บริษัทเอไอ ยอมทุ่มเงินกว้านซื้อ "หนังสือเก่า" มหาศาล ก่อนจะใช้เครื่องไฮดรอลิกเฉือนสันและบดทำลายทิ้งถาวร! เบื้องหลังความฉลาดของ LLM โมเดลภาษาขนาดใหญ่!...
.
เพื่อพัฒนาเอไอหรือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) ฉลาดและเป็นธรรมชาติมากขึ้น รอบรู้มากขึ้น เข้าใจมนุษย์มายิ่งขึ้น บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งก็ย่อมต้องการข้อมูลตั้งต้นที่เป็นข้อความจาก "มนุษย์เขียนจริงๆ" แบบจำนวนมหาศาล
ความต้องการนี้ได้ผลักดันให้เกิดปรากฏการณ์การไปกว้านซื้อหนังสือทั่วไป ไปจนถึงหนังสือหายาก ต่างๆ มาแล้วตัดสันหนังสือออก สแกนเก็บเนื้อหา แล้วบดทำลๅยทิ้งอย่างถาวร!
เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากเมื่อมีข้อมูลเชิงลึกถูกเปิดเผยในชั้นศาลช่วงกลางปี 2026 ถึงโปรเจกต์ลับของบริษัทแอนโทรปิก (Anthropic) ที่ชื่อว่าโปรเจกต์ปานามา (Project Panama)
.
โปรเจกต์ที่ว่านี้พุ่งเป้าไปที่การไปกว้านซื้อหนังสือมือสองที่ตีพิมพ์ก่อนปี 2022
สาเหตุที่ต้องเป็นหนังสือเก่าก็เพราะว่า มันคือแหล่งข้อมูลชั้นดีที่การันตีได้ร้อยเปอร์เซ็นต์แน่ๆว่า "ปลอดจากการปนเปื้อน" ของข้อความที่ถูกเขียนขึ้นโดยเอไอในยุคหลังๆ นั่นเอง
.
แล้วทำไมถึงต้องรุนแรงถึงขั้นตัดทำลๅยหนังสือด้วย? คำตอบคืออยู่ที่เรื่องของ "ข้อจำกัดทางเทคนิค"...
ปกติแล้วการแปลงหนังสือกระดาษให้เป็นไฟล์ดิจิทัลจะทำได้สองวิธีหลักๆ วิธีแรกคือการสแกนแบบถนอมหนังสือ (Non-Destructive Scanning) ซึ่งเป็นวิธีที่ห้องสมุดหรือพิพิธภัณฑ์นิยมใช้กัน โดยจะกางหนังสือออกบนแท่นรูปตัววีแล้วถ่ายภาพเก็บไว้
แต่วิธีนี้มีข้อเสียคือใช้เวลานานมาก และมักจะเจอปัญหาหน้ากระดาษโค้งงอหรือมีเงาดำตรงบริเวณรอยพับสันหนังสือ (Gutter Distortion) ซึ่งความโค้งงอนี้แหละที่ทำให้ระบบดึงตัวอักษรจากภาพ (Optical Character Recognition) ทำงานผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนได้ง่าย
.
ด้วยเหตุนี้ บริษัทเอไอที่ต้องการความเร็วและข้อมูลที่แม่นยำที่สุด จึงหันมาใช้วิธีที่สอง นั่นคือการสแกนแบบทำลๅย (Destructive Scanning) พวกเขาจะใช้เครื่องตัดไฮดรอลิกพลังสูงเฉือนสันหนังสือทิ้งทั้งหมด ให้หนังสือกลายเป็นเพียงกองกระดาษแผ่นเดี่ยวๆ จากนั้นก็ป้อนเข้าเครื่องสแกนความเร็วสูง!
การทำแบบนี้จะช่วยให้หน้ากระดาษแบนราบสนิทร้อยเปอร์เซ็นต์ ระบบสกัดข้อความจึงทำงานได้ถูกต้องแม่นยำขั้นสุด แถมยังสแกนได้รวดเร็วระดับหลายพันหน้าในเวลาแค่ไม่กี่นาที
การบดทำลๅยหนังสือจึงกลายเป็นสิ่งที่บริษัทเหล่านี้มองว่าเป็นกระบวนการทางวิศวกรรมที่ "จำเป็น" เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุดในเวลาที่สั้นที่สุดนั่นเอง
หรือก็คือเวลาเป็นเงินเป็นทอง เพื่อให้รวดเร็วสุด ประหยัดพลังงานสุด การทำลๅยย่อมให้ผลลัพธ์ที่ไวกว่าหลายเท่า
.
