JJNY : 6in1 ชาวบ้านบ่นบัตรคนจน│กานต์จวกยับ│เครือข่ายสิทธิ ยื่นกมธ.│โรมบี้เคลียร์ให้ชัด│ไอติมโต้ภราดร│ฟิลิปปินส์ประณามจีน

ชาวบ้านบ่นบัตรคนจน ถ้าราคาข้าวดีกว่าเมื่อก่อน 300 บ. ก็ไม่จำเป็น ไม่ฝากถึงรัฐบาลเพราะพูดไปก็เงียบ
https://ch3plus.com/news/social/morning/467359
.

.
ชาวบ้าน จ.ชัยนาท ยื่นอุทธรณ์บัตรคนจน บ่นอุบไม่อยากจะฝากอะไรถึง “รัฐบาล” เพราะเสียงของชาวบ้านพูดไปก็หาย อยากให้ช่วยทำอาชีพให้มั่นคง ลั่น ถ้าราคาข้าวดีกว่าเมื่อก่อน 300 บาท ก็ไม่จำเป็น ค่าครองชีพตอนนี้ 500 บาท ยังไม่พอเลย
.
วันนี้ 23 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณ สำนักงานขนส่งจังหวัดชัยนาท บรรยากาศประชาชนที่ถูกตัดสิทธิไม่ผ่านเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ยังคงเดินทางมาตรวจสอบข้อมูลทะเบียนรถ ขอคัดหนังสือรับรองประวัติการครอบครองรถ และนำเอกสารไปประกอบการยื่นอุทธรณ์สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกันอย่างต่อเนื่อง โดยประชาชนที่มายื่นอุทธรณ์สิทธิในครั้งนี้รายหนึ่ง เผยควรสำรวจแจ้งเงื่อนไขตั้งแต่แรก ควรมีนโยบายที่แน่ชัดให้มากกว่านี้ ควรเห็นใจชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ
.
นางกุ้ง ชาวบ้านในพื้นที่ ต.นางลือ อ.เมือง จ.ชัยนาท หนึ่งในผู้ที่มายื่นอุทธรณ์สิทธิ์ในครั้งนี้ เปิดเผยว่า วันนี้เดินทางมายื่นอุทธรณ์สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตอนนี้ยอมรับว่าลำบากมาก เสียเวลาทำมาหากิน เงินทองก็ไม่ค่อยจะมี ซึ่งในระบบของตนแจ้งว่ามีการครอบครองรถจักรยานยนต์อยู่จำนวน 2 คัน ซึ่งมีอยู่ 1 คันที่มีอายุเกิน 15 ปีแล้ว เลยเดินทางมาลองยื่นอุทธรณ์สิทธิดู
.
สำหรับตนเองไม่รู้จะฝากอะไรไปกับทางรัฐบาล เพราะเสียงของชาวบ้านพูดอะไรไปก็หาย บอกไปก็เท่านั้น ความจริงไม่อยากได้หรอก 300 บาท อยากจะให้รัฐบาลช่วยเรื่องทำมาหากินที่เป็นอาชีพที่มั่นคงมากกว่า เงิน 300 บาท ตอนนี้ ถ้าราคาข้าวดีกว่าเมื่อก่อน 300 บาท ก็ไม่จำเป็นหรอก เราก็ไม่อยากพึ่งเขาหรอก แต่ตอนนี้มันทำอะไรไม่ได้เลยเศรษฐกิจแบบนี้ ค่าครองชีพตอนนี้แค่อยู่ต่างจังหวัด 500 บาทก็ยังไม่พอเลย ตอนนี้มาช่วย 300 บาท แต่ต้องมาวุ่นวายแบบนี้ ซึ่งการลงทะเบียนรับสิทธิครั้งแรกตั้งแต่มีโครงการมายอมรับว่ามีขั้นตอนยุ่งยากจริง แต่ลงแล้ว สำรวจแล้วก็จบ ทั้งนี้หากมีเงื่อนไขอะไรมา ควรจะบอกตั้งแต่แรก อะไรที่เป็นข้อห้าม อะไรที่เราต้องแก้ไข ทำไมไม่บอก อยู่ๆก็มาตัด คือนโยบายมันไม่แน่นอน
.

.
‘กานต์ ภัสริน’ จวกยับเหตุรุมทำร้ายคดี 112 หน้า สน.เตาปูน ยันไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย-ตั้งตนเป็นศาลเตี้ยได้!
https://www.dailynews.co.th/news/6050124/
.
