ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะมีชื่อครอบครองรถที่ถูกระเบิดกัมพูชา
.
.
คุณป้า 65 ปี ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะมีชื่อครอบครองซากรถ ที่ถูกระเบิด “เขมร” จากเหตุการณ์ปะทะไทย-กัมพูชา รอบที่ 1 ไร้เงินซ่อม และใช้การไม่ได้ วอนรัฐช่วยทบทวนสิทธิ และเยียวยา
.
หลังกระทรวงการคลัง ประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) รอบใหม่ปี 2569 ซึ่งมีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.51 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 18.82 ล้านคน และมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ หรือถูกตัดสิทธิ ประมาณ 9.31 ล้านคน โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากเกณฑ์การครอบครองรถยนต์ที่มีสถิติสูงที่สุดถึง 1.45 ล้านคนนั้น
.
ล่าสุดวันนี้ ( 20 ก.ค. 69 ) ที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี นางวิภารัตน์ อินทรักษ์ อายุ 65 ปี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวหลังทราบผลการคัดเลือกสิทธิว่า ตนเป็น 1 ในผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ และถูกตัดสิทธิเนื่องจากมีชื่อครอบครองรถกระบะ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ตนเป็นผู้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชารอบที่ 1 โดยกระสุนปืนใหญ่ระเบิด BM 21 ได้ตกใส่รถกระบะในชื่อของตน ที่จอดอยู่ในบ้านของลูกชายจนได้รับความเสียหายพังยับเยิน และไม่สามารถใช้การได้
.
นางวิภารัตน์ เล่าต่อว่า ที่ผ่านมาครอบครัวไม่มีเงินเพียงพอสำหรับการซ่อมแซม จึงต้องปล่อยจอดทิ้งไว้เป็นซากรถเหล็ก แม้ในอดีตจะเคยได้รับการช่วยเหลือเยียวยาเรื่องที่พักอาศัยจากรัฐบาลแล้ว แต่ตัวรถยนต์ไม่เคยได้รับการเยียวยาใด ๆ และเมื่อพยายามยื่นเอกสารเพื่อขอความช่วยเหลือหลายครั้งก็ไร้ผล กระทั่งมาพบว่าตนเองถูกตัดสิทธิจากโครงการสวัสดิการแห่งรัฐเพราะรถคันดังกล่าวที่ใช้งานไม่ได้แล้ว
.
"รู้สึกเสียใจและตกใจมากเพราะเราไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ตามที่ระบบตรวจสอบพบ ขั้นตอนต่อไปตั้งใจจะไปยื่นอุทธรณ์ แต่ก็กังวลว่าจะไม่ทันหรือไม่ได้สิทธิคืน หากเป็นไปได้ก็อยากวอนขอให้ทางรัฐบาลช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง ทบทวนสิทธิ์สวัสดิการ หรือช่วยเยียวยาค่าซ่อมแซมรถบางส่วนเพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้บ้าง" นางวิภารัตน์ กล่าว
.
.
‘เท้ง’ ชี้เรื่องพ่อทิพย์-แม่ทิพย์น่ากลัวที่สุดถึงขั้นกลืนชาติ ตีแผ่ทุจริต แย่งสวัสดิการที่ต้องได้ตั้งแต่เกิดจนตาย
.
‘เท้ง’ ชี้เรื่องพ่อทิพย์-แม่ทิพย์ น่ากลัวที่สุดถึงขั้นกลืนชาติ ทำให้ประเทศไทยถูกกลุ่มสีเทายึดครอง โอดไทยกำลังถูกมองเป็นฐานปฏิบัติของแก๊งอาชญากรข้ามชาติ ตีแผ่ทุจริต แย่งสวัสดิการที่ต้องได้ตั้งแต่เกิดจนตาย
.
เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวเปิดงาน ‘Forum ผู้นำฝ่ายค้าน: เกิด แก่ เจ็บ โกง’ คนไทยจะออกจากวงโคจรนี้อย่างไร ว่า ถ้าเรามองย้อนกลับไปไกลๆ ถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย ตลอดความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา หลายคนอาจคิดถึงโครงการจำนำข้าว โครงการ GT 200 ขยับมาที่ยุครัฐประหาร ที่มีรัฐบาล คสช. ไปเกี่ยวกับการยื่นบัญชีทรัพย์สิน อาจมีเรื่องนาฬิกายืมเพื่อน และล่าสุดที่กำลังเป็นประเด็นคือโครงการ TH-AI Passport และเรื่องร้อนแรงตอนนี้คือการทุจริตสอบท้องถิ่น
.
