ปีนี้ผมอายุ 45 ปีครับ
หลายคนอาจคิดว่า หมอคงดูแลสุขภาพตัวเองดี ตรวจเลือดเป็นประจำ และน่าจะรู้ทันโรคทุกอย่าง
แต่ความจริงก็คือ ต่อให้เราเป็นหมอ เราก็ยังเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีโอกาสเจ็บป่วย มีความกังวล และกลัวผลตรวจได้เหมือนกับทุกคนครับ
ผมตัดสินใจไปส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่ได้มีอาการผิดปกติอะไรเลย
ผมไม่ได้มีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย
ไม่ได้ถ่ายยากผิดปกติ
ไม่ได้รู้สึกว่าขนาดอุจจาระเล็กลง
ไม่ได้ถ่ายเป็นเลือด
ไม่ได้มีภาวะซีด
ไม่ได้ปวดท้องหรือจุกแน่นท้อง
น้ำหนักไม่ได้ลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
ผลตรวจเลือดก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ
พูดง่าย ๆ คือ หากมองจากอาการภายนอก ผมแทบไม่มีเหตุผลอะไรให้สงสัยเลยว่า ภายในลำไส้ใหญ่ของตัวเองจะมีความผิดปกติ
แต่เพราะปีนี้ผมอายุครบ 45 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่แนวทางสากลหลายแห่งแนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงทั่วไปเริ่มพูดคุยกับแพทย์เรื่องการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผมจึงตัดสินใจเข้ารับการตรวจครับ (American Cancer Society)
ระหว่างรอผล ผมก็ใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เหมือนทุกคน
วันที่ไปส่องกล้อง จิตใจของผมก็ไม่ได้ดีมากนักครับ
ถึงจะเป็นหมอ ถึงจะรู้ขั้นตอนการตรวจ และรู้ว่าโรคแต่ละอย่างมีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด แต่เมื่อคนที่กำลังนอนรอตรวจกลายเป็นตัวเราเอง ความรู้ทางการแพทย์ก็ไม่ได้ทำให้ความกลัวหายไปทั้งหมด
ระหว่างรอ ผมเชื่อว่าผมก็คงใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เหมือนกับทุกคนครับ
ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่า…
ถ้าส่องแล้วเจอก้อนจะทำอย่างไร
ถ้าเป็นติ่งเนื้อชนิดเสี่ยงล่ะ
ถ้าเจอเซลล์ผิดปกติล่ะ
หรือถ้าเป็นมะเร็งขึ้นมาจริง ๆ ชีวิตหลังจากนั้นจะเปลี่ยนไปแค่ไหน
ความรู้สึกนี้ทำให้ผมเข้าใจหัวอกของคนไข้มากขึ้นอีกครั้งว่า ช่วงเวลารอผลตรวจเพียงไม่กี่วัน บางครั้งอาจยาวนานในความรู้สึกเหมือนเป็นเดือน
สุดท้ายผลการส่องกล้องพบว่า ผมมี ติ่งเนื้ออยู่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย
เมื่อได้ยินว่าพบติ่งเนื้อ ใจก็กระตุกไปเหมือนกันครับ เพราะคำว่า “ติ่งเนื้อ” ไม่ได้บอกเราทันทีว่าเป็นชนิดใด จำเป็นต้องนำชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยาก่อน
โชคดีมากที่ผลออกมาว่าเป็น ติ่งเนื้อจากการอักเสบ หรือ Inflammatory polyp ไม่มีการกลายพันธุ์ ไม่พบเซลล์มะเร็ง และไม่ใช่ติ่งเนื้อชนิดก่อนมะเร็ง
วันที่รู้ผล ผมยอมรับว่าโล่งใจมากครับ
เหตุการณ์นี้จึงยิ่งตอกย้ำกับผมว่า
การไม่มีอาการ ไม่ได้แปลว่าภายในร่างกายไม่มีความผิดปกติ
และมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแรกจำนวนมากอาจไม่มีอาการ หรือมีเพียงอาการเล็กน้อยที่คนทั่วไปมองข้ามได้ องค์การอนามัยโลกระบุว่าอาการในระยะแรกมักไม่มีหรือไม่ชัดเจน และเมื่อเริ่มมีอาการ อาจพบการขับถ่ายเปลี่ยนแปลง อุจจาระมีเลือด ปวดหรือแน่นท้อง น้ำหนักลด อ่อนเพลีย หรือมีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
⸻
ขอส่งกำลังใจให้คุณสุนารี ราชสีมา
ในช่วงนี้หลายคนคงกำลังติดตามข่าวของ คุณสุนารี ราชสีมา หรือพี่สุของพวกเรา หลังมีข่าวว่าพบลักษณะของลำไส้อุดตัน และจากการส่องกล้องพบก้อนหรือติ่งเนื้อขนาดประมาณ 3 เซนติเมตร โดยแพทย์ได้เก็บเนื้อเยื่อส่งตรวจเพิ่มเติม
สิ่งสำคัญที่ผมอยากเน้นคือ การพบติ่งเนื้อ ก้อน หรือลำไส้ตีบ ยังไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็งเสมอไป
สาเหตุของลำไส้ตีบหรืออุดตันอาจเกิดได้จากหลายภาวะ เช่น
* การอักเสบของลำไส้
* พังผืดหรือแผลเป็น
* ติ่งเนื้อชนิดไม่ร้ายแรง
* ก้อนอุจจาระอุดตัน
* การบิดตัวหรือการเคลื่อนไหวผิดปกติของลำไส้
* หรือก้อนมะเร็ง
คำตอบที่ชัดเจนจึงต้องอาศัยผลตรวจชิ้นเนื้อ การตรวจทางรังสี และการประเมินจากทีมแพทย์ผู้รักษา
ผมขอส่งกำลังใจให้พี่สุและครอบครัว ขอให้ผลการตรวจออกมาในทางที่ดี ขอให้การรักษาทุกอย่างผ่านไปอย่างปลอดภัย และกลับมาแข็งแรง สร้างความสุขให้กับแฟน ๆ ได้อีกนาน ๆ ครับ
⸻
โรคนี้ไม่ได้เลือกว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือคนดัง
มะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ได้เลือกอาชีพ ไม่ได้เลือกฐานะ ไม่ได้เลือกชื่อเสียง และไม่ได้เกิดเฉพาะกับคนที่ดูแลสุขภาพไม่ดีเท่านั้น
ในประเทศไทย เสรี รุ่งสว่าง นักร้องลูกทุ่งชื่อดัง เคยเปิดเผยว่าได้รับการผ่าตัดรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ในปี 2556 และติดตามการรักษาต่อเนื่องในเวลาต่อมา
ส่วน บอย สมภพ โภคพูล นักร้องที่มีชื่อเสียงจากเพลงประกอบซีรีส์ เคยออกมาเปิดเผยว่าตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 และต้องพักงานเพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษา
ในต่างประเทศ หลายคนน่าจะจำ Chadwick Boseman นักแสดงผู้รับบท Black Panther ได้ดี เขาได้รับการวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 ในปี 2016 ขณะที่มีอายุประมาณ 39 ปี ก่อนโรคจะลุกลาม และเขาเสียชีวิตในปี 2020 ด้วยวัยเพียง 43 ปี
ตลอดช่วงที่เข้ารับการผ่าตัดและเคมีบำบัด เขายังคงทำงานแสดงภาพยนตร์หลายเรื่อง โดยที่คนทั่วไปแทบไม่รู้ว่าเขากำลังต่อสู้กับโรคร้ายอยู่ )
อีกคนคือ Kirstie Alley นักแสดงชื่อดังจากเรื่อง Cheers และ Look Who’s Talking ซึ่งครอบครัวเปิดเผยว่าเธอเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ในปี 2022 หลังเพิ่งตรวจพบโรคได้ไม่นาน
เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาเล่าเพื่อสร้างความกลัว แต่เพื่อย้ำว่า
ต่อให้ดูแข็งแรง มีชื่อเสียง หรือมีชีวิตที่ดูสมบูรณ์เพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีความเสี่ยง
⸻
มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นปัญหาใหญ่กว่าที่หลายคนคิด