อย่างไรก็ตาม แนวทางสุดโต่งนี้ได้สะกิดความกังวลอย่างหนักให้กับวงการร้านขายหนังสือเก่าอย่างแรง โดยผู้ค้าหนังสืออิสระรายหนึ่งได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวโฟร์โอโฟร์ มีเดีย (404 Media) เมื่อเดือนเมษายน 2026 ถึงปรากฏการณ์ที่จู่ๆ ก็มีออเดอร์สั่งซื้อหนังสือแบบสุ่มเข้ามาจำนวนมหาศาลอย่างผิดปกติ เขาได้ระบายความในใจเอาไว้ว่า
"ส่วนตัวผมมีความรู้สึกผสมปนเปกับเรื่องนี้อยู่เหมือนกันนะ เพราะในแง่หนึ่งมันก็ดีต่อสถานะการเงินของผม แถมยังช่วยโละสต็อกหนังสือเก่าๆ ที่ปกติก็คงขายไม่ออกแน่ๆ ทิ้งไปได้ด้วย...
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผมก็ไม่ชอบปลายทางที่หนังสือพวกนี้จะต้องไปเจอ และผมไม่ชอบใจเลยที่หนังสือหายากกำลังถูกนำไปบดทำลๅยแบบนี้"
.
คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความอึดอัดใจและกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของคนในวงการหนังสือได้อย่างชัดเจน แม้ว่าพวกเขาจะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำจากยอดขายที่พุ่งกระฉูด โดยมีตัวกลางอย่างฐานข้อมูลหนังสือ ไอเอสบีเอ็นดีบี (ISBNdb) คอยเป็นนายหน้าและช่วยปกปิดตัวตนให้กับบริษัทเอไอผู้ซื้อ
แต่ในท้ายที่สุดแล้ว มนุษยชาติก็อาจจะต้องแลกกับการสูญเสียความรู้ในรูปแบบรูปเล่มดั้งเดิม ซึ่งบางเล่มอาจจะเหลืออยู่เพียงไม่กี่ก๊อปปี้บนโลก ให้หายสาบสูญไปตลอดกาล... เพียงเพื่อแลกมากับความฉลาดที่เพิ่มขึ้นของอัลกอริทึม คิดว่าคุ้มค่าไหม?
.
[แหล่งอ้างอิง]
[1] Landymore, F. "AI Companies Are Buying Antique Books, Ingesting Their Contents to Train Models, and Then Destroying Them at Incredible Scale." Futurism, 2026.
[2] James, K. "Why is Anthropic destroying books?" The Guardian, 2026.
#วิทยาศาสตร์ #เทคโนโลยี #ปัญญาประดิษฐ์ #เครื่องมือAI #ข้อมูลข่าวสาร #การเรียนรู้ของเครื่อง #หนังสือเก่า #อนาคต #นวัตกรรม #ความรู้รอบตัว
https://www.facebook.com/share/1C5GT8H2iJ/
🤖📖 บริษัทเอไอ ยอมทุ่มเงินกว้านซื้อ "หนังสือเก่า" มหาศาล ก่อนจะใช้เครื่องไฮดรอลิกเฉือนสันและบดทำลายทิ้งถาวร
.
เพื่อพัฒนาเอไอหรือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) ฉลาดและเป็นธรรมชาติมากขึ้น รอบรู้มากขึ้น เข้าใจมนุษย์มายิ่งขึ้น บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งก็ย่อมต้องการข้อมูลตั้งต้นที่เป็นข้อความจาก "มนุษย์เขียนจริงๆ" แบบจำนวนมหาศาล
ความต้องการนี้ได้ผลักดันให้เกิดปรากฏการณ์การไปกว้านซื้อหนังสือทั่วไป ไปจนถึงหนังสือหายาก ต่างๆ มาแล้วตัดสันหนังสือออก สแกนเก็บเนื้อหา แล้วบดทำลๅยทิ้งอย่างถาวร!
เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากเมื่อมีข้อมูลเชิงลึกถูกเปิดเผยในชั้นศาลช่วงกลางปี 2026 ถึงโปรเจกต์ลับของบริษัทแอนโทรปิก (Anthropic) ที่ชื่อว่าโปรเจกต์ปานามา (Project Panama)
.
โปรเจกต์ที่ว่านี้พุ่งเป้าไปที่การไปกว้านซื้อหนังสือมือสองที่ตีพิมพ์ก่อนปี 2022
สาเหตุที่ต้องเป็นหนังสือเก่าก็เพราะว่า มันคือแหล่งข้อมูลชั้นดีที่การันตีได้ร้อยเปอร์เซ็นต์แน่ๆว่า "ปลอดจากการปนเปื้อน" ของข้อความที่ถูกเขียนขึ้นโดยเอไอในยุคหลังๆ นั่นเอง
.
แล้วทำไมถึงต้องรุนแรงถึงขั้นตัดทำลๅยหนังสือด้วย? คำตอบคืออยู่ที่เรื่องของ "ข้อจำกัดทางเทคนิค"...