เชื่อว่าหลายคนเวลานึกขึ้นในใจจะคิดถึงการทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง ที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง แต่ที่จริงยังมีเรื่องการทุจริตสวัสดิการประชาชน เรื่องคุณภาพชีวิตกลับอยู่ท้ายๆ ผมขอจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ทำให้สิทธิที่คนไทยควรได้รับถูกกัดกร่อนลง ไม่ได้รับสิทธิอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งเบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยผู้พิการ เบี้ยเด็กเล็ก ปัจจุบัน สำนักงบประมาณจะต้องจัดงบฯ สำหรับสิทธิ สิทธิสวัสดิการตามรายหัวของกลุ่มที่ควรจะได้รับ แต่สุดท้ายด้วยปัญหาหลายอย่าง อาจจะเป็นปัญหาพื้นที่การคลังไม่เพียงพอ
.
การจัดเก็บรายได้ต่อ GDP ของประเทศที่หดแคบลง และเงินที่จัดเก็บได้ในระบบนั้นยังมีช่องโหว่ รั่วไหล ไปยังการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ซึ่งหากประหยัดได้จริงๆ อาจจะคืนกลับมาเป็นสิทธิของประชาชน ที่จะได้รับอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่านี้ได้ หรือการทุจริตการศึกษาทั้งหนังสือเรียน นมโรงเรียน อย่างชายแดนใต้ยังมีปัญหาเด็กทุพโภชนาการจำนวนมาก ถ้าไม่มีการโกงกิน ก็จัดงบไปทำอาหารกลางวัน ถ้ามีการกระจายอำนาจได้ดีท้องถิ่นโปร่งใส
.
กลุ่มที่ 2 การจำเป็นต้องจ่ายสำหรับการขอใบอนุญาตต่างๆ การทุจริตคอร์รัปชันทำให้ต้องจ่ายแพงขึ้นเป็นค่าน้ำร้อนน้ำชา ทั้งนี้มีการศึกษาจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ว่ามีหลายแสนล้านบาทต่อปี ที่เป็นต้นทุนของผู้ประกอบการที่ต้องจ่ายใต้โต๊ะให้กับคนที่มีอำนาจ ที่ใช้ช่องทางระเบียบอำนาจที่มากเกินจริงมาเรียกรับส่วน สินบนใต้โต๊ะรวมถึงบางอย่างก็เป็นภาระผู้ประกอบการ
.
เรื่องค่าไฟที่ประเทศไทยมีกำลังการผลิตล้นเกินความจำเป็น แต่แผนพลังงานแห่งชาติยังมีแผนประเคนสัมปทานให้กับกลุ่มทุนพลังงานเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าเกินความจำเป็น สุดท้ายก็ตีกลับมาเป็นค่าพร้อมจ่าย ที่ประชาชนทุกคนจะต้องจ่ายไปในทุกหน่วยไฟฟ้าทุกๆ เดือน
.
กลุ่มที่ 3 การทุจริตกินอิฐ หิน ปูน ทราย การก่อสร้างของภาครัฐที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ถนนพระราม 2 ถ้ายังไม่สามารถแก้ไขกฎกติกาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ทำให้ผู้รับเหมาต้องยกระดับเพื่อแข่งขันกันจริงๆ สร้างความปลอดภัยของตัวเองให้ได้มาตรฐาน ถึงจะได้งานก่อสร้างในประเทศไทยก็จะยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป กลุ่มที่ 4 ความหละหลวมจากกฎระเบียบภาครัฐ ทั้งที่ควรจะเข้าไปกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความโปร่งใสมากกว่านี้ แต่ละหลวมเนื่องจากคนกระทำความผิดจ่ายสินบนเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด เช่น บรรดาโรงงานที่ก่อมลพิษ หรือแม้แต่ผู้ประกอบการบางส่วนที่ไม่ได้ทำอย่างตรงไปตรงมา แทนที่จะทำให้สถานประกอบการของตัวเองมีความปลอดภัย กลับหลีกเลี่ยงกฎหมายกฎระเบียบบางอย่างทำให้ไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยที่ดีเพียงพอ สุดท้ายก็ส่งผลกระทบต่อทุกคน
.
