เรื่องเล่าอาถรรพ์จากป่าลึก

คำสาปป่าล่าคน

ค่ำคืนนี้พระจันทร์ถูกเมฆมืดบัง แสงจันทร์ส่องลงมาเพียงริบหรี่ ผืนป่าดงดิบเบื้องหน้ามืดมัวอาภัพ ต้นไม้ยักษ์ยืนตระหง่านราวกับคนยักษ์จ้องมองคนบุกรุก กิ่งก้านพันกันจนแทบไม่มีแสงลอดลงถึงพื้น กลิ่นดินชื้นและใบไม้เน่าคละคลุ้งกับไอเย็นซัดเข้าจนถึงกระดูก ไม่มีเสียงนกหรือสัตว์ป่า มีเพียงเสียงลมพัดผ่านกิ่งไม้ดังครืนๆราวกับเสียงกระซิบของสิ่งลี้ลับแฝงเร้นในเงามืด

คณะสำรวจทั้งห้าคนเดินฝ่าความมืดเข้าไปในใจกลางป่า นำหน้าโดย ดำรง หัวหน้าคณะ ชายฉกรรจ์วัยกลางคน ผู้ช่ำชองป่าดงดิบมาหลายสิบปี รูปร่างสูงใหญ่ แกร่งกล้า ดวงตาคมกริบ ความรู้ครบถ้วน ทั้งการเดินป่า การเอาตัวรอด และการใช้อาวุธ เป็นที่เคารพและเชื่อใจของทุกคน

ถัดมาคือ ไสว มือใหม่ไฟแรง อายุน้อยที่สุดในกลุ่ม ร่างกายกำยำ กล้าหาญแต่ขาดประสบการณ์ มักไวใจเกินไป เป็นคนที่ดำรงคอยเตือนสติอยู่เสมอ

ข้างกายมี ดร.ชลธี นักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญ ชายวัยราวสี่สิบกว่าปี ทรงปัญญา รู้ลึกเรื่องตำนานและประวัติศาสตร์ แม้ร่างกายไม่กำยำเท่าคนอื่นแต่ใจแกร่ง สุขุมรอบคอบ มักเป็นผู้เตือนสติเมื่อทุกคนเริ่มประมาท

เคียงข้างกันมาด้วย เสี่ยกำพล ผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ชายวัยกลางคน ร่างท้วม อดีตนายทหารผ่านศึก มีประสบการณ์การรบและการใช้อาวุธไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าดำรง ปากดำแต่ใจดี ซื่อตรงและกล้าหาญ มักเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้และปกป้องคนอื่น

และคนสุดท้ายคือ สา ผู้ช่วยด้านเทคนิคและการสื่อสาร หญิงแกร่งวัยสามสิบต้นๆ ฉลาดเฉลียว ไหวพริบดี รู้จักใช้อุปกรณ์และการเดินแผนที่อย่างแม่นยำ แม้จะดูอ่อนช้อยแต่ใจแข็งแกร่ง กล้าเผชิญหน้ากับอันตรายและไม่เคยถอยหนี

“หัวหน้า... ป่านี้ดูไม่สู้ดีเลยครับ” ไสวกอดอกแน่น มองรอบข้างด้วยสายตาหวาดกลัว “รู้สึกเหมือนมีใครจ้องเราตลอดเวลา”

ดำรงหันกลับมามองด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “อดทนไว้ อีกไม่ไกลถึงจุดหมายแล้ว แต่จำไว้ ห้ามแยกห่างกัน ห้ามรับของ หรือตอบรับเสียงเรียกใดๆ ไม่ว่าจะได้ยินอะไร ให้ถือว่าไม่ได้ยินไม่ได้เห็น”

ดร.ชลธีพยักหน้าเนิบนาบ “ผมก็เริ่มรู้สึกเช่นกันครับ ดำรง ตำราบอกว่าป่านี้มีคำสาปโบราณ... หากละเมิดแดนสงวน จะไม่มีใครกลับไปได้โดยง่าย”

“ฮึ! เรามีห้าคน มีปืน มีด พร้อมครบมือ” เสี่ยกำพลกระทุ้งปืนลูกซองในมือเสียงดังสนั่น “ไม่ว่ามันจะผีหรือสัตว์ร้าย ก็ซัดกระสุนใส่ให้ตายไปเลย จบเรื่อง!”