ปกติแล้วการแปลงหนังสือกระดาษให้เป็นไฟล์ดิจิทัลจะทำได้สองวิธีหลักๆ วิธีแรกคือการสแกนแบบถนอมหนังสือ (Non-Destructive Scanning) ซึ่งเป็นวิธีที่ห้องสมุดหรือพิพิธภัณฑ์นิยมใช้กัน โดยจะกางหนังสือออกบนแท่นรูปตัววีแล้วถ่ายภาพเก็บไว้
แต่วิธีนี้มีข้อเสียคือใช้เวลานานมาก และมักจะเจอปัญหาหน้ากระดาษโค้งงอหรือมีเงาดำตรงบริเวณรอยพับสันหนังสือ (Gutter Distortion) ซึ่งความโค้งงอนี้แหละที่ทำให้ระบบดึงตัวอักษรจากภาพ (Optical Character Recognition) ทำงานผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนได้ง่าย
.
ด้วยเหตุนี้ บริษัทเอไอที่ต้องการความเร็วและข้อมูลที่แม่นยำที่สุด จึงหันมาใช้วิธีที่สอง นั่นคือการสแกนแบบทำลๅย (Destructive Scanning) พวกเขาจะใช้เครื่องตัดไฮดรอลิกพลังสูงเฉือนสันหนังสือทิ้งทั้งหมด ให้หนังสือกลายเป็นเพียงกองกระดาษแผ่นเดี่ยวๆ จากนั้นก็ป้อนเข้าเครื่องสแกนความเร็วสูง!
การทำแบบนี้จะช่วยให้หน้ากระดาษแบนราบสนิทร้อยเปอร์เซ็นต์ ระบบสกัดข้อความจึงทำงานได้ถูกต้องแม่นยำขั้นสุด แถมยังสแกนได้รวดเร็วระดับหลายพันหน้าในเวลาแค่ไม่กี่นาที
การบดทำลๅยหนังสือจึงกลายเป็นสิ่งที่บริษัทเหล่านี้มองว่าเป็นกระบวนการทางวิศวกรรมที่ "จำเป็น" เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุดในเวลาที่สั้นที่สุดนั่นเอง
หรือก็คือเวลาเป็นเงินเป็นทอง เพื่อให้รวดเร็วสุด ประหยัดพลังงานสุด การทำลๅยย่อมให้ผลลัพธ์ที่ไวกว่าหลายเท่า
.
อย่างไรก็ตาม แนวทางสุดโต่งนี้ได้สะกิดความกังวลอย่างหนักให้กับวงการร้านขายหนังสือเก่าอย่างแรง โดยผู้ค้าหนังสืออิสระรายหนึ่งได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวโฟร์โอโฟร์ มีเดีย (404 Media) เมื่อเดือนเมษายน 2026 ถึงปรากฏการณ์ที่จู่ๆ ก็มีออเดอร์สั่งซื้อหนังสือแบบสุ่มเข้ามาจำนวนมหาศาลอย่างผิดปกติ เขาได้ระบายความในใจเอาไว้ว่า
"ส่วนตัวผมมีความรู้สึกผสมปนเปกับเรื่องนี้อยู่เหมือนกันนะ เพราะในแง่หนึ่งมันก็ดีต่อสถานะการเงินของผม แถมยังช่วยโละสต็อกหนังสือเก่าๆ ที่ปกติก็คงขายไม่ออกแน่ๆ ทิ้งไปได้ด้วย...
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผมก็ไม่ชอบปลายทางที่หนังสือพวกนี้จะต้องไปเจอ และผมไม่ชอบใจเลยที่หนังสือหายากกำลังถูกนำไปบดทำลๅยแบบนี้"
.
คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความอึดอัดใจและกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของคนในวงการหนังสือได้อย่างชัดเจน แม้ว่าพวกเขาจะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำจากยอดขายที่พุ่งกระฉูด โดยมีตัวกลางอย่างฐานข้อมูลหนังสือ ไอเอสบีเอ็นดีบี (ISBNdb) คอยเป็นนายหน้าและช่วยปกปิดตัวตนให้กับบริษัทเอไอผู้ซื้อ
แต่ในท้ายที่สุดแล้ว มนุษยชาติก็อาจจะต้องแลกกับการสูญเสียความรู้ในรูปแบบรูปเล่มดั้งเดิม ซึ่งบางเล่มอาจจะเหลืออยู่เพียงไม่กี่ก๊อปปี้บนโลก ให้หายสาบสูญไปตลอดกาล... เพียงเพื่อแลกมากับความฉลาดที่เพิ่มขึ้นของอัลกอริทึม คิดว่าคุ้มค่าไหม?
.
[แหล่งอ้างอิง]
[1] Landymore, F. "AI Companies Are Buying Antique Books, Ingesting Their Contents to Train Models, and Then Destroying Them at Incredible Scale." Futurism, 2026.
[2] James, K. "Why is Anthropic destroying books?" The Guardian, 2026.
#วิทยาศาสตร์ #เทคโนโลยี #ปัญญาประดิษฐ์ #เครื่องมือAI #ข้อมูลข่าวสาร #การเรียนรู้ของเครื่อง #หนังสือเก่า #อนาคต #นวัตกรรม #ความรู้รอบตัว
https://www.facebook.com/share/1C5GT8H2iJ/