‘กานต์ ภัสริน’ เผย เหตุกลุ่มบุคคลยกพวกทำร้ายร่างกายบุคคลหนึ่งอย่างโจ่งแจ้ง ก่อนนำตัวส่งโรงพัก ตร.เตาปูน เพิ่งกล่าวโทษผู้ถูกทำร้ายในคดี ม.112 ในวันก่อนหน้า แต่ขณะเกิดเหตุทำร้าย ยังไม่มีการออกหมายเรียกหรือหมายจับ ยันหลักนิติรัฐ ไม่มีใครมีสิทธิตั้งตนอยู่เหนือกฎหมาย นำข้อกล่าวหาหรือความไม่ถูกใจตัวเอง ไปรุมทำร้ายคนอื่น แต่ต้องเป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น
.
วันที่ 23 ก.ค. 69 นางภัสริน รามวงศ์ สส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์ข้อความระบุว่า
.
เมื่อคืนนี้ (22 ก.ค. 69) ดิฉันและทีมผู้ช่วย ไปที่ สน.เตาปูน เหตุคนกลุ่มหนึ่ง ยกพวกไปทำร้ายร่างกายบุคคลหนึ่งอย่างโจ่งแจ้ง คลิปลงโซเชียล ทำร้ายร่างกาย เปิดไลฟ์เพื่อถ่ายทอดให้คนเห็น
.
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่การจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เป็นกรณีที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งใช้กำลังทำร้ายร่างกายบุคคลอื่น ก่อนที่จะนำตัวมายังสถานีตำรวจ พฤติกรรมนี้อุกอาจ ขัดต่อกฎหมาย หลักนิติรัฐ หลักสิทธิมนุษยชน เป็นอย่างมาก
.
ข้อเท็จจริงที่ได้รับแจ้งจากผู้กำกับ สน.เตาปูน แจ้งว่า เพิ่งจะมีการกล่าวโทษต่อผู้ถูกทำร้ายในคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในวันก่อนหน้า (21 ก.ค. 69) และในขณะที่เกิดเหตุ ยังไม่มีการออกหมายเรียกหรือหมายจับแต่อย่างใด และ สน.เตาปูน เองก็ไม่ทราบล่วงหน้าว่า จะมีการนำตัวบุคคลดังกล่าวมายังสถานีตำรวจ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ถูกกล่าวหามาปรากฏต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ตำรวจแจ้งว่ามีความจำเป็นต้องสอบสวนในเบื้องต้นไว้ก่อน โดยไม่มีการจับกุมหรือควบคุมตัว
.
หลังจากมีการสอบสวนเสร็จสิ้น เมื่อเวลาประมาณ 23.15 น. ทางตำรวจเตาปูน ลงบันทึกเหตุการณ์ไว้ และสอบถามความประสงค์ของผู้ถูกทำร้ายว่า ต้องการแจ้งความร้องทุกข์กรณีถูกรุมทำร้ายร่างกาย รวมถึงกรณีถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวโดยบุคคลซึ่งมิใช่เจ้าหน้าที่หรือไม่ ซึ่งผู้ถูกทำร้ายมีความประสงค์จะแจ้งความร้องทุกข์ ทางตำรวจเตาปูนจึงได้พามาส่งที่ สน.ดอนเมือง ซึ่งเป็น สน. ในพื้นที่ที่เกิดเหตุการรุมทำร้ายดังกล่าว โดยมีทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมให้คำแนะนำด้านกฎหมายในการแจ้งความและการสอบสวนที่ สน.ดอนเมือง
.
เสร็จสิ้นการแจ้งความ เวลาประมาณตีหนึ่งกว่าๆ ของวันที่ 23 ก.ค. 69 ทางทนายได้พาผู้ถูกทำร้ายออกจาก สน.ดอนเมือง เพื่อไปพบแพทย์
.
ในระหว่างที่ดิฉันอยู่ที่ สน.เตาปูน และ สน.ดอนเมือง ดิฉันมีข้อสังเกตและความห่วงกังวลต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้ถูกทำร้าย เนื่องจากมีกลุ่มบุคคล ซึ่งแต่งกายคล้ายกับกลุ่มคนที่ปรากฏในคลิปเหตุการณ์การรุมทำร้าย กลุ่มคนเหล่านี้วนเวียนอยู่รอบๆ สถานีตำรวจ ติดเครื่องยนต์รอในระหว่างที่ผู้ถูกทำร้ายอยู่ในสถานีตำรวจ โดยไม่ได้หลบหนีหรือแสดงท่าทีเกรงกลัวตำรวจแต่อย่างใดเลย ในสถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งทำให้มีความกังลถึงสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้ถูกทำร้าย ซึ่งไม่มีใครจะสามารถรับประกันได้
.