และกลุ่มที่ 5 คนที่ไม่มีสิทธิ ก็คอร์รัปชันเพื่อให้ตัวเองมีสิทธิ ยกตัวอย่างคนสีเทา ทุนเทา การทุจริตงานทะเบียนพ่อทิพย์ แม่ทิพย์ ซึ่งกลุ่มที่ 5 นี้ถือว่าน่ากลัวที่สุด เพราะในระยะยาวประเทศไทยจะถูกยึดครองจากคนสีเทาต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งวันนี้ประเทศไทยก็ถูกมองในสายตาชาวโลกว่ากำลังจะกลายเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งอาชญากรข้ามชาติหรือไม่
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า นี่คือการจัดกลุ่มแบบเร็วๆ ของตน แต่หากในการเสวนาจะมีการจัดกลุ่มการทุจริตคอร์รัปชันที่ 6, 7 เพื่อฉายภาพให้ชัดเจนขึ้น ก็ยินดี เสนอเข้ามาได้ ตนเชื่อว่าการจัดกลุ่มเช่นนี้จะนำไปสู่บทสรุปสุดท้ายว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในประเทศนี้ มากกว่าการจัดซื้อจัดจ้าง มากกว่านักการเมืองที่โกงกิน แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตคนเราตั้งแต่เกิดจนตาย จะแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในแต่ละกลุ่มได้อย่างไร.
.
.
เนติวิทย์ ชี้เรียนจบจุฬาแล้ว หลังถูกโจมตีเป็น‘เฒ่าเฝ้าจุฬา’ พร้อมเผยได้ทุนเรียนป.จาก Harvard.
.
เนติวิทย์ ชี้เรียนจบจุฬาฯแล้ว หลังถูกโจมตีเป็น ‘เฒ่าเฝ้าจุฬาฯ’ พร้อมเผยได้ทุนเรียน ป.จาก Harvard
.
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักเขียนและนักเคลื่อนไหวสังคม โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ที่ชื่อว่า Netiwit Chotiphatphaisal ระบุว่า
.
เวลาไปที่ไหน ก็มักมีคนถามผมว่า “เรียนจบหรือยัง”
.
หากดังที่ผมเคยแสดงความเห็นไว้ และเพจ The Unlock นำไปเผยแพร่ว่า
.
“ผมจะเรียน 5 ปี 8 ปี หรือ 10 ปี ก็เรื่องของผม”
.
เพราะผมเชื่อว่า “การศึกษาเป็นเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต”
.
คนเราไม่ควรถูกตัดสินว่าต้องเรียนจบภายในกี่ปีตามค่านิยมของสังคม เพราะการเรียนจบเร็วไม่ได้แปลว่าได้รับการศึกษาอย่างแท้จริงเสมอไป บางครั้ง การใช้เวลาเรียนรู้นานขึ้นอาจทำให้เราได้ซึมซับ ตั้งคำถาม และเข้าใจสิ่งต่างๆ มากกว่าการศึกษาแบบสำเร็จรูป
.
ส่วนการจะเรียกใครว่าเป็น “บัณฑิต” อย่างแท้จริง ก็คงต้องดูกันยาวๆ จากการกระทำ คุณและโทษ มากกว่าจะรีบตัดสินจากใบปริญญา
.
แม้ใบปริญญาจะถูกเข้าใจถูกมากขึ้นว่าไม่อาจรีบวัดตัดสินอะไรได้ อย่างไรก็ดี ยังมีคนจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจ บางคนโจมตีผมในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์อยู่เรื่อยๆ ว่าเป็น “เฒ่าเฝ้าจุฬาฯ” หรือยกคนรุ่นเดียวกับผมที่เรียนจบและประสบความสำเร็จแล้วมาเปรียบเทียบเพื่อข่มกัน
.
ผมไม่ได้คิดอะไรมาก แต่เพื่อไขข้อสงสัยให้ชัดเจน และมิตรสหายจะได้ไม่ต้องถามคำถามนี้ซ้ำๆ จึงขอแจ้งว่า
.
ผมเรียนจบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้วครับ
.
ผมใช้เวลาเรียนทั้งหมด 8 ปี และสำเร็จการศึกษาเมื่อสองปีก่อน
.
หลังจากเรียนจบ ไม่กี่เดือนต่อมา ผมก็ได้รับทุนจาก Harvard Divinity School ให้ไปเป็น Fellow เป็นเวลาหนึ่งปี โดยได้รับทุนเต็มจำนวน ทั้งค่าเล่าเรียน เงินสนับสนุน และที่พักภายในมหาวิทยาลัย พร้อมอิสระในการเรียนและทำวิจัยในเรื่องที่สนใจ
.