“อย่าประมาทคุณกำพล” สาแทรกเสียงแผ่วแต่หนักแน่น “เข็มทิศฉันเริ่มหมุนเพี้ยน... สัญญาณรบกวนแปลกๆ เหมือนพลังงานบางอย่างแฝงอยู่ทั่วไป”

ดำรงรับฟังแล้วกระชับหน้าตา “ไม่ว่ามันจะอะไร เราต้องระวังให้มาก อย่าให้ความอยากรู้หรือความห้าวหาญพาพินาศ เชื่อผม... ป่านี้ไม่ใช่ที่ของเรา”

กลุ่มคนทั้งห้าก้าวเดินต่ออย่างระแวดระวัง พื้นดินชื้นแฉะดังแฉะๆทุกย่างก้าว ค่ำคืนลึกยิ่ง ความมืดปกคลุมหนาทึบ จนแทบมองไม่เห็นก้าวถัดไป ทันใดนั้น เสียงหัวเราะดังก้องกังวานจากทั่วสารทิศ ใกล้แค่เอื้อมแต่ไม่เห็นใคร

“ฮ่า... ฮ่า... ฮ่า...”

ไสวเผลอเอ่ย “ใคร... ใครอยู่ที่นั่น?” ทันทีที่เสียงคำถามลอยจาง เสียงหัวเราะพลันหยุด เปลี่ยนเป็นความเงียบที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก แสงตะเกียงดับวูบลงทั้งหมด ความมืดสนิทปกคลุม เสียงฝีเท้าดังสนั่นนับไม่ถ้วนเข้าห้อมล้อมรอบด้าน

“จับอาวุธ! ยิงเมื่อผมสั่ง!” ดำรงตะโกนสั่ง กระชากปืนลูกซองขึ้นถือแน่น นิ้วลั่นไกรเหนือแป้นเหนี่ยว กลิ่นฉุนเฉียวเหม็นเน่าลอยเข้ามา แสงเรืองรองสีซีดจางสว่างวาบ เป็นดวงตานับร้อยคู่จ้องมองมาด้วยแววตาโหดร้าย

“รุกราน... ต้องชดใช้... ไม่มีใครยกเว้น... ต้องตายทั้งหมด...” เสียงก้องกังวานราวกับทั้งป่าร่วมกันร้อง “คำสาปแห่งป่า... จะล้างให้สิ้นซาก...”

“ยิง!”

ดำรงเหนี่ยวไกทันที! ปืนลูกซองดังสนั่น เปลวไฟฉายสว่างทั่วบริเวณ เห็นร่างกึ่งคนกึ่งป่าถูกกระสุนพังยับเยินล้มลง แต่จำนวนไม่ลดน้อย ยิ่งยิงยิ่งเพิ่มมากขึ้นราวกับผุดจากพื้นดิน พวกมันไม่พูดจา ไม่เจรจา พุ่งเข้าใส่ด้วยความโหดเหี้ยมราวกับจะฆ่าทุกคนให้สิ้นซาก ไม่มีข้อยกเว้นแก่ใครเลย

“กระจายตัว! ยิงสวนกลับ! อย่าให้มันเข้าถึง!” ดำรงตะโกนสั่ง ยิงซ้ำแล้วซ้ำอีก ลำกล้องร้อนฉ่า กระสุนระเบิดแตกพร่างพราวท่ามกลางความมืด เสียงปืนดังระรัวสนั่นป่า ร่างประหลาดล้มตายเป็นกองแต่ก็ยังพุ่งซ้อนทับเข้ามาไม่ขาดสาย

“รักษาแนว! อย่าให้ช่องโหว่!” เสี่ยกำพลตะโกนลั่น ยิงสวนกลับอย่างไม่ยั้งมือ กระสุนพุ่งปะทะร่างประหลาดจนถอยถล่ม แต่ด้วยจำนวนที่มากมายมหาศาล พวกมันพุ่งเข้าประชิดอย่างไม่เกรงกลัวกระสุนปืน