ขอยืนยันในหลักของนิติรัฐ ไม่ว่าจะอย่างไร ต้องเป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมในการพิสูจน์เท่านั้น ไม่มีสิทธิที่ใครจะนำข้อกล่าวหา หรือความไม่ถูกใจตัวเอง หรือเหตุผลใดๆ มาใช้เป็นข้ออ้างในการไปการรุมทำร้ายคนอื่น และตั้งตนอยู่เหนือกระบวนการทางกฎหมาย
.
การใช้ความรุนแรงและการคุกคาม ไม่มีวันที่จะสร้างสังคมที่สงบสุขหรือสังคมที่น่าอยู่ การตั้งศาลเตี้ย การล่าแม่มด การรวมกลุ่มไปรุมทำร้าย รุมกระทืบ ลากตัวออกมาจากที่พัก กักขังหน่วงเหนี่ยวพาไปที่แห่งอื่น ไม่ควรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในสังคมที่ปรกติ การกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน ไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และจะไม่สร้างประโยชน์ให้ใครได้ในสังคม
.
https://www.facebook.com/PatsarinOfficial/posts/1365044705817000
.

.
เครือข่ายสิทธิ ยื่นกมธ.กม. ขออย่าส่ง 3 ผู้ลี้ภัยกลับจีน หวั่นถูกประหาร โรมเตือนไทยยึด พ.ร.บ.ทรมาน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5818452
.
‘เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัย’ ยื่นหนังสือ ‘กมธ.การกฎหมายฯ’ ไม่ให้ส่งผู้ลี้ภัย 3 คนกลับจีน ชี้หลักการไม่ผลักดันกลับเป็นสิทธิพื้นฐาน หวั่นเสี่ยงถูกทรมาน ด้าน ‘รังสิมันต์ โรม’ ย้ำไทย มีพ.ร.บ.ป้องกันการอุ้มหาย-ซ้อมทรมาน เตือนหากไม่ทำตาม ระวังผิดกฎหมาย
.
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 23 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือกรณีขอให้ระงับความเป็นไปได้ในการผลักดันผู้ลี้ภัยจีน 3 คนกลับประเทศจีน จาก น.ส.พุทธณี กางกั้น ผู้อำนวยการองค์กร Fortify Rights และตัวแทนเครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ
.
น.ส.พุทธณีกล่าวว่า วันนี้ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ กมธ.ในประเด็นเรื่องความเป็นกังวลต่อกรณีที่รัฐบาลไทยอาจมีความเป็นไปได้ที่จะผลักดันผู้ลี้ภัยจีน 3 คน ซึ่งได้รับบัตรสถานภาพผู้ลี้ภัยจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ (บัตร UNHCR) เรียบร้อยแล้ว และกำลังมีโอกาสจะได้ไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม ขอเรียกร้องให้ กมธ.ช่วยตรวจสอบให้มั่นใจว่าผู้ลี้ภัยทั้ง 3 คน จะไม่ถูกส่งกลับไปยังจีนหรือฮ่องกง ซึ่งอาจเผชิญกับการถูกประหารหรือการจับกุมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายใต้กฎหมายไทย พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายของไทย บัญญัติไว้โดยชัดตามมาตรา 13 ว่า ห้ามมิให้ส่งบุคคลกลับไปยังประเทศที่บุคคลนั้น อาจตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกทรมาน ปฏิบัติอย่างโหดร้ายหรือถูกลงโทษอย่างไร้มนุษยธรรม
.
น.ส.พุทธณีกล่าวต่อว่า หลักการไม่ผลักดันกลับเป็นหลักการพื้นฐานที่ได้รับการคุ้มครองตามกฏหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ซึ่งทุกประเทศมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และไทยยังเป็นภาคีตราสารสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอีกหลายฉบับ ซึ่งกติการะหว่างประเทศเหล่านี้ปกป้องและคุ้มครองสถานะผู้ลี้ภัย หากมีการควบคุมตัวหรือส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับ จะเป็นการละเมิดต่อทั้งกฎหมายภายในและพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ทางการไทยควรเร่งปล่อยตัวทั้ง 3 คน ออกจากสถานกักตัวคนเข้าเมือง และอนุญาตให้เดินทางไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามโดยเร่งด่วน
.