เมื่อได้เรียนที่นั่นแล้ว ผมรู้สึกชอบทั้งบรรยากาศทางวิชาการ ผู้คน และพื้นที่สำหรับการตั้งคำถาม ปีนี้จึงสมัครเข้าเรียนต่อระดับปริญญาโท และได้รับการตอบรับเป็นนักศึกษาเต็มตัว พร้อมทุนเต็มจำนวน สักพักใหญ่แล้ว
.
ผมมีความสุขกับการเรียนที่นั่นมาก จริงๆ ก็เรียนๆ และก็เล่นๆ ปรัชญาการศึกษาที่นั่นต่างจากบ้านเรา หาทำหาความรู้กับผู้คนหลากหลายสาขา หนึ่งในนั้นคือนิทรรศการที่ทำร่วมกับนักศึกษาจาก Harvard Graduate School of Design ซึ่งจะเปิดในวันที่ 21 กรกฎาคม ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร รวมถึงโครงการอื่นๆ อีกมากมาย
.
สำหรับใครที่ยังกล่าวหาว่าผมเรียนไม่จบ ผมก็ไม่ได้ถือสา หรือโกรธเลย อ่านแล้วบางครั้งก็อดขำไม่ได้ เพราะการกล่าวหาโจมตีผู้อื่นอาจสะท้อนสภาวะจิตใจของผู้พูด มากกว่าความจริงของคนที่ถูกกล่าวหาก็ได้
JJNY : ถูกตัดสิทธิ เพราะรถที่ถูกระเบิด│‘เท้ง’ ชี้ถึงขั้นกลืนชาติ│เนติวิทย์เผยได้ทุนเรียนป.จาก Harvard│ไทยเสี่ยงวิกฤตแล้ง
.
หลังกระทรวงการคลัง ประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) รอบใหม่ปี 2569 ซึ่งมีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.51 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 18.82 ล้านคน และมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ หรือถูกตัดสิทธิ ประมาณ 9.31 ล้านคน โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากเกณฑ์การครอบครองรถยนต์ที่มีสถิติสูงที่สุดถึง 1.45 ล้านคนนั้น
.
ล่าสุดวันนี้ ( 20 ก.ค. 69 ) ที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี นางวิภารัตน์ อินทรักษ์ อายุ 65 ปี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวหลังทราบผลการคัดเลือกสิทธิว่า ตนเป็น 1 ในผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ และถูกตัดสิทธิเนื่องจากมีชื่อครอบครองรถกระบะ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ตนเป็นผู้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชารอบที่ 1 โดยกระสุนปืนใหญ่ระเบิด BM 21 ได้ตกใส่รถกระบะในชื่อของตน ที่จอดอยู่ในบ้านของลูกชายจนได้รับความเสียหายพังยับเยิน และไม่สามารถใช้การได้
.
นางวิภารัตน์ เล่าต่อว่า ที่ผ่านมาครอบครัวไม่มีเงินเพียงพอสำหรับการซ่อมแซม จึงต้องปล่อยจอดทิ้งไว้เป็นซากรถเหล็ก แม้ในอดีตจะเคยได้รับการช่วยเหลือเยียวยาเรื่องที่พักอาศัยจากรัฐบาลแล้ว แต่ตัวรถยนต์ไม่เคยได้รับการเยียวยาใด ๆ และเมื่อพยายามยื่นเอกสารเพื่อขอความช่วยเหลือหลายครั้งก็ไร้ผล กระทั่งมาพบว่าตนเองถูกตัดสิทธิจากโครงการสวัสดิการแห่งรัฐเพราะรถคันดังกล่าวที่ใช้งานไม่ได้แล้ว
.
"รู้สึกเสียใจและตกใจมากเพราะเราไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ตามที่ระบบตรวจสอบพบ ขั้นตอนต่อไปตั้งใจจะไปยื่นอุทธรณ์ แต่ก็กังวลว่าจะไม่ทันหรือไม่ได้สิทธิคืน หากเป็นไปได้ก็อยากวอนขอให้ทางรัฐบาลช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง ทบทวนสิทธิ์สวัสดิการ หรือช่วยเยียวยาค่าซ่อมแซมรถบางส่วนเพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้บ้าง" นางวิภารัตน์ กล่าว