ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ความรู้ความเข้าใจทางการแพทย์เกี่ยวกับ
"โรคเบาหวาน" ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยเชื่อกันว่าเป็นโรคที่เกิดจากการทานน้ำตาลหรือของหวานมากเกินไป มาสู่ความเข้าใจว่าเป็นโรคที่มีความซับซ้อน และมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับ
"ไขมัน" และ "ตับ"
จุดเริ่มต้นจากการค้นพบทางการแพทย์
ในปี 2007
ศาสตราจารย์ รอย เทเลอร์ (Prof. Roy Taylor) ได้ค้นพบว่าผู้ป่วยเบาหวานจำนวนมากมีภาวะ
ไขมันพอกตับ ร่วมด้วย ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของอินซูลินและการรักษาสมดุลน้ำตาลในร่างกาย
งานวิจัยพบว่า
หากผู้ป่วยสามารถลดน้ำหนักลงได้ประมาณ 10–15 กิโลกรัม ผู้ป่วยมากกว่า 50% สามารถทำให้โรคเบาหวานเข้าสู่ "สภาวะสงบ" (Diabetes Remission) ร่างกายกลับมาคุมน้ำหนักและอินซูลินได้ดีขึ้นจนอาจหยุดทานยาได้ ซึ่งวิธีนี้ใช้ได้ทั้งกับคนอ้วน น้ำหนักเกิน หรือแม้แต่คนน้ำหนักปกติที่มีภาวะไขมันพอกตับซ่อนอยู่
แนวทางการรักษาในปัจจุบัน
แนวคิดการรักษาเบาหวานด้วยการคุมน้ำหนักและอาหารได้รับการยอมรับทั่วโลก นำโดยประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา สำหรับในประเทศไทย โรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่งได้เริ่มนำแนวทางนี้มาใช้จนมีผู้ป่วยสามารถหยุดยาได้แล้วหลายหมื่นคน
โดยแนวทางการรักษามี
2 รูปแบบหลัก ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์:
1. การกินอาหารเหลวแคลอรีต่ำ (Low-Calorie Liquid Diet):
วิธี: ทานอาหารเหลวในช่วง 1–2 เดือนแรก ก่อนค่อยๆ ปรับมาทานอาหารปกติ
จุดเด่น: เบาหวานเข้าสู่สภาวะสงบได้อย่างรวดเร็ว
ข้อจำกัด: ควบคุมน้ำหนักในระยะยาวได้ยากกว่า
2. การกินเรียลฟู้ด ลดคาร์โบไฮเดรต (Real Foods & Low-Carb):
วิธี: ค
วบคุมปริมาณอาหาร เน้นทานอาหารธรรมชาติ (ผัก, ผลไม้, โปรตีน, ไขมันดี) และลดแป้ง/คาร์โบไฮเดรต
จุดเด่น: ควบคุมเบาหวานในระยะยาวได้ดี โอกาสที่เบาหวานจะกลับมากำเริบต่ำกว่า
สรุปสิ่งสำคัญ
หัวใจสำคัญที่สุดคือ
"การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์อย่างยั่งยืน" หลังจากเบาหวานเข้าสู่สภาวะสงบแล้ว เพราะหากปล่อยให้น้ำหนักตัวกลับมาเพิ่มขึ้น โรคเบาหวานก็มีโอกาสกลับมาได้อีกเช่นกัน ทั้งนี้ การลดน้ำหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมควรอยู่ภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
CR IG Jones Salad
ไทยก็เริ่มแล้ว! รักษาเบาหวานด้วยการคุมอาหารและปรับไลฟ์สไตล์ ลดน้ำหนักให้ได้ 10 กก.
จุดเริ่มต้นจากการค้นพบทางการแพทย์
ในปี 2007 ศาสตราจารย์ รอย เทเลอร์ (Prof. Roy Taylor) ได้ค้นพบว่าผู้ป่วยเบาหวานจำนวนมากมีภาวะ ไขมันพอกตับ ร่วมด้วย ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของอินซูลินและการรักษาสมดุลน้ำตาลในร่างกาย
งานวิจัยพบว่า หากผู้ป่วยสามารถลดน้ำหนักลงได้ประมาณ 10–15 กิโลกรัม ผู้ป่วยมากกว่า 50% สามารถทำให้โรคเบาหวานเข้าสู่ "สภาวะสงบ" (Diabetes Remission) ร่างกายกลับมาคุมน้ำหนักและอินซูลินได้ดีขึ้นจนอาจหยุดทานยาได้ ซึ่งวิธีนี้ใช้ได้ทั้งกับคนอ้วน น้ำหนักเกิน หรือแม้แต่คนน้ำหนักปกติที่มีภาวะไขมันพอกตับซ่อนอยู่
แนวทางการรักษาในปัจจุบัน
แนวคิดการรักษาเบาหวานด้วยการคุมน้ำหนักและอาหารได้รับการยอมรับทั่วโลก นำโดยประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา สำหรับในประเทศไทย โรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่งได้เริ่มนำแนวทางนี้มาใช้จนมีผู้ป่วยสามารถหยุดยาได้แล้วหลายหมื่นคน
โดยแนวทางการรักษามี 2 รูปแบบหลัก ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์:
1. การกินอาหารเหลวแคลอรีต่ำ (Low-Calorie Liquid Diet):
วิธี: ทานอาหารเหลวในช่วง 1–2 เดือนแรก ก่อนค่อยๆ ปรับมาทานอาหารปกติ
จุดเด่น: เบาหวานเข้าสู่สภาวะสงบได้อย่างรวดเร็ว
ข้อจำกัด: ควบคุมน้ำหนักในระยะยาวได้ยากกว่า
2. การกินเรียลฟู้ด ลดคาร์โบไฮเดรต (Real Foods & Low-Carb):
วิธี: ควบคุมปริมาณอาหาร เน้นทานอาหารธรรมชาติ (ผัก, ผลไม้, โปรตีน, ไขมันดี) และลดแป้ง/คาร์โบไฮเดรต
จุดเด่น: ควบคุมเบาหวานในระยะยาวได้ดี โอกาสที่เบาหวานจะกลับมากำเริบต่ำกว่า
สรุปสิ่งสำคัญ
หัวใจสำคัญที่สุดคือ "การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์อย่างยั่งยืน" หลังจากเบาหวานเข้าสู่สภาวะสงบแล้ว เพราะหากปล่อยให้น้ำหนักตัวกลับมาเพิ่มขึ้น โรคเบาหวานก็มีโอกาสกลับมาได้อีกเช่นกัน ทั้งนี้ การลดน้ำหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมควรอยู่ภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
CR IG Jones Salad