CATL ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV อันดับ 1 ของโลก (แบตเตอรี่ในรถ EV เกือบ 4 ใน 10 คันทั่วโลกมาจากค่ายนี้) เพิ่งออกมาประกาศว่า โรงงานผลิตแบตเตอรี่ของเขา ทั้ง 20 แห่งทั่วโลก บรรลุ "ความเป็นกลางทางคาร์บอน" (Carbon Neutrality - การผลิตที่ไม่เพิ่มมลพิษคาร์บอนสุทธิให้โลก) ได้ครบทุกโรงงานแล้ว ตามมาตรฐานตรวจสอบระดับสากล ISO 14068-1
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจมีดังนี้ครับ
- ใช้พลังงานสะอาด 100% โรงงานทั้งหมดเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (โซลาร์, ลม, น้ำ) 100% ในกระบวนการผลิตหลัก
- ประหยัดพลังงานขึ้นเยอะ เทียบกับปี 2022 โรงงานใช้พลังงานต่อการผลิตแบต 1 ลูกลดลง 28% และลดการปล่อยคาร์บอนลงถึง 77% เซฟคาร์บอนไปได้มากกว่า 10 ล้านตัน
- ลุยต่อขั้นที่ยากที่สุด CATL ยอมรับตรงๆ ว่า ตัวโรงงานผลิตแบตเตอรี่บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนได้แล้ว แต่คาร์บอนอีก 80% จริงๆ มันอยู่ที่ "ต้นน้ำ" อย่างการขุดเหมืองแร่ ถลุงแร่ และการขนส่ง ซึ่งตั้งเป้าบีบซัพพลายเออร์ให้ทำกระบวนการทั้งหมดให้เป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2035
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับคนใช้รถอย่างเรา?
1. หมดยุคข้ออ้าง "รถ EV ไม่ได้สะอาดจริง" เมื่อก่อนคนชอบบอกว่า EV แค่ย้ายย่อท่อไอเสียไปไว้ที่โรงงานผลิตแบตเตอรี่ แต่การที่ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในโลกทำให้โรงงานตัวเองบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนได้จริง มันพิสูจน์แล้วว่าเทคโนโลยีฝั่ง EV พัฒนาไปไวมาก และ "สะอาดขึ้นเรื่อยๆ" ตั้งแต่ต้นทาง ต่างจากรถน้ำมันที่ขุดน้ำมันมาเผาเท่าไหร่ มลพิษก็เพิ่มขึ้นเท่านั้น ไม่มีวันสะอาดขึ้นได้
2. มาตรฐานสากลบังคับ ไม่ใช่แค่คำคุยเรื่องการตลาด การรับรอง ISO 14068-1 บังคับให้โรงงานต้อง "ลดมลพิษจริงหน้างานก่อน" แล้วค่อยใช้ Carbon Credit ชดเชยส่วนที่เหลือ ไม่ใช่แค่อยู่ดีๆ เอาเงินไปซื้อต้นไม้ปลูกแล้วอ้างว่าตัวเองสะอาด และตอนนี้ตลาดยุโรปกับอเมริกาเริ่มตั้งกำแพงภาษีคาร์บอน ค่ายรถไหนใช้แบตเตอรี่ที่กระบวนการผลิตเปรอะเปื้อนจะขายยากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้เลยกลายเป็นภาคบังคับของอุตสาหกรรมไปแล้ว
3. ยิ่งเวลาผ่านไป รถ EV ยิ่งสะอาดขึ้น คนที่ซื้อรถ EV วันนี้ ไม่ใช่แค่ได้รถที่ไม่ปล่อยไอเสียบนท้องถนน แต่แบตเตอรี่ที่อยู่ในรถคุณก็นำมาจากโรงงานที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน และในอนาคตอันสั้น พอหมดอายุการใช้งาน ตัวแบตเตอรี่ก็ถูกนำมารีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ได้อีก ไม่ได้กลายเป็นขยะพิษอย่างที่เคยกลัวกัน
