ แต่ในช่วงองก์สุดท้ายของหนัง ก็ได้มอบความสนุกให้ได้อย่างพอสมควร ชอบในความหลุดโลกของฉากที่ Grand Junction และบทสรุปของพระเอกที่เป็นคนดีมาก แต่ถ้าจะให้สรุปในภาพรวม หนังอาจจะดูอืดไป บทสนทนาเยอะไปหน่อย และไม่ค่อยเร้าใจเท่าที่ควร แต่ก็เป็นหนังพอดูได้ครับ สารในหนังและบทสรุปนั้นค่อนข้างดีเลย...
++ มาถึงความคิดเห็นที่ว่า ควรดูในโรง IMAX มั้ย คุ้มค่ามั้ย ขอบอกตรงนี้เลยว่า แค่โรงธรรมดาก็พอครับ หนังไม่ค่อยมีฉากหวือหวาอะไรมาก แต่ถ้าจะนิดนึง เอาเป็นโรงระบบเสียง Dolby Atmos ก็คงพอ เพราะหนังเรื่องนี้เค้ามิกซ์เสียงดีพอตัวครับ...