พวกเธออันเรานำเข้าไปแล้วด้วย“ธรรมนี้” อันเห็นได้ด้วยตนเอง ซึ่งให้ผลไม่มีกาลคั่น

b]
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่กล่าวนั้นถูกละ พวกเธออันเรานำเข้าไปแล้ว “ด้วยธรรมนี้“ อันเห็นได้ด้วยตนเอง ซึ่งให้ผลไม่มีกาลคั่น ควรเรียกให้มาชม ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน“
[/b

สำหรับหรับบทความด้านบนนี้ ถ้าเป็นนักตำราที่มีอัตโนมัติว่า “อกาลิโก“ หมายถึงขณะเกิดมรรคจิตผลจิตเท่านั้น มาอ่าน ก็คงจะเข้าข้างทิฏฐิตนโดยทันทีว่าเชื่อมาถูกแล้ว จำมาถูกแน่ แต่ในการอ่านพระไตรปิฎกนั้น ไม่สามารถตัดตรงนี้แล้วไปแปะตรงตำราที่เกี่ยวกับปรมัตถธรรมแล้วสรุปโดยมักง่ายเช่นนั้นได้

ไม่อย่างนั้นก็จะเหมือนกับภิกษุสาติ ผู้เกวัฏฏบุตร ที่มีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้ว่าเราย่อมรู้ถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคแสดงว่าวิญญาณนี้นั่นแลย่อมท่องเที่ยวไป แล่นไปไม่ใช่อื่น จนเหล่าภิกษุต้องห้ามปรามว่าท่านอย่ากล่าวตู่พระพุทธเจ้า
เพราะวิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น พระพุทธเจ้าตรัสแล้วโดยปริยายเป็นอเนก แต่สาติภิกษุก็ยังยึดถือทิฏฐิเช่นเดิม

เมื่อเหล่าภิกษุไปตามท่านสาติว่าพระพุทธองค์เรียกหา ท่านจึงมาเข้าเฝ้าและพระพุทธเจ้าก็ทำการสอบสวนและแสดงธรรมตั้งแต่เรื่องอาหาร 4 อย่างเป็นไฉน มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นแดนเกิด จนถึงเรื่องปฏิจจสมุปบาทสายเกิดและสายดับ

ก็ธรรมที่ท่านแสดงใน “มหาตัณหาสังขยสูตร“ นี่เองที่พระพุทธเจ้ามีการกล่าวถึงคุณลักษณะของพระธรรมด้วยเช่นกันว่าเป็น :
สนฺทิฏฐิโก
อกาลิโก
เอหิปัสฺสิโก
โอปนยิโก
ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญญูยิ้ม-ติ

ซึ่งก็ไม่มีตรงไหนเลยที่นักตำราจะสามารถนำไปแปล “อกาลิโก“ ว่าขณะเกิดมรรคจิตผลจิตเท่านั้น และมั่วต่อไปอีกว่าพระธรรมเกิดดับจึงไม่ใช่อกาลิโก

ยิ่งไปกว่านั้นกลับตอกย้ำว่าปฏิจจสมุปบาท (หรืออริยสัจ 4) เป็น “ธรรมะ“ ที่เป็น “อกาลิโก“ ซึ่งจะแปลว่าไม่มีระหว่างคั่นก็ได้ เพราะเหตุปัจจัยแต่ละอย่างในปฏิจจสมุปบาทเกิดแล้วมีผลตามมาทันที ปัจจัยแต่ละอย่างดับแล้วก็มีผลเกิดขึ้นทันที เห็นได้ด้วยตนเอง เป็นจริงอย่างไรก็อย่างนั้นไม่ประกอบด้วยกาล(คำแปลนี้ก็ใช้ได้) ควรเรียกให้มาชม ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน

เมื่อนักตำราหลายท่านที่เคยยึดถือทิฏฐิเดิมๆใช้หลักกาลามสูตรตรวจสอบปริยัติที่ตนเรียนอยู่เสมอ การเข้าใจผิดก็จะลดน้อยลงได้ และยังลดการทะเลาะวิวาทกันในหมู่พุทธบริษัทได้ด้วย อย่ากล่าวตู่พระพุทธเจ้าอย่างเสติภิกษุในตอนแรก จนพระพุทธองค์ทรงเรียกว่าโมฆะบุรุษเลย

พระไตรปิฎกเล่มที่ 12 พระสุตตันปิฎกเล่มที่ 5
มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
มหาตัณหาสังขยสูตร
ว่าด้วยสาติภิกษุมีทิฏฐิลามก











แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่