ข้อมูล GLOBOCAN ประเมินว่า ในปี 2022 ทั่วโลกมีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงรายใหม่มากกว่า 1.9 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 904,000 คน ทำให้มะเร็งชนิดนี้เป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับต้นๆของโลก
ตัวเลขนี้หมายความว่า โดยเฉลี่ยในแต่ละวัน มีคนทั่วโลกได้รับการวินิจฉัยโรคนี้มากกว่า 5,000 คน และเสียชีวิตมากกว่า 2,000 คน
สิ่งสำคัญคือ มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่เรามีโอกาสลดความเสี่ยง ตรวจพบก่อนเกิดอาการ และในหลายกรณีสามารถป้องกันไม่ให้มะเร็งเกิดขึ้นได้ ด้วยการค้นหาและตัดติ่งเนื้อชนิดก่อนมะเร็งออก
⸻
มะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดจากอะไร?
ในทางการแพทย์ เราไม่สามารถชี้ว่าสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดมะเร็งในคนหนึ่งคนได้อย่างแน่นอน
มะเร็งมักเกิดจากการสะสมของความผิดปกติในสารพันธุกรรมของเซลล์ เมื่อเซลล์เยื่อบุลำไส้ได้รับความเสียหายซ้ำ ๆ หรือเกิดการกลายพันธุ์ เซลล์อาจเริ่มแบ่งตัวโดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมตามปกติ
ติ่งเนื้อบางชนิด โดยเฉพาะ adenoma และ sessile serrated lesion อาจเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ติ่งเนื้อไม่ได้เป็นมะเร็งทุกก้อน
ติ่งเนื้อสามารถแบ่งอย่างกว้าง ๆ ได้เป็นหลายประเภท เช่น
1. ติ่งเนื้อจากการอักเสบ
มักสัมพันธ์กับการอักเสบหรือการซ่อมแซมเยื่อบุลำไส้ โดยทั่วไปไม่ได้ถือเป็นติ่งเนื้อก่อนมะเร็งโดยตรง ซึ่งเป็นชนิดที่ผมตรวจพบ
2. Hyperplastic polyp
ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะก้อนเล็กที่อยู่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย มักมีความเสี่ยงต่ำ แต่บางตำแหน่งและบางลักษณะจำเป็นต้องประเมินร่วมกับผลพยาธิวิทยา
3. Adenomatous polyp หรือ Adenoma
เป็นติ่งเนื้อชนิดก่อนมะเร็งที่สำคัญ แม้ adenoma ส่วนใหญ่จะไม่กลายเป็นมะเร็ง แต่มีบางส่วนที่อาจค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงได้ โดยความเสี่ยงจะสูงขึ้นเมื่อก้อนมีขนาดใหญ่ มีจำนวนมาก หรือมีลักษณะทางพยาธิวิทยาบางแบบ
4. Serrated lesion
ติ่งเนื้อกลุ่มนี้บางชนิดมีโอกาสพัฒนาไปเป็นมะเร็งผ่านกลไกที่แตกต่างจาก adenoma แบบดั้งเดิม จึงจำเป็นต้องตัดออกและติดตามตามความเหมาะสม
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคำว่า “พบติ่งเนื้อ” จึงยังไม่ใช่คำวินิจฉัยสุดท้าย ต้องดูทั้งขนาด จำนวน ตำแหน่ง รูปร่าง การตัดออกได้หมดหรือไม่ และผลชิ้นเนื้อ
⸻
ปัจจัยเสี่ยงที่เราเปลี่ยนไม่ได้
1. อายุที่เพิ่มขึ้น
ความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้นตามอายุ แม้ปัจจุบันจะพบผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 50 ปีมากขึ้น แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังพบในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ
2. ประวัติครอบครัว
ผู้ที่มีพ่อ แม่ พี่ น้อง หรือลูกเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือติ่งเนื้อชนิดเสี่ยง อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
ยิ่งญาติเป็นหลายคน หรือได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่อายุน้อย ความเป็นไปได้ของความเสี่ยงทางพันธุกรรมก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
การคัดกรองในกลุ่มนี้อาจต้องเริ่มก่อนอายุ 45 ปี จึงควรบอกแพทย์ให้ชัดว่า ญาติเป็นมะเร็งชนิดใด และตรวจพบเมื่ออายุเท่าใด
3. กลุ่มโรคทางพันธุกรรม
ตัวอย่างเช่น
* Lynch syndrome
* Familial adenomatous polyposis หรือ FAP
* MUTYH-associated polyposis
ผู้ที่มีโรคเหล่านี้อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปมาก และต้องวางแผนตรวจติดตามตั้งแต่อายุน้อย
4. เคยมีติ่งเนื้อหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่มาก่อน
ผู้ที่เคยมี adenoma ชนิดเสี่ยง หรือเคยรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่แล้ว อาจมีโอกาสเกิดติ่งเนื้อใหม่หรือมะเร็งก้อนใหม่ จึงต้องติดตามตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด
5. โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
ผู้ป่วย ulcerative colitis หรือ Crohn’s disease ที่มีการอักเสบของลำไส้ใหญ่มาเป็นเวลานาน มีความเสี่ยงสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อโรคเป็นมานานและมีพื้นที่การอักเสบกว้าง
⸻
ปัจจัยเสี่ยงที่เราปรับเปลี่ยนได้
1. การกินเนื้อแปรรูปเป็นประจำ
เนื้อแปรรูป ได้แก่ ไส้กรอก เบคอน แฮม กุนเชียง ซาลามี เนื้อรมควัน และผลิตภัณฑ์เนื้อที่ผ่านการหมัก ถนอมอาหาร หรือเติมสารบางชนิด
หลักฐานด้านโภชนาการจัดว่าการบริโภคเนื้อแปรรูปเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ และควรลดให้เหลือน้อยที่สุด ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนยี่ห้อหรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่เขียนว่าไขมันต่ำ
2. การกินเนื้อแดงในปริมาณมาก
เนื้อแดงไม่ได้หมายความว่ากินไม่ได้เลย แต่การกินในปริมาณสูงเป็นประจำ โดยเฉพาะร่วมกับการย่างจนไหม้เกรียม การกินเนื้อแปรรูป และการกินผักน้อย อาจเพิ่มความเสี่ยง
แนวทางที่เหมาะกว่าคือสลับแหล่งโปรตีนเป็นปลา ไข่ เต้าหู้ ถั่ว และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน พร้อมเพิ่มผักและธัญพืชไม่ขัดสี
3. กินใยอาหารน้อย
อาหารที่มีใยอาหาร เช่น ผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัด ถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี และเมล็ดพืช ช่วยเพิ่มมวลอุจจาระ ลดระยะเวลาที่สิ่งตกค้างสัมผัสผนังลำไส้ และเป็นอาหารให้จุลินทรีย์บางชนิดสร้างสารที่เป็นประโยชน์ต่อเยื่อบุลำไส้
ไม่ได้หมายความว่ากินผักแล้วจะไม่มีวันเป็นมะเร็ง แต่รูปแบบอาหารที่มีใยอาหารสูงสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงเมื่อเทียบกับอาหารแปรรูปสูงและใยอาหารต่ำ
มีต่อ
ผมเป็นหมอ…แต่วันที่นอนรอส่องกล้อง ผมก็กลัวไม่ต่างจากคนไข้ทุกคน