“ระวังทางขวา! มันรุมเข้ามาเยอะมาก!” สาตะโกนเตือนขณะที่ยิงป้องกันตัวอย่างตื่นตระหนก

“ดร.ชลธี! ไสว! ถอยมาทางนี้! อย่าแยกกัน!” ดำรงตะโกนเรียก แต่สายไปเสียแล้ว ฝูงอสุรกายพุ่งรุมล้อมเข้ามาทั้งสี่ด้านอย่างหนาทึบ ไม่เหลือช่องทางหนีให้เลย

“ขอโทษด้วย... ผมคงพาไปไม่ถึงแล้ว...” ดร.ชลธีตะโกนลั่นขณะที่กระสุนหมด เขาชักมีดสั้นออกมา “พวกท่านรีบหนีไป! ผมจะขวางมันไว้!” ก่อนจะถูกร่างประหลาดพุ่งรุมจนมิด เสียงต่อสู้และเสียงร้องตะโกนดังลั่น ก่อนจะค่อยๆเงียบลงในที่สุด

“อาจารย์!” ไสวร้องตะโกนด้วยความเสียใจ ลังเลเพียงพริบตาเดียว ร่างประหลาดก็พุ่งเข้ากระชากเขาลากไปในความมืด “หัวหน้า! รีบพาสาหนีไป! อย่าห่วงผม!” เสียงร้องเรียกดังแผ่วจนค่อยๆเงียบลง

“ไสว!” ดำรงร้องเรียกด้วยความเจ็บปวด แต่เวลาไม่รอช้า

“มา! เจ้าปีศาจ! มาเอาชีวิตกูสิ!” เสี่ยกำพลตะโกนท้าทายด้วยเสียงสั่นเครือ ยิงจนกระสุนหมดแล้วชักมีดสั้นฟาดฟันอย่างบ้าคลั่ง “รีบหนีไปสองคนนั้น! รีบ! กูจะยื้อเวลาไว้ให้!” ร่างของเขาถูกล้อมรุมจนมิด ก่อนเสียงต่อสู้จะค่อยๆดังแผ่วลงจนเงียบสนิท

เหลือเพียงดำรงและสายืนจ้องมองความตายของเพื่อนร่วมทางด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว ฝูงอสุรกายยังคงก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว ดวงตาเรืองแสงจ้องมองทั้งคู่ราวกับจะกลืนกินชีวิต

“สา! จับมือฉันไว้! อย่าปล่อยให้หลุด!” ดำรงตะโกนสั่ง กระชากมือของสาแน่น “เราต้องหนี! ต้องรอด!”

“ฉันไม่ยอมทิ้งคุณ! เราต้องไปด้วยกัน!” สาตอบกลับด้วยน้ำเสียงตั้งมั่น แม้จะหวาดกลัวแต่ก็ไม่ถอยหนีตามลำพัง

ทั้งสองยิงสวนกลับจนกระสุนหมด ก่อนจะเบนเข็มวิ่งหนีฝ่าฝูงมารที่คอยขวางกั้น ดำรงใช้ตัวเองบังสาไว้เบื้องหลัง คอยฟาดฟันและเบี่ยงเบนความสนใจของพวกมัน ส่วนสาก็ช่วยนำทางและคอยเตือนภัยจากด้านหลัง พวกเขาวิ่งฝ่าความมืด ผ่าพงหญ้าและกิ่งไม้แหลมคมที่บาดเนื้อทั้งตัว ฝูงอสุรกายร้องลั่นไล่ล่าติดส้น แต่ด้วยความชำนาญทางป่าของดำรงและความเฉลียวฉลาดของสา ทั้งสองจึงพากันหลบเลี่ยงและหลุดรอดออกมาได้อย่างหวุดหวิด เมื่อทั้งสองหันกลับมามอง ป่ากลับเงียบสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงแต่เพื่อนร่วมทางทั้งสามคนไม่ได้กลับมาด้วยกันอีกแล้ว

หลายชั่วโมงผ่านไป ทั้งสองพากันเดินทางกลับออกมาจากป่าด้วยความโดดเดี่ยวที่สุดในชีวิต กลับมาเพียงสองคน โดยที่ไม่มีวันลืมค่ำคืนนั้น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่