คุบิซึกะ สุสานผีหัวขาด

.

.
ภาพพิมพ์แกะไม้ของญี่ปุ่น
การตัดหัวทหารจีนอย่างโหดร้าย
ราวปี 1894  ©  พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์
.
.

ในยุคกลางและยุคต้นสมัยใหม่ของญี่ปุ่น
การตัดหัวคนเป็นวิธีการประหารชีวิต
ที่ใช้กับอาชญากรและนักรบฝ่ายศัตรูที่พ่ายแพ้
ในช่วงยุคศักดินา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในสมัย โชกุนโทกูงาวะ (1603–1868)
การตัดหัวกลายเป็นวิธีการประหารชีวิต
สำหรับอาชญากรรมร้ายแรงหลายประเภท

การตัดหัวยังเป็นเรื่องปกติในสนามรบ
ในช่วงสงครามกลางเมืองอันยาวนานของญี่ปุ่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค เซ็งโงกุ
นักรบมักจะตัดหัวของศัตรูที่พ่ายแพ้
แล้วนำไปถวายแด่เจ้าผู้ครองแคว้นผู้ชนะ

สำหรับหัวอาชญากรหรือหัวนักรบที่ก่อกบฏ
หัวเหล่านั้นจะถูกนำมาแสดงต่อสาธารณะ
เพื่อเป็นการเตือนและป้องปรามชาวบ้าน
บ่อยครั้งหลังจากตัดหัวแล้ว
หัวที่ถูกตัดจะถูกฝังในสุสาน
แล้วมีการสร้างศาลเจ้าขึ้น ณ สถานที่นั้น
เพื่อส่งวิญญาณไปสู่สุคติ

(ฝังหัวส่วนหัว ร่างแยกฝังอีกที่หนึ่ง
แต่ส่วนใหญ่ทิ้งในป่าเป็นอาหารสัตว์
เป็นการขจัดศพที่ต้นทุนต่ำสุด ง่ายสุด
ศพชาวมองโกลจะทิ้งในป่าเป็นอาหารหมาป่า
ที่มาหนังสือ หมาป่า-เจียงหรง )

ประเพณีทางศาสนาของญี่ปุ่น
ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาและชินโต
การตายอย่างรุนแรงอาจทำให้เกิด
วิญญาณที่ไม่สงบ (ออนเรียว)
การฝังหัวและการประกอบพิธีกรรมรำลึก
เชื่อว่าจะช่วยทำให้วิญญาณเหล่านั้น
สงบลงได้ ศาลเจ้าเหล่านี้เรียกว่า คุบิซึกะ
มีในหลายจังหวัดที่ดัง ๆ มีถึง 17 แห่ง
.
.

.
.

.
.

.
ที่ใส่ผีหัวขาดของ ไทระ โนะ มาซากาโดะ
.
.
.

หนึ่งในคุบิซึกะที่มีชื่อเสียงที่สุด
คือ ศาลเจ้า ไทระ โนะ มาซากาโดะ
ตั้งอยู่ที่โอเทมาจิ โตเกียว

ไทระ โนะ มาซากาโดะ
เป็นนักรบในศตวรรษที่ 10
ผู้นำกบฏที่มีชื่อเสียงที่สุด
ในครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคแรก
แม้ว่าจะพ่ายแพ้และถูกสังหาร
แต่ต่อมากลายเป็นบุคคลในตำนาน
กึ่งเทพกึ่งผึที่ผู้คนหวาดกลัว
และให้การเคารพนับถือมานานกว่าพันปี

มาซากาโดะเป็นคนของตระกูลไทระ
สายคัมมุ (คัมมุ เฮชิ) ทายาทผู้สืบเชื้อสายจาก
จักรพรรดิคัมมุ (ครองราชย์ ค.ศ. 781–806)
ต้นสกุลน่าจะต้องโทษบางเรื่อง
จึงถูกลดฐานะชนชั้น
จากเชื้อพระวงศ์เป็นสามัญชน
แต่ได้รับพระราชทานชื่อสกุลไทระ

(ฮ่องเต๊จีนก็ชอบลดฐานะขุนนางพร้อมเนรเทศ
เนรเทศไปในที่กันดาร หรือให้อยู่บนเรือห้ามขึ้นบก)