สรุปคือ ใครที่กำลังเล็งรถไฟฟ้าไว้แต่ติดเรื่อง "มลพิษจากการผลิต" สบายใจได้เลยครับ เทคโนโลยีการผลิตแบตมันเดินหน้าไปไกลกว่าที่เราคิดเยอะมากแล้ว
CATL ประกาศ โรงงานทั้ง 20 แห่งบรรลุ ความเป็นกลางทางคาร์บอนได้สำเร็จแล้ว
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจมีดังนี้ครับ
- ใช้พลังงานสะอาด 100% โรงงานทั้งหมดเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (โซลาร์, ลม, น้ำ) 100% ในกระบวนการผลิตหลัก
- ประหยัดพลังงานขึ้นเยอะ เทียบกับปี 2022 โรงงานใช้พลังงานต่อการผลิตแบต 1 ลูกลดลง 28% และลดการปล่อยคาร์บอนลงถึง 77% เซฟคาร์บอนไปได้มากกว่า 10 ล้านตัน
- ลุยต่อขั้นที่ยากที่สุด CATL ยอมรับตรงๆ ว่า ตัวโรงงานผลิตแบตเตอรี่บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนได้แล้ว แต่คาร์บอนอีก 80% จริงๆ มันอยู่ที่ "ต้นน้ำ" อย่างการขุดเหมืองแร่ ถลุงแร่ และการขนส่ง ซึ่งตั้งเป้าบีบซัพพลายเออร์ให้ทำกระบวนการทั้งหมดให้เป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2035
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับคนใช้รถอย่างเรา?
1. หมดยุคข้ออ้าง "รถ EV ไม่ได้สะอาดจริง" เมื่อก่อนคนชอบบอกว่า EV แค่ย้ายย่อท่อไอเสียไปไว้ที่โรงงานผลิตแบตเตอรี่ แต่การที่ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในโลกทำให้โรงงานตัวเองบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนได้จริง มันพิสูจน์แล้วว่าเทคโนโลยีฝั่ง EV พัฒนาไปไวมาก และ "สะอาดขึ้นเรื่อยๆ" ตั้งแต่ต้นทาง ต่างจากรถน้ำมันที่ขุดน้ำมันมาเผาเท่าไหร่ มลพิษก็เพิ่มขึ้นเท่านั้น ไม่มีวันสะอาดขึ้นได้
2. มาตรฐานสากลบังคับ ไม่ใช่แค่คำคุยเรื่องการตลาด การรับรอง ISO 14068-1 บังคับให้โรงงานต้อง "ลดมลพิษจริงหน้างานก่อน" แล้วค่อยใช้ Carbon Credit ชดเชยส่วนที่เหลือ ไม่ใช่แค่อยู่ดีๆ เอาเงินไปซื้อต้นไม้ปลูกแล้วอ้างว่าตัวเองสะอาด และตอนนี้ตลาดยุโรปกับอเมริกาเริ่มตั้งกำแพงภาษีคาร์บอน ค่ายรถไหนใช้แบตเตอรี่ที่กระบวนการผลิตเปรอะเปื้อนจะขายยากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้เลยกลายเป็นภาคบังคับของอุตสาหกรรมไปแล้ว
3. ยิ่งเวลาผ่านไป รถ EV ยิ่งสะอาดขึ้น คนที่ซื้อรถ EV วันนี้ ไม่ใช่แค่ได้รถที่ไม่ปล่อยไอเสียบนท้องถนน แต่แบตเตอรี่ที่อยู่ในรถคุณก็นำมาจากโรงงานที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน และในอนาคตอันสั้น พอหมดอายุการใช้งาน ตัวแบตเตอรี่ก็ถูกนำมารีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ได้อีก ไม่ได้กลายเป็นขยะพิษอย่างที่เคยกลัวกัน
สรุปคือ ใครที่กำลังเล็งรถไฟฟ้าไว้แต่ติดเรื่อง "มลพิษจากการผลิต" สบายใจได้เลยครับ เทคโนโลยีการผลิตแบตมันเดินหน้าไปไกลกว่าที่เราคิดเยอะมากแล้ว