ขณะที่นายรังสิมันต์กล่าวว่า ได้ติดตามและรับทราบข้อมูลข่าวสารว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง หากพูดถึงกฎหมายภายในไทย ซึ่งมี พ.ร.บ.ป้องกันการอุ้มหายและซ้อมทรมาน ซึ่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้เริ่มต้นในสมัยสภาชุดที่ 25 โดยผู้มีบทบาทหลักคือ กมธ.การกฎหมาย ดังนั้น เราไม่ได้ต้องการจะดูที่สัญชาติแต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม การดำเนินการส่งกลับที่อาจทำให้บุคคลผู้นั้นตกอยู่ในในอันตรายต่อชีวิต หากเรื่องนี้มีข้อเท็จจริงที่มีมูลขึ้นมา สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่ขัดกับกฎหมายภายในไทย และการที่ทั้ง 3 คนได้รับบัตร UNHCR แล้ว อาจมีความจำเป็นที่หน่วยงานต่างๆ ในไทยต้องระมัดระวัง ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมายระหว่างประเทศหรือหลักมนุษยธรรมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงระบบกฎหมายภายในไทยเองที่อาจทำให้เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง กลายเป็นกระทำผิดกฎหมายภายในไทย ทาง กมธ.จะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ และสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อนำข้อเท็จจริงมาพิจารณากันต่อไป.
.

.
โรม บี้นายกฯ เคลียร์ให้ชัด หลักเกณฑ์ตั้งผบ.ตร. จับตา 7 ปีบิ๊กราญ เปลี่ยนองค์กรตำรวจ หรือเข้าอีหรอบเดิม
https://www.matichon.co.th/politics/news_5818425
.
‘โรม’ ถาม ‘นายกฯ’ ใช้หลักเกณฑ์ใดตั้งผบ.ตร.ใหม่-7 ปีที่เหลือจะสร้างการเปลี่ยนแปลง-ปราบทุนเทาหรือเข้าอีหรอบเดิม
.
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีตั้ง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 วาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี ว่า ส่งที่ตนสนใจมากที่สุดในการเสนอชื่อ ผบ.ตร. คือ ทำไมมากกว่า เพราะตามกฎหมายต้องพิจารณาจากความรู้ความสามารถและความอาวุโส ฉะนั้น ใครที่จะขึ้นมาเป็น ผบ.ตร. ต้องมีความโปร่งใส แน่นอนว่าตนไม่ได้บอกว่า เป็นความผิดของตัวผู้ถูกเสนอชื่อ แต่กำลังจะบอกว่า ตัวนายกรัฐมนตรี และผบ.ตร. ต้องชี้แจงให้สังคมเข้าใจว่า ตกลงแล้วมีการพิจารณาบนหลักเกณฑ์อะไร มีข้อเท็จจริงปรากฎอย่างไร
.
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ประการที่สองคือเมื่อ พล.ต.อ.สำราญ ขึ้นเป็นผบ.ตร.แล้ว สิ่งที่เราอยากเห็นว่า ตลอด 7 ปีนี้ เราควรจะคาดหวังอะไรจากท่าน ท่านจะนำไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กรตำรวจอย่างไร ทั้งนี้กรรมาธิการฯ อยู่ระหว่างพูดคุยและตั้งอนุกรรมาธิการพิจารณาการปฏิรูปกับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งคงจะมีการคุยกันว่า 7 ปีหลังจากนี้ พ ล.ต.อ.สำราญ มาเป็นผบ.ตร. เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง หรือสุดท้ายจะเป็นวัฏจักรและอีหรอบเดิม
.
“ยังคงมีตั๋ว ยังมีปัญหาเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับทุจริตคอรัปชั่น ถ้าสิ่งเหล่านี้หากเป็นเหมือนเดิม ก็จะเป็น 7 ปีที่เสียเปล่า ปัญหาทุนสีเทา ปัญหาต่างๆ ที่เราเผชิญอยู่อาจจะเลวร้ายลง ดังนั้นเราคาดหวังว่าผบ. ตร.ใหม่ จะใช้โอกาสที่มีในการทำให้องค์กรตำรวจมีศักยภาพในการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ ได้ดีโดยไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกรงกลัวผู้มีอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น” นายรังสิมันต์ กล่าว

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่