พ่อของมาซากาโดะเป็นลูกชาย
ของเจ้าชายทากาโมจิ
หลานชายของจักรพรรดิคัมมุ
เป็นรองเจ้าแคว้นคาซูซะ
เป็นผู้ทรงอำนาจและอาศัยอยู่ใน
ภูมิภาคคันโต ทางตะวันออกของญี่ปุ่น

ในช่วงทศวรรษที่ 930
มาซากาโดะมีข้อพิพาทกับญาติ
เกี่ยวกับที่ดินและอำนาจในการปกครอง
เรื่องได้บานปลายกลายเป็นใช้อาวุธตัดสินกัน
สิ่งที่เริ่มต้นจากการทะเลาะวิวาทในท้องถิ่น
ได้ขยายตัวเป็นการกบฏอย่างเปิดเผยต่อ
รัฐบาลจักรวรรดิในเกียวโต

ในปี 939
มาซากาโดะได้ยึดครองจวนเจ้าเมือง
ที่ว่าการเจ้าเมืองหลายแห่งในต่างจังหวัด
และมีรายงานว่าได้ประกาศตนเองเป็นเอกราช
เป็นผู้ปกครองญี่ปุ่นตะวันออก
ราชสำนักเกียวโต จึงส่งกองทัพไปปราบ

ในปี 940
มาซากาโดะพ่ายแพ้ในยุทธการโคจิมะ
ถูกสังหาร แล้วถูกตัดหัวแล้วส่งไปยังเกียวโต
(ผีหัวขาดมักจะดองน้ำผึ้งป้องกันเน่าเสีย
ในระหว่างเดินทางนำหัวไปยืนยันว่า
ตายจริงจริง ไม่ใช่ตายผิดตัวแต่อย่างใด)
เพื่อนำไปแสดงต่อสาธารณชน
ในฐานะหลักฐานแห่งชัยชนะของรัฐบาล

ตามตำนานที่มีชื่อเสียง
ผีหัวขาดของมาซากาโดะไม่ยอมเน่าเปื่อย
ตาจ้องมองผู้คนและร้องขอร่างกายคืน
หลังจากจัดแสดงอยู่นานหลายเดือน
เชื่อกันว่าผีหัวขาดได้ลอยผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน
จากเกียวโตกลับไปยังญี่ปุ่นตะวันออก
ก่อนที่จะตกลงมาในบริเวณที่เป็นโตเกียวในปัจจุบัน
ชาวบ้านที่หวาดกลัวได้ทำความสะอาดผีหัวขาด
แล้วฝังหัวอย่างระมัดระวัง
พร้อมกับสร้างศาลเจ้า
เพื่อระงับความโกรธแค้นของผีนักรบ
ศาลเจ้าแห่งนี้คือ สุสานฝังผีหัวขาด
มาซากาโดะ โดยเฉพาะเจาะจง


นับตั้งแต่นั้นมา
เมื่อใดก็ตามที่เกิดภัยพิบัติขึ้นในภูมิภาคคันโต
ก็มักจะถูกโยงไปถึงผีอาฆาตของมาซากาโดะ

ในช่วงต้นทศวรรษ 1900
หลังจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในคันโต
ทำลายโตเกียวไปมาก
กระทรวงการคลังตัดสินใจสร้าง
สำนักงานใหญ่แห่งใหม่บนพื้นที่เดิม
และทำลายสถานที่นั้นทิ้ง

ภายในสองปี
มีคนทำงานในอาคารสำนักงานชั่วคราว
ที่สร้างขึ้นบนพื้นที่นั้นตายไป 14 ศพ
หลายคนเริ่มเชื่อว่าการตายเหล่านั้น
เกิดจากผีมาซากาโดะที่โกรธแค้น
ที่เดือดดาลกับการทำลายศาลเจ้าของผี

ในปี 1928
อาคารใหม่ถูกรื้อถอนออกไป
และศาลเจ้าก็ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่

แต่ความโชคร้ายยังคงเกิดขึ้นกับ
กระทรวงที่ถูกสาปแช่งนี้ต่อไป

ในปี 1940
ฟ้าผ่าอาคารกระทรวงการคลัง
และกระทรวงคมนาคม
อาคารเก้าหลังถูกไฟไหม้จนเหลือแต่ซาก
ในที่สุดกระทรวงก็ย้ายไปที่คาสุมิกาเซกิ
และศาลเจ้าก็ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่

ในที่สุด ในช่วงทศวรรษ 1970
ศาลเจ้าคุบิซึกะก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์
ของมหานครโตเกียว
ศาลเจ้าประกอบด้วยโคมไฟหิน
ที่ซ่อนอยู่หลังแผ่นหินหลุมศพ
และมีกบหินคอยเฝ้าอยู่

อีกตัวอย่างหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ
มิมิซึกะ (เนินหู) ในเกียวโต
แม้ว่าจะไม่ใช่คุบิซึกะโดยตรง
แต่ก็มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
ในช่วงการรุกรานเกาหลีของญี่ปุ่น
(ค.ศ. 1592–1598)
ทหารญี่ปุ่นได้เก็บจมูกและหูจากศัตรูที่ถูกสังหาร
เพราะเป็นการยากที่จะขนกลับไปยังญี่ปุ่น
ซากเหล่านี้ถูกฝังไว้ในเนินดินขนาดใหญ่
ซึ่งยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้
.

เรียบเรียง/ที่มา

Amusingplanet
Tuttogiappone
Japan Reference
Wikipedia 
.
.

เรื่องเล่าไร้สาระ

ในภาษาไทยโบราณและวัฒนธรรมดั้งเดิม
คำว่า ผี มีความหมายตรงตัว
ที่ใช้เรียกร่างหรือดวงวิญญาณ
ของ คนที่ตายไปแล้ว
รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือบรรพบุรุษ
ก่อนที่อิทธิพลของศาสนาพุทธและพราหมณ์
จะทำให้ความหมายแคบลงเหลือเพียง
วิญญาณน่ากลัว ตามหลักภาษา/ประวัติศาสตร์

ร่างคนตาย
ในอดีตใช้เรียกสภาพร่างกายของคนตาย
เช่น สำนวนโบราณว่า ไปเผาผี
หมายถึงไปเผาศพคนตาย

วิญญาณบรรพบุรุษ
เชื่อว่าญาติผู้ใหญ่ที่ล่วงลับไปแล้ว
จะกลายเป็น  ผีปู่ย่าตายาย หรือ
ผีบ้านผีเรือน ที่คอยปกป้องคุ้มครองลูกหลาน

เทพยดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ในศิลาจารึกโบราณ เช่น จารึกสุโขทัย
เคยใช้คำว่า ผี หมายถึง เทวดาอารักษ์ผู้มีอำนาจ
เช่น  ผีเทพดาในเขาอันนั้น

เทียมดา เทวดา หรือ กึ่งเทวดากึ่งผี
เช่น กลางวันเป็นเทวดา กลางคืนเป็นเปรต
หรือ กลางคืนเป็นเทวดา กลางวันเป็นเปรต
มีใน พระไตรปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ
(หมวด มิคลุททกเปตวัตถุ)
มีเรื่องราวของเปเวมานิกเปรต (เปรตที่มีวิมาน)
ซึ่งได้รับผลกรรมกึ่งดีกึ่งชั่ว
ทำให้ความเป็นอยู่สลับกัน

เทียมดา - ภาษาถิ่นปักษ์ใต้ เทียม=เท่าเทียม

ศพ ทางการใช้นับร่างคนตาย

ขวัญ สิ่งที่อยู่กับคนเป็น
เมื่อตายไปแล้ว ขวัญ จะจากร่างไป
สู่ภพภูมิอื่นหรือแดนฟ้า/แดนผีฟ้า
แต่ตัว  ผี - ร่างหรือวิญญาณที่หลงเหลืออยู่

ผีดิบ คำโบราณคือ ศพคนที่เพิ่งตาย
และยังไม่ได้ผ่านการเผาหรือทำพิธีฌาปนกิจ

ยังมี ผีอื่น ๆ อีกมากมาย มากมาย
.
.
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
.
อื่น ๆ อีกมากมาย - เฉลียง
.